สัมมนาสภาห้าเทา : แหวกขนบจากห้องประชุมออกสู่ชุมชน

สภานิสิตไม่ค่อยได้ออกค่าย (เป็นคนค่าย) เพราะติดยึดกับภารกิจประจำของสภานิสิตที่ไม่นิยมสร้างกิจกรรมเชิงรุกออกสู่ชุมชน ยิ่งทำให้สมาชิกสภานิสิตขาดโอกาสในการสัมผัสกับสถานการณ์จริงอันเป็น “ชะตากรรมของคนค่าย” หรือ “คนกิจกรรม” ว่าต้องสู้รบปรบมือกับอุปสรรคนานาประการเช่นใด ดังนั้นการได้มาออกค่ายเช่นนี้ ผมจึงเชื่อว่าจะช่วยให้สมาชิกสภานิสิตได้ “เห็นใจและเข้าใจหัวอกคนค่าย-คนทำกิจกรรม" ภาคสนามอย่างถ่องแท้

โครงการสัมมนาสภาห้าเทาสัมพันธ์ ครั้งที่ ๘ ถือเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

ความน่าสนใจในที่นี้หมายถึง เป็นกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงระบบการทำงานแบบ “บูรณาการ" (สหกิจกรรม) ใช้ชุมชนเป็นห้องเรียนแห่งการเรียนรู้ โดยมีกิจกรรมเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงกระบวนการเรียนรู้ระหว่างนิสิตกับนิสิต และนิสิตกับชุมชน
รวมถึงความน่าสนใจในฐานะของการ“คิดนอกกรอบ" (แหวกขนบ) ไปจากการจัดกิจกรรมในครั้งที่ผ่านมาทั้ง ๗ ครั้งอย่างสิ้นเชิง
เช่นเดียวกับหากพิจารณาเฉพาะความเป็นมหาวิทยาลัยมหาสารคามนั้น ย่อมพบว่ากิจกรรมดังกล่าวนี้ สอดรับกับกระบวนการบ่มเพาะอัตลักษณ์การเป็นนิสิต (ผู้ช่วยเหลือสังคมและชุนชน) และค่านิยมของนิสิต (MSU FOR ALL : พึ่งได้) ที่หมายถึงการ "พึ่งพาตนเองได้" และ "เป็นที่พึ่งพาของคนอื่น"




นอกกรอบ : แหวกขนบจากห้องประชุมสู่ชุมชน

การคิดนอกกรอบ (แหวกขนบ) ในที่นี้หมายถึง โดยปกติการจัดกิจกรรม ๗ ครั้งที่ผ่านมา สมาชิกสานิสิตทั้ง ๕ สถาบัน (ม.มหาสารคาม ม.บูรพา ม.ทักษิณ ม.นเรศวร ม.ศรีนครินทรวิโรฒ) มักมุ่งเน้นการจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการทำงานของสภานิสิตเป็นหัวใจหลัก ด้วยการตั้งวงโสเหล่เสวนาเรื่องกิจกรรม หรือการทำงานของสภานิสิตในแต่ละมหาวิทยาลัยว่าทำอะไรมาบ้าง พบปัญหาอุปสรรคอะไร อะไรคือความสำเร็จ อะไรคือความล้มเหลว อะไรคือกิจกรรมเด่นๆ ของแต่ละองค์กร
นอกจากนั้นก็มีกิจกรรมอื่นๆ ประกอบเข้ามาบ้างประปราย เช่น การทัศนศึกษา -

กรณีการโสเหล่เสวนานั้น ข้อมูลที่นำมาแบ่งปันกันในแต่ละปีปฏิเสธไม่ได้ว่าเหมือนเอา “หนังม้วนเก่ามาฉายซ้ำ" อยู่บ่อยๆ
มีเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นที่ดูเหมือนจะมีเวทีเชิงรุกบรรยายและเสวนาในประเด็นอันเป็น "พลังทางความคิด" ที่ข้ามพ้นไปจากรั้วมหาวิทยาลัย เช่นการพูดถึงบทบาทและสถานะของสภานิสิต (นิสิตนักศึกษา) ที่มีต่อการ “รับใช้สังคม"
ซึ่งทั้งหลายทั้งปวง ส่วนใหญ่มักจัดกิจกรรมอยู่ในห้องประชุมที่มีแอร์อันเย็นฉ่ำ มีอาหารและอาหารว่างสำเร็จรูปรองรับบริการ
และนั่นก็สอดรับกับวิถีกิจกรรมอันเป็นขนบนิยม หรือกิจกรรมแบบฉบับของสภานิสิตที่ต้อง “ประชุม" อยู่อย่างเนืองนิตย์ โดยเฉพาะการประชุมเพื่อการพิจารณากลั่นกรองโครงการขององค์การนิสิต สโมสรนิสิต ชมรมและกลุ่มนิสิตในแต่ละปีการศึกษา





ด้วยเหตุนี้จึงนับได้ว่าสภานิสิตในเครือข่าย “สภาห้าเทา" ไม่ค่อยได้มี “กิจกรรมเชิงรุก" ออกสู่ "การเรียนรู้" และ “การรับใช้สังคม" นอกรั้วมหาวิทยาลัยเท่าที่ควรนัก จนเป็นที่มาของการทิ้งปมความคิดไว้ในเวทีครั้งที่ ๗ ที่มหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นเจ้าภาพในทำนองว่า “อยากให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบจากการสัมมนาในห้องประชุมไปสู่การปฏิบัติการค่ายในชุมชน" โดยฝากหวังให้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เจ้าภาพครั้งที่ ๘) เป็นแกนหลักในการ “ริเริ่มขับเคลื่อน"

ก็ด้วยการฝากหวังข้างต้นนั่นแหละ สภานิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จึงนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับแต่งการสัมมนาสภาห้าเทาในมิติใหม่ในรูปของ “ค่ายอาสาพัฒนา" ด้วยการหลบเร้นออกจากห้องแอร์ไปสู่การทำงานกลางสายลมและแสงแดด หรือแม้แต่สายฝน แต่กระนั้นก็ยังไม่ทิ้ง “อัตลักษณ์" กิจกรรมของตนเองอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือยังคงไว้ซึ่งเวทีการสัมมนาเหมือนเช่นทุกครั้ง หากแต่ครั้งนี้มุ่งหันกลับมาชำระประวัติศาสตร์ตนเองในหัวข้อ “รากเหง้าความเป็นมาของการสัมมนาสภาห้าเทา" ซึ่งนำพาศิษย์เก่า หรืออดีตประธานสภานิสิตมาร่วมเสวนากับประธานสภานิสิตในรุ่นปัจจุบัน





สู่ชุมชน : เรียนรู้คู่บริการสู่การสัมผัสจริงชะตากรรมคนค่าย

สัมมนาสภาห้าเทา ครั้งที่ ๘ ไม่ได้จ่อมจ่มด้วยรูปแบบการประชุมเสวนาในห้องประชุมเหมือนเช่นทุกครั้ง หากแต่ครั้งนี้มุ่งสู่การ “ทำค่าย" โดยใช้ “ชุมชน" อันหลากหลายเป็นฐานการเรียนรู้ ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่หลักการเรียนรู้ที่สำคัญๆ คือ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช และโรงเรียนบ้านนาฝาย
ซึ่งทั้งสองพื้นที่อยู่ในเขตตำบลพระธาตุและตำบลดงดวน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม ห่างจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม หรือตัวเมืองมหาสารคามในราวๆ เกือบ ๑๐๐ กิโลเมตร
ส่วนกิจกรรมที่จัดขึ้นนั้นหลากหลายรูปแบบ (บูรณาการ/สหกิจกรรม) หากไม่นับกิจกรรมประเพณีนิยมด้วยการเลี้ยงรับรอง (พาแลงในแบบอีสานๆ) ผูกข้อต่อแขน บายศรีสู่ขวัญ ชมดนตรีและนาฏศิลป์พื้นบ้านอีสาน (โปงลาง) พบว่ามีการออกแบบกิจกรรมอื่นๆ ไว้เป็นโจทย์การเรียนรู้อย่างหลากรสชาติ เป็นต้นว่า


