๔. เมื่อผมยังเยาว์วัย ใฝ่ศึกษา  

ผมเกิดที่ริมฝั่งแม่น้ำน่าน บ้านลาดปัง ตำบลเกยไชย อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์  บ้านผมเปิดเป็นร้านค้าของเบ็ดเตล็ด และขายยาไทยแผนโบราณ/สมัยใหม่  ผมคิดว่าผมเป็นคนโชคดีคนหนึ่ง ที่ได้รับการปลูกฝังเรื่องการศึกษาตั้งแต่เด็กๆ ผมอ่านออกเขียนได้ตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนตามการศึกษาภาคบังคับ เพราะพ่อผมเป็นคนสอน พ่อผมเป็นคนรอบรู้ สามารถเล่าเรื่องต่างๆ ได้มากมายทั้งประวัติศาสตร์ เหตุการณ์รอบตัว เหตุการณ์บ้านเมือง วิถีชีวิตผู้คนยุคก่อน แถมสอนภาษาอังกฤษ ลูกคิดจีน และความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร การปรุงยาแผนโบราณ ลายมือพ่อผมสวยมาก มีลักษณะตัวใหญ่เอียงไปด้านขวา มีเส้นหนักเบา เนื่องจากพ่อผมเคยรับราชการครูที่โรงเรียนวัดกระทุ่มปี่ ตำบลโพธิ์ชัย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้รับเงินเดือน ๔ บาท  และลาออกจากการเป็นครู มาตั้งถิ่นฐานที่อำเภอชุมแสง เป็นพ่อค้าข้าว  และตั้งร้านค้าเป็นของตัวเอง  ต่อมาพ่อผมสอบได้รับใบอนุญาตเป็นเภสัชกรรม-หมอแผนโบราณ(ประเภท ค) สอบปีเดียวผ่านคนเดียวในระดับเขต ถือว่าพ่อผมเป็นคนเก่งมาก พ่อผมมีลักษณะเป็นผู้ใฝ่รู้ ไม่ใช่แค่มีความรู้มาก ยังแสวงหาความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติมเสมอ  เรียกว่ามีคุณลักษณะ "ศึกษิต(educated person)”ตามที่กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (น.ม.ส.) กล่าวไว้ ๖ ประการ ได้แก่ ใช้ภาษาได้ดี, มีจรรยาดี, มีรสนิยมดี, มีความคิดตรึกตรองดี, มีปัญญาเติบโตดี, แปลงความคิดให้กลายเป็นการกระทำได้ดี   จึงสามารถปลูกฝังการเป็นผู้ใฝ่รู้ผ่านเรื่องเล่าต่างๆ ให้กับลูกๆ ได้เป็นประจำ  

แต่คนที่ทำให้ผมเกิด “การเรียนรู้” ได้เป็นคนแรก ไม่ใช่พ่อผม แต่เป็นแม่แก่(ยาย)ของผม ยายผมอ่านหนังสือไม่ออก เขียนได้แต่ชื่อ แต่ยายผมเป็นคนชอบฟังