ไตรสิกขากับการจับ ความรู้สึก ความต้องการ ความคิด เเละการกระทำของตนเอง
เมื่ออายุเเละวุฒิภาวะของเราทุกๆคนนั้นผ่านมาได้สักพักหนึ่งในวัยที่พร้อมจะเป็นผู้ใหญ่หรือวัยผู้ใหญ่ มักจะมีคำ 4 คำนี้อยู่ในหัวของเรา ซึ่งเป็นคำพื้นฐานของมนุษย์ทุกๆคนที่ทุกมีมีอยู่เเล้วในตัว ได้เเก่ ความรู้สึก ความต้องการ ความคิด เเละการกระทำ เเต่ละคำล้วนเป็นเหตุมาถึงผลซึ่งซึ่งกันเเละกัน ถ้าจะเเยกว่าอะไรก่อนอะไรหลังนั้น ขึ้นอยู่กับตรรกกะเหตุผลของเราเเต่ละคน เมื่อวันที่ 27-29 มิถุนายน 2557 ผมเองได้มีโอกาสได้ไปร่วมค่ายสรุปโครงการของโครงการปลูกใจรักษ์โลกปี 2 ที่จัดโดยมูลนิธิกองทุนไทย มูลนิธิสยามกัมมาจล เเละธนาคารไทยพาณิชย์ โดยในกิจกรรมค่ายนั้นมีกิจกรรมหนึ่งที่เป็นของพี่เลี้ยง ที่มีกระบวนกร คือ พี่อ้อ (วรรณา เลิศวิจิตรจรัส) เเละพี่เปิ้ลฯ ที่ชวนให้มองในเรื่องการจับตนเอง โดยมองอยู่ 4 อย่างด้วยกันดังที่กล่าวมาข้างต้น
ในการมองนั้นทั้ง 4 อย่าง ถ้าเราลองจัดหมวดหมู่ให้คู่กันอย่างไม่ค่อยมีหลักการอะไรมากมาย อาจจับคู่ได้ คือ ความรู้สึก - ความต้องการ เเละ ความคิด - การกระทำ ซึ่งเป็นการให้เรามองว่าขณะนี้หรือในอดีตนั้น เกิดอะไรขึ้นในตัวเราบ้างโดยให้ย้อนมองเพื่อทบทวนตนเองในการกระทำต่อเหตุการณ์นั้นๆ เช่น เหตุการณ์ระหว่างการทำกิจกรรมที่เกิดฝนตก ทำให้ความรู้สึกของเราเกิดความไม่พอใจ เราต้องการอยากให้ฝนหยุดตกเพราะจะได้ดำเนินกิจกรรมต่อ เเล้วเรามาคิดๆใหม่ว่าเราเปลี่ยนสถานที่จัดจากกลางเเจ้งมาเป็นใต้ร่มก็ได้ เเล้วจึงเกิดการกระทำตามความคิดเกิดขึ้น หรือ เหตุการณ์เกิดการเหยียบเท้ากัน ทำให้ความรู้สึกเรา ไม่พอใจ ต้องการอยากจะให้เขาขอโทษ โดยมีความคิดว่าจะต้องพูดขึ้นมาดังๆให้เขาขอโทษ เเล้วก็เกิดการกระทำตามการคิด
ความรู้สึกอาจคู่กับความต้องการ เพราะ ความรู้สึกกับความต้องการนั้น ส่วนใหญ่จะใช้ใจ โดยไม่ผ่านการคิดวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนที่จะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ที่เราหลายๆคนนั้นอาจมองไม่เห็น เช่น เหตุเหตุการหนึ่งมากระทบเรา เราจะเกิดความรู้สึกขึ้นมาก่อนทันที เเล้วจึงเกิดความต้องการตามมา โดยใช้ใจเป็นตัวนำ ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ส่วน ความคิดเเละการกระทำนั้น ก็อาจเปฌนของคู่กัน เพราะเมื่อเราได้คิดสิ่งใดเเล้วมันเป็นเเนวทางในการปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเรา โดยความคิดจะมาจากความต้องการที่ไม่ได้คิดอะไร เเล้วเรามาคิดวิเคราะห์ เพื่อปฏิบัติ หรือกระทำ เเล้วการกระทำ ก็เป็นผลมาจากการคิดนั่นเอง
ในเรื่องของระดับที่เราสามารถมองเห็นถ้าเราลองจัดเรียงทั้ง 4 คำนี้ดูดีๆในอีกมุมมองหนึ่ง เราอาจพบว่า สิ่งที่เห็นยากที่สุด คือ ความรู้สึก ต่อมาเป็นความต้องการ เเล้วมาเกิดการคิด เเล้วจึงจะกระทำ โดยในการกระทำนั้นในสังคมมนุษย์ ต้องการความสำเร็จจากการกระทำของตนเอง เเล้วอยากได้การยอมรีบในสังคมที่เกิดผลมาจากการกระทำ
ถ้าเราลองจับ ความรู้สึก ความต้องการ ความคิด เเละการกระทำ มามองในไตรธรรมเเล้วลองเเยกออกเป็นเหตุเเละผลตามหลักธรรมคำสอนเราอาจเห็นได้ว่า
ความรู้สึกนั้นเป็นส่วนที่เห็นยากที่สุด โดยเราจะรู้สึกมาจากใจโดยการที่จะรู้สึกได้นั้นย่อมเห็นภาพมาจากกายหรือเหตุการณ์ ที่เราเรียกตามการเห็นของพุทธศาสนาว่า "พบเห็น" ที่เห็นได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย เเละใจ ของตนเอง ที่เมื่อ พบเห็นจากกาย การพบเห็นนั้นก็เข้ามาสู่ ใจ จนก่อเกิดเป็นความรู้สึกเกิดขึ้น
ความต้องการนั้น เป็นผลมาจากความรู้สึกของเรา ที่เกิดมาจาก การพบเห็นกาย เเล้วเข้ามาสู่ใจ เกิดเป็นความรู้สึก ที่เกิดผลให้เกิดความต้องการเกิดขึ้นโดยปกติคนเราจะต้องการความสำเร็จเป็นพื้นฐาน ไม่มีใครที่ไม่อยากได้ความสำเร็จ ความต้องการจะอยู่จุดที่ตื้นขึ้นมาจากความรู้สึก หรือความรู้สึกจะอยู่ลึกกว่าความต้องการ
ความคิดนั้นเกิดจากการนำเอาความต้องการมาคิดทั้งเป็นการคิดเเบบต่างๆโดยในหลักการเห็นของชาวพุทธเราจะเรียกว่า "คิดเห็น" โดยจาก ความรู้สึก -> ความต้องการ -> ความคิด ที่โดยความคิดนั้นเป็นการคิดที่นอกจากจะนำมาจากความต้องการเเล้วนั้น ยังเป็นการมองที่กายหรือบริบท/ประเด็นของเราด้วย ในการคิดเราต้องมีความดีงามกำกับไว้+ความต้องการ = ความเหมาะสมของการเเสดงออกของเราออกไป
การกระทำนั้นเป็นผลมาจากการคิดที่การกระทำจะอยู่ในกาย โดยเริ่มต้นที่จะเกิดการกระทำได้ เริ่มจาก กาย ส่งทอด มาถึงใจ ให้เกิดควงามรู้สึก เเล้วความรู้สึกส่งมายังใจอีกครั้งจนเกิดความต้องการ เเล้วใจส่งไปหาสมองให้คิด จึงเกิดความคิด เเล้วความคิดจะส่งทอดมายังกายเหมือนเดิม ให้เราทำตามความเหมาะสมของกาย นั้นๆ
ถ้าเราถอยกลับมามองอีกอยู่ห่างๆ เเล้วลองจัดหมวดหมู่ตามพื้นฐานของมนุษย์ ที่อยากได้ความสำเร็จ เเละอยากได้การยอมรับ ซึ่งมันเป็นความต้องการพื้นฐานเราอยู่เเล้ว อาจเห็นได้ว่า ในการที่เราอยากได้การยอมรับนั้น เกิดจากใจ เเละความคิดของเรา ที่อยากได้การให้ผู้อื่นได้เห็นในสิ่งที่เราทำได้จนเรียกได้ว่าเกิดการยอมรับในสังคมขึ้น ส่วนในเรื่องของการอยากได้ความสำเร็จนั้น อยู่ในเรื่องของการกระทำ ที่เป็นการกระทำในกาย (ความสำเร็จเป็นเป้าหมาย เป้าหมาย คือ กาย) ฉะนั้นการอยากได้ความสำเร็จจึงเกิดจากกาย ส่วนการอยากได้การยอมรับนั้นเกิดจากใจเเละการคิดของตนเอง
ในเรื่องของการฝึกจับตนเองนั้น อันนี้เราควรฝึกอยู่บ่อยๆ มองอารมณ์ของตนเอง มองความรู้สึก มองความต้องการ มองความคิด เเละมองการกระทำของตนเอง อยู่เสมอๆ เพื่อที่เราจะสามารถหยุดยั้งการการกระทำที่ไม่เหมาะสมของตน เเล้วพัฒนาตนด้วยการจับตนเอง ในการฝึกครั้งเเรกๆเราอาจวาดภาพคอนเซป ของตนเองก่อนลงในกระดาษว่า คำพูดของเราที่เราชอบพูดนั้น ที่จริงเรา อยากจะให้เขารู้สึกอย่างไรกับการที่เราพูด เเล้วเราต้องการอยากให้เกิดอะไรขึ้นในความคิดอของเขา... เเล้วลองเอา I ของเรา มาเทียบกับ IT ของเขา เเล้วเราจะเห็นว่าคำที่เราพูดไปหรือเเสดงออกไปนั้น ผู้รับสารจะรับกับสารที่เราพูดไปได้มากน้อยเพียงใด หากรับไม่ได้หรือรับได้อยาก หรือพูดไปเเล้วเกิดอารมณ์ไม่เกิดการเรียนรู้เเต่ประการใด เราก็ควรปรับปรุงตนเอง โดยอาจคงความต้องการไว้ เเล้วปรับความรู้สึก เเละความคิด เเละการกระทำของตนเองให้มีความเหมาะสม ให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นในกลุ่มที่เราจะพัฒนา ...
.
.
.
.
.


เราจัะรู้ได้อย่างไรว่าเราไม่ได้คิดไปเองว่า "กระบวนการของใจ" เป็นแบบที่ว่ามา .... เราจะรู้ได้อย่างไรว่าในนำใสไร้รสนั้นมีอะไรบ้าง...
ในเรื่องใจที่ จะเกิดความรู้สึกเเละความต้องการนั้น ในการรับรู้ตนเองได้เช่น การลอง ฝึก ลองพูดประโยคที่เราชอบพูดสื่อสารกับคนอื่นเขา เเล้วมองเราว่า เรารู้สึกอย่างไร เเล้วอยากให้เขารู้สึกอย่างไร เราต้องการอะไร เเล้วอยากให้เขาเกิดอะไรขึ้น ซึ่งในการรับรู้ตนเองได้ ต้องฟังจาก Feedback ที่เขาสะท้อนกลับมาครับ อิอิ ...
ในเเง่กระบวนการของใจ ผมว่าอันนี้ถ้าเรามองตนเองเเละศึกษาจากเเห่งเรียนรู้ ก็อาจพบได้ง่ายในหลายๆคนครับ อิอิ...