  • เรียนรู้ประวัติศาสตร์อารยธรรม “นครจำปาศรี" เช่น พระธาตุนาดูน กู่สันตรัตน์ บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
  • ปรับปรุงห้องสมุด จัดหาหนังสือเข้าห้องสมุด นิทรรศการความรู้ในห้องสมุด
  • ปรับปรุงห้องพยาบาล จัดนิทรรศการความรู้ในห้องพยาบาล
  • ปรับปรุงซ่อมแซมห้องสุขา
  • ทำความสะอาดโรงอาหารและแท็งก์เก็บน้ำ
  • ปรับปรุงภูมิทัศน์ สวนหย่อมในโรงเรียน
  • กิจกรรมกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างนิสิตกับนิสิตและนิสิตกับชุมชน
  • มอบอุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์กีฬา




อย่างไรก็ดีกิจกรรมอันหลากหลายข้างต้น อาจไม่ใช่กิจกรรมเชิงลึกอะไรอย่างมากมายนัก มีกลิ่นอายของงานค่ายอาสาพัฒนาในยุคเก่าก่อนอย่างเลี่ยงไม่ได้
ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ามีมิติของการเรียนรู้บริบทชุมชนอยู่อย่างเด่นชัด มีการพยายามเชื่อมโยงการเรียนรู้ร่วมกัน หรือสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (เรียนรู้คู่บริการ) ระหว่างมหาวิทยาลัยสู่โรงเรียนและชุมชนเป็นระยะๆ ทั้งอย่างเป็นทางการและแทรกซ่อนไว้ตามวิถีกิจกรรมที่กำหนดขึ้นในแต่ละวัน




โดยส่วนตัวแล้วผมมองเห็นความพยายามที่จะเรียนรู้ของนิสิตที่เป็นเจ้าภาพอย่างน่าชื่นใจ เพราะมวลสมาชิกสภานิสิตของมหาวิทยาลัยมหาสารคามล้วนแล้วแต่ขาดประสบการณ์ของการเป็น “คนค่าย" แทบทั้งสิ้น
แต่ละคนที่เป็นสมาชิกสภานิสิต หรือกระทั่งอนุกรรมการสภานิสิต ล้วนแทบไม่เคย “ทำงานค่าย" กันมาก่อนเลยก็ว่าได้ แต่กลับกล้าหาญที่จะแบกรับภารกิจแห่งการเรียนรู้ในครั้งนี้ไว้อย่างไม่งอแง ด้วยหมายใจว่าการสัมมนาสภาห้าเทาในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ฉีกออกจากขนบเดิมๆ แห่งการ “สัมมนา" ที่มักจ่อมจมอยู่แต่ในห้องประชุม จนไม่อาจมองทะลุถึงมิติของ “ชุมชน-ท้องถิ่น"

เช่นเดียวกับการที่สมาชิกสภานิสิตไม่ค่อยได้ออกค่าย (เป็นคนค่าย) เพราะติดยึดกับภารกิจประจำของสภานิสิตที่ไม่นิยมสร้างกิจกรรมเชิงรุกออกสู่ชุมชน ยิ่งทำให้สมาชิกสภานิสิตขาดโอกาสในการสัมผัสกับสถานการณ์จริงอันเป็น “ชะตากรรมของคนค่าย" หรือ “คนกิจกรรม" ว่าต้องสู้รบปรบมือกับอุปสรรคนานาประการเช่นใด




ดังนั้นการได้มาออกค่ายเช่นนี้ ผมจึงเชื่อว่าจะช่วยให้สมาชิกสภานิสิตได้ “เห็นใจและเข้าใจหัวอกคนค่าย-คนทำกิจกรรม" ภาคสนามอย่างถ่องแท้
เมื่อถึงคราวต้องนั่งประชุมพิจารณากลั่นกรองให้ความเห็นชอบโครงการขององค์กรต่างๆ จะได้สามารถผ่อนปรน หนุนเสริม เติมเต็มกันและกันได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล
หรือเรียกง่ายๆ คือ “พิจารณาบนฐานของความรู้" ไม่ใช่ติดยึดอยู่แต่หลักการและทฤษฎีอย่างแน่นเหนียว จนทำให้คนทำงานพลอยอึดอัด เหนื่อยล้าไปอย่างไม่รู้ตัว...




สัมมนาสภาห้าเทา : สัมมนาในทุกจังหวะของการทำค่าย


ถึงแม้รูปแบบโครงการสัมมนาสภาห้าเทา ครั้งที่ ๘ จะปรับเปลี่ยนจากการสัมมนาในห้องประชุมไปสู่ “ค่ายอาสาพัฒนา" บนฐานคิดของการ “เรียนรู้คู่บริการ" โดยใช้ชุมชนเป็นฐานหรือห้องเรียน ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนจากมวลสมาชิก “สภานิสิต มมส" (มหาวิทยาลัยมหาสารคาม) ที่เป็นเจ้าภาพซึ่งยังขาดประสบการณ์ค่ายอย่างเห็นได้ชัด
ซึ่งผมก็มองว่านี่คือความท้าทายอันยิ่งใหญ่ที่นิสิตต้องเรียนรู้และข้ามพ้นให้จงได้...
ยิ่งต้องมาดูแลและหลอมรวมเพื่อนๆ จำนวนมากๆ จาก ๔ สถาบันให้เป็นหนึ่งเดียวให้ได้มากที่สุด ยิ่งเป็นความท้าทายอันใหญ่หลวงของเหล่าบรรดานิสิตเจ้าภาพที่จะต้องทุ่มเทเก็บเกี่ยวประสบการณ์สู่การพัฒนาตน-พัฒนางาน-พัฒนาองค์กรอย่างไม่หวาดหวั่น
เป็นการเรียนรู้และพัฒนาตนบนฐานของปรัชญา (ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน) คุณธรรม-อัตลักษณ์การเป็นนิสิต (ช่วยเหลือสังคมและชุมชน) ตามครรลองวิถี "จิตสาธารณะ"

กรณีเหล่านี้ผมได้หนุนเสริมกำลังใจต่อเจ้าหน้าที่และแกนนำในช่วงก่อนลงพื้นที่ในทำนองว่า

“...ค่ายสภาห้าเทาในครั้งนี้ ยังคงเป็นงานสัมมนาเหมือนเก่าก่อน ไม่ได้รื้อถอนหลุดลอยไปจากอดีต หรือขนบเดิมๆ หากแต่วิธีการของการสัมมนาเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง การสัมมนาในครั้งนี้ผสมกลมกลืนไปอยู่ในทุกๆ จังหวะของการทำงานและการใช้ชีวิตร่วมกัน การสัมมนาไม่จำเป็นต้องมีเวทีอย่างเป็นทางการ เพียงเปิดใจที่จะพูดคุย โสเหล่ ถามทักและแบ่งปันประสบการณ์ผ่านกิจกรรม (หน้างาน) ก็ถือเป็นการสัมมนาในอีกมิติหนึ่งด้วยเหมือนกัน..."

....



.....

โครงการสัมมนาสภาห้าเทาสัมพันธ์ ครั้งที่ ๘
วันที่ ๑๘-๒๓ เมษายน ๒๕๕๗
ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช (พื้นที่ปฏิบัติการนาดูน) ต.พระธาตุ อ.นาดูน จ.มหาสาคาม
โรงเรียนบ้านนาฝาย ต.ลำดวน อ.นาดูน จ.มหาสาคาม

....

ภาพโดย นิสิตจิตอาสาและงานประชาสัมพันธ์และสารสนเทศ กองกิจการนิสิต มมส.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (5)

เขียนเมื่อ 

...เป็นงานที่ท้าทายนะคะอาจารย์

"แหวกขนบ ได้พบเห็นสิ่งเป็นอยู่

 ได้เรียนรู้ ได้ปฏิบัติ ฝึกหัดทำ

รู้ปัญหา รู้สาเหต รู้แก้ไขในกิจกรรม

ลงมือทำ เรียนรู้ สู่ชุมชน "

"การศึกษา" คือ การเรียนรู้เพื่อให้เกิดความรู้ใหม่ ซึ่งมักจะได้จากการลงมือทำกิจกรรมจริง 

เป็นโครงการที่ดีมากค่ะ

เขียนเมื่อ 

.... เกิดความสัมพัธ์กัน .. บ้าน...  วัด  .... โรงเรียน....ชุมชน...นะคะ.....เกิดการเรียนรู้ ร่วมกัน นะคะ



เอาต้นเต่าร้างมาฝากค่ะ



เขียนเมื่อ 

กิจกรรมที่ได้ร่วมกันทำ

ทำให้เราได้เรียนรู้ได้ดีมากขึ้นนะครับ