เมตตานำมาซึ่งความสุขแห่งตนและผู้อื่น

จะจริงหรือก็แล้วแต่จะพิจารณากันเอง ความมีเมตตาเกิดขึ้นกับผู้ใดหรือผู้ใดมีเมตตา ความมีเมตตาจะไม่มีขอบเขตเฉพาะผู้เป็นที่รักของตนเองเท่านั้น แต่จะครอบคลุมไปถึงผู้อื่นอีกจำนวนมากรวมถึงสัตว์ใหญ่น้อยที่พบเห็น

พระพุทธเจ้าเป็นพยานยืนยันความจริงนี้ พระองค์ทรงอบรมพระเมตตามาหลายกัปกัลป์จนได้ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เป็นความจริงที่พึงยอมรับ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ทรงเป็นแบบอย่างของพระเมตตาที่พระองค์ทรงมีต่อปวงชนทั้งหลายเป็นที่ประจักษ์รับรู้ถึงแก่นแท้แห่งใจของทุกคน

การอบรมให้เกิดเมตตาต้องใช้
" ความคิด " เป็นกำลังสำคัญ คิดให้ใจอ่อนละมุนเพียงไรก็ทำได้ หรือคิดให้ใจเร่าร้อนราวกับน้ำเดือดก็ทำได้ ดังนั้นจะคิดให้เมตตา หรือเกลียดชังย่อมทำได้ ความคิดจึงเป็นปัจจัยสำคัญของการสร้างเมตตา …. การสร้างให้เกิดเมตตามีได้หลายวิธี พ่อ แม่สอนลูก ครูสอนศิษย์ เพื่อนสอนเพื่อน บางครั้งเด็กสอนผู้ใหญ่ได้ เช่น วันหนึ่งพ่อถือปืนไปเที่ยวยิงนกกับลูกชาย พอยิงนกตกลงมา พ่อสั่งให้ลูกชายไปเก็บ พ่อคิดว่าลูกชายคงตื่นเต้นดีใจตามประสาเด็กที่เห็นนกบินอยู่กลางอากาศและร่วงลงดิน แต่ลูกชายกลับมีสีหน้าสงสัย และถามพ่อซื่อๆว่า " นกตัวนี้มันทำอะไรพ่อหรือพ่อจึงยิงมัน " คำถามแสนซื่อของลูกชายที่ถือร่างไร้ชีวิตของนกอยู่ในมือ ทำให้พ่อเลิกยิงนกตกปลาอีกเลย

ทุกวันนี้กระแสวัตถุนิยมมาแรงมาก ใจคนคิดแต่จะตักตวงทุกอย่างเข้าหาตน ขาดเมตตา …น่ากลัวนะ…มาสร้างเมตตากันดีกว่าเริ่มที่ตัวเอง นึกถึงใจตนเอง และนึกถึงใจผู้อื่น เราไม่ชอบแบบนี้ผู้อื่นก็ไม่ชอบเหมือนเรา เราชอบอะไรเราก็ให้สิ่งนั้นกับผู้อื่น…เริ่มต้นไปเรื่อยๆเหมือนปลูกต้นไม้ หมั่นรดน้ำพรวนดินเดี๋ยวก็เติบใหญ่ได้กินลูกผล …ใจที่อิ่มด้วยเมตตาจะสุขขนาดไหน…

(เอกสารอ้างอิง พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก รสแห่งความเมตตา ชุ่มเย็นยิ่งนัก )