เมื่อคืนได้สรุปทบทวน เนื้อโลหะทั้งหมด โดยการเริ่มจาก การดูพระทำเลียนแบบ แบบต่างๆ มีอยู่ในระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะเห็นได้ว่า พระเนื้อโลหะทั้งหลาย หำเก๊ได้ยากมาก เพาะเพียงเป็นการโปะสี ลงบนผิวโลหะแบบต่างๆ โดยสมมุติว่า สีที่โปะลงนั้น เป็นสีของสนิมโลหะ ชนิดต่างต่าง ที่มีอยู่ในพระองค์นั้น สิ่งเป็นไปได้ยาก ที่จะทำให้ มีความหลากหลายของสี ให้ตรงกับ ชนิดของโลหะทีอยู่ใต้สนิมชนิดนั้น ๆ

ทั้งนี้เนื่องมาจาก โลหะสมัยโบราณ มักจะไม่มีความบริสุทธิ์ มีโลหะผสมหลากหลาย ทำให้เกิดสนิม ตรงตามลักษณะหรือชนิดของโลหะนั้น เพียงรู้รู้เท่านี้ ก็พอจะนึก ออกแล้วนะครับว่า การทําสนิมเพื่อเลียนแบบนั้นอยากสักแค่ไหน ดังภาพประกอบที่ใช้สอน

ในการสอนเมื่อคืน ได้อภิปรายถึงชนิดของโลหะ และสีสนิม แบบต่างๆ แล้วนำมารวมกัน ให้เป็นกลุ่มของเนื้อโลหะ เชนชินเงิน และชินเขียว แม้กระทั่ง ในกลุ่มตะกั่วสนิมแดง เงินผสมตะกั่วหรือตะกั่วผสมเงิน ก็ตาม จะมีสนิมที่เป็นเอกลักษณ์ ของโลหะกลุมนั้นๆ

ดังนั้นหลักการที่ผมให้ไว้ ก็คือ การอ่านเนื้อให้ออก การอ่านสนิมให้ออก เนื้อและสนิมจะต้องตรงกันทุกจุด เช่นนี้แล้ว ไม่มีวันเก๊ครับ

ดังนั้น สิ่งที่ต้องฝึกฝน ก็คือทำความคุ้นเคยกับสีสนิม และลำดับชั้นของการเกิดสนิม ในพระเนื้อต่างๆ ที่ก็มีไม่มากนัก เช่น ทองคำ เงิน ทองแดง ตะกั่ว เป็นหลัก ชนิดอื่นมักจะเป็นส่วนผสมที่ปะปนมาเล็กน้อยเท่านั้น

สำหรับลำดับการเกิดสนิม ก็เริ่มที่ ทองแดง สังกะสี เงิน ทองคำ ตะกั่ว ตามลำดับ และหลักการพิจารณาข้อหนึ่งก็คือ สนิมเกิดก่อนอยู่ข้างล่าง สนิมเกิดหลังอยู่ข้างบน 

ฉะนั้น จึงอาจพบว่าสนิมรุ่นเก่า อยู่ ข้างใน และสนิมรุ่นใหม่อยู่ข้างนอก ดังภาพประกอบข้างล่าง ที่ จะเห็นได้ว่า สนิมที่อยู่ใต้ชั้นยางไม้ นั้น ตกผลึกเป็นสนิมไข่ปลาแล้ว แต่สนิมด้านนอกนั้ยังเป็นระดับสนิมไข และสนิมแดงเท่านั้น ในกรณีของพระท่ากระดานองค์นี้ ที่ เป็นวิธีการอ่านสนิมและอ่านเนื้อโลหะสมัยโบราณ

หลักการอ่านที่ให้ไว้เมื่อคืน ก็คือ

ก. เนื้อสำริด มีอยู่ 3 แบบ ได้แก่ เนื้อแก่ทองคำ เนื้อแก่เงิน และเนื้อแก่ทองแดง มีสนิมตรงตามชนิดโลหะ

ข. เนื้อเงิน มี 2 แบบ คือแก่ตะกั่ว กับแก่เงิน และมีเอกลักษณ์ของสนิมตีนกาเป็นหลัก มีผิวเป็นเม็ดเงิน สองแบบใหญ่ๆ คือผิวปรอทเม็ดกลมๆ และเกล็ดกระดี่แบนๆ อยู่ใต้ชั้นสนิมตีนกา

ค. เนื้อตะกัว ก็มี 2 แบบเดียวกัน คือแก่เงิน กับแก่ตะกั่ว และมีเอกลักษณ์ของสนิมไข่ปลาเป็นหลัก

ง. ชินเงิน มี 3 แบบใหญ่ๆ คือ แก่เงิน แก่ตะกั่ว และ ไม่มีทั้งเงิน ทั้งตะกั่ว และมีเอกลักษณ์ของการปริรานที่ผิวเงิน

จ. ชินเขียวมี 2 แบบ ที่ไม่แตกต่างกันมากนัก คือ แก่เงินและอ่อนเงินเท่านั้น ที่ทำให้มีสนิมตีนกาอยู่ภายในเนื้อ

เมื่ออ่านสนิม และเนื้อโลหะ และเห็นได้ครบดังนี้ ก็ถือว่าเป็นพระเนื้อชินแท้ได้เลย

สำหรับรายละเอียดแต่ละประเภทเนื้อย่อยๆนี้ จะได้ขยายความหมายโอกาสต่อไป ตามความจำเป็นและตามความสนใจครับ

ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกท่านครับ