ยินยอมปล่อยมือ


ยินยอมปล่อยมือ..

วีรมลล์ จันทรดี

กว่าสิบปีที่แก้วป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังจากวัยแรกรุ่นจนถึงวัยรุ่นตอนปลายผ่านการให้คีโมมานับไม่ถ้วนเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น บางครั้งต้องนอนนานจนเป็นบ้านหลังที่สอง แก้วอดทนสู้กับความเจ็บความทรมานจากการรักษาจนกระทั่งโรคเริ่มสงบ แก้วได้กลับไปใช้ชีวิตเยี่ยงเด็กสาวคนอื่นๆ เริ่มทำงานในโรงงานเย็บผ้า แก้วเป็นคนเงียบๆแต่กลับมีเพื่อนเยอะ อาจเป็นเพราะความช่างยิ้ม ไม่ขัดใจใคร มีน้ำใจชอบช่วยเหลือเพื่อน แก้วสนุกและขยันทำงานจนไม่มีเวลาหาแฟน

โรคมะเร็งสงบไปกว่าห้าปี จนแก้วสังเกตเห็นความผิดปกติจึงมาหาแพทย์และพบว่าโรคกลับเป็นซ้ำ แก้วเริ่มต้นสู้อีกครั้ง แต่ผลการรักษาไม่เป็นอย่างครั้งแรก แพทย์แจ้งแก้วเป็นระยะ ระยะ จนกระทั่งหลังการให้คีโมครั้งหลังสุด แพทย์ขอเจาะไขกระดูกเพื่อดูว่ายาที่ให้ไปจะฆ่าเจ้าตัวร้ายได้หรือไม่ แพทย์นัดประชุมครอบครัว (family conference) ให้มาฟังผลด้วยกัน แก้วให้พี่สาวมาด้วยเพราะพ่อแม่แก่มากแล้วและอยู่ต่างจังหวัดเดินทางไม่สะดวก วันนัดหมาย ซึ่งฝั่งคนไข้มีเพียงแก้วกับพี่สาว ในขณะที่ฝั่งแพทย์มากันครบทีมทุกคนที่เกี่ยวข้อง แม้แพทย์เจ้าของไข้จะไม่ใช่คนเดิมเมื่อแปดปีที่แล้ว แต่อาจารย์แพทย์ พยาบาล และนักสังคมสงเคราะห์ เป็นคนที่แก้วและพี่สาวคุ้นเคย

เนื้อหาหลักในการคุยแพทย์บอกผลการให้ยาคีโมที่ผ่านมาว่าไม่สามารถคุมมะเร็งได้และมันแพร่กระจายไปที่ไขกระดูก ขณะนี้โรคดำเนินไปจนยากแก่การรักษาและเริ่มเข้าสู่ระยะท้ายของโรคแล้ว ให้แก้วตัดสินใจว่าจะเลือกการรักษาอย่างไร แม้จะเตรียมใจมาบ้าง แต่ก็แอบมีความหวังเล็กๆ เมื่อรู้ความจริง น้ำตาจึงเป็นทางหนึ่งที่ช่วยระบายความเศร้านั้น โชคดีที่แพทย์ให้แก้วเอาคนในครอบครัวมาร่วมฟังด้วย ทำให้ได้ช่วยกันคิดว่าจะเลือกการรักษาต่อไปเช่นไร

แก้วตัดสินใจขอเปลี่ยนเป้าหมายการรักษา เป็นเพื่อบรรเทาและเยียวยาตามอาการ (Supportive Treatment) ขอกลับไปพักที่บ้าน แต่แพทย์ยังคงนัดมาดูอาการบ้างทำให้แก้วอุ่นใจว่าไม่ถูกทิ้ง และหากมีอาการหนักดูแลไม่ไหวมาหาแพทย์ก่อนนัดได้ นอกจากนี้ยังได้วางแผนไปจนถึงขั้นว่าจะไม่เอาเครื่องยื้อชีวิตไม่ใส่ท่อ ไม่เจาะคอไม่ปั้มหัวใจพี่สาวเคารพการตัดสินใจของแก้ว และแพทย์เขียนบันทึกการคุยไว้ในแฟ้มประวัติการรักษา

แก้วไปใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านพี่สาว ซึ่งลาออกจากงานเพื่อมาดูแลแก้วอย่างเต็มที่ และพี่เขยสนับสนุนการกระทำนี้ หลังจากกลับไปอยู่ที่บ้านได้ประมาณ ๓ เดือน เริ่มมีอาการเหนื่อยหอบ แก้วทานยาตามที่แพทย์ให้ไว้แต่ไม่ดีขึ้น เมื่ออาการหอบมีมากขึ้น พี่สาวจึงพาแก้วมาห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาล แพทย์เวรอ่านแฟ้มประวัติพบว่ามีการวางแผนเรื่องการทำหัตถการในช่วงสุดท้ายไว้แล้ว ว่าจะไม่รับการดำเนินการใดๆ แต่เมื่อแพทย์ถามเพื่อยืนยันความตั้งใจ แก้วกลับร้องขอให้ใส่ท่อช่วยหายใจ พี่สาวถามย้ำอีกครั้งแต่แก้วยืนยันให้ใส่ท่อ

แก้วโชคดีใช้ชีวิตอยู่กับท่อเพียง ๓ วันก็สามารถลาจากกันได้ เมื่อแก้วย้ายเข้าหอผู้ป่วย แพทย์เจ้าของหอเข้ามาถามความต้องการของแก้ว แก้วบอกอยากกลับบ้าน แต่ถ้ามีอากาเหนื่อยหอบก็จะมาโรงพยาบาลและให้ใส่ท่ออีกแม้ว่ามันจะทรมานก็ตาม แพทย์จึงขอนัดประชุมครอบครัวอีกครั้ง ก่อนการประชุมนักสังคมสงเคราะห์จึงเตรียมพร้อมโดยการหาข้อมูลเรื่องความคิด มุมมองเกี่ยวกับชีวิตและการยอมรับความตาย (Meaning of life and Death acceptance)โดยการไปเยี่ยมพูดคุยที่หอผู้ป่วย ซึ่งส่วนมากจะได้ข้อมูลจากพี่สาว ข้อมูลที่ได้ช่วยให้นักสังคมสงเคราะห์วางแผนและเชิญชวนให้พ่อและแม่ผู้ป่วยเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ด้วย

ในวันประชุม เนื่องจากแก้วมีอาการเหนื่อยต้องใช้สายออกซิเจนแต่แก้วและทุกคนในครอบครัวยืนยันที่จะให้เป็นส่วนหนึ่งของการพูดคุย การนั่งประชุมจึงจัดขึ้นรอบเตียงของแก้ว พ่อ แม่ และพี่สาวนั่งอยู่ด้านขวาเตียง ถัดมาจึงเป็นทีมผู้ดูแล ทั้งแพทย์ประจำหอผู้ป่วยที่ดูแลแก้วในครั้งนี้ แพทย์เจ้าของไข้ อาจารย์แพทย์ พยาบาล หัวหน้าหอและนักสังคมสงเคราะห์ นั่งเป็นคนสุดท้ายด้านซ้ายมือของแก้ว

นักสังคมสงเคราะห์ในฐานะที่ดูแลและรู้จักผู้ป่วยมายาวนานที่สุดแนะนำตัวทุกคนให้รู้จักกัน จากนั้นแพทย์เริ่มอธิบายอาการปัจจุบัน แผนการดูแล สิ่งที่แก้วเลือก ตลอดเวลาที่แพทย์พูด แก้วมักจะหันหน้ามาทางนักสังคมสงเคราะห์

นักสังคมฯ :ที่คุณหมอพูดมาถึงตรงนี้ใครอยากถามเพิ่มไหมคะ... จากโรคที่แก้วเป็นได้รับการรักษาอย่างดีที่สุด แก้วอดทนรับคีโมจนกระทั่งโรคสามารถสงบลงได้ระยะหนึ่ง แต่ตอนนี้โรคมันกลับมาเป็นอีกครั้ง และรุนแรงกว่าครั้งก่อน.. (เงียบดูปฏิกิริยาทุกคน)

พ่อ:คุณหมอให้ยาแก้วมันอีกครั้งได้ไหม อายุเขายังน้อย คงทนกับยาได้ ถ้ามีปัญหาเรื่องค่ารักษาเดี๋ยวฉันไปขายสวนก็ได้ ลูกผมเขาสู้ สู้เก่งเหมือนผม (แก้วไม่ยอมสบตาพ่อ น้ำตาเริ่มคลอ)

แพทย์:ร่างกายของแก้วตอนนี้ไม่สามารถรับยาได้อีกแล้วครับ อย่างที่เราคุยกันครั้งก่อนกับแก้วและพี่สาว ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้เข้าฟัง ว่าอาการตอนนี้หนักมาก

นักสังคมฯ:แก้วจะอนุญาตให้พวกเราบอกสิ่งที่เราคุยกันครั้งก่อนกับพ่อแม่ไหม (แก้วพยักหน้า น้ำตาซึม พี่สาวคอยซับน้ำตา)

แพทย์:แก้วรู้ว่าอาการตอนนี้หนักมาก และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเลือกที่จะรักษาตามอาการ หมอยังนัดให้มาตรวจเรื่อยๆ แก้วยังบอกอีกว่าจะไม่ขอใช้เครื่องช่วยใดๆทั้งเจาะคอ ใส่ท่อ หรือปั้ม........

แต่มาโรงพยาบาลครั้งนี้แก้วเลือกที่จะใส่ท่อ และโชคดีที่สามารถเอาออกได้ เราจึงอยากจะถามความเห็นแก้วว่า หากมีอาการเหนื่อยหอบเหมือนเดิมยังอยากให้หมอทำอย่างครั้งนี้คือใส่ท่อ หรือไม่ใส่ตามที่เราตกลงกันไว้แต่แรก

พ่อ:ใส่เถอะ เพราะใส่แล้วเค้าก็ดีขึ้น เดี๋ยวก็หาย ลูกสู้อยู่แล้ว

(แก้วหันหน้ามาทางทีมรักษา สบตาแล้วก้มหน้า)

แก้ว:ใส่ค่ะ

หมออธิบายเรื่องการใส่ท่อให้ครอบครัวฟัง

นักสังคมฯ:แก้วรู้สึกอย่างไรบ้างที่ใส่ท่อ

แก้ว:เจ็บ ทรมาน พูดไม่ได้ แต่ให้ใส่อีกก็ได้

นักสังคมฯ:พ่อคะ แม่คะ ตลอดเวลาสิบปี แก้วสู้มาตลอดใช่ไหมคะ แม่เห็นความแข็งแกร่งของแก้วใช่ไหม แก้วไม่เคยขาดการรักษา สามารถดูแลตัวเองได้ดี จนมีช่วงที่โรคสงบยาวนานมาก เมื่อโรคกลับมาแก้วก็ยังสู้อยู่ แม้ผลข้างเคียงจะทำให้เจ็บก็ตาม พี่คงตอบได้ดีเพราะดูแลกันมาตลอด แก้วสู้เพื่อตัวเองและทุกคนอย่างเต็มที่แล้ว .....

น้ำตาแต่ละคนค่อยๆไหล ทุกคนเงียบ....

พ่อ:ผมสู้รู้ว่าเขาสู้ อยากให้ลูกสู้...... แต่ถ้ามันเหนื่อยมากเจ็บมาก จะปล่อยมันก็ได้นะลูกพ่อยอม

(แล้วพ่อเอามือลูบหัวแก้ว)

นักสังคมฯ:ถึงตอนนี้ แก้วอยากได้อะไร อยากให้โรงพยาบาลทำยังไง

แพทย์:อธิบายแนวทางการดูแล การสร้างความสุขสบาย การลดความทรมานต่างๆ

แก้ว:หนูอยากกลับบ้าน ไม่ขอใส่ท่ออีกแล้วนะ แก้วจะสวดมนต์ทุกวัน ขอบคุณทุกคนนะคะที่ดูแลหนูมาอย่างดี

นักสังคมฯ:ตกลงทุกคนเห็นพ้องกับแก้วนะคะ

.....................ความสุข... บางครั้ง เกิดจากการยินยอมปล่อยมือคนที่รัก

หมายเลขบันทึก: 571169เขียนเมื่อ 28 มิถุนายน 2014 12:46 น. ()แก้ไขเมื่อ 29 มิถุนายน 2014 15:15 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)

เห็นภาพชัด นี่คือความสำเร็จของผูให้การดูแลค่ะ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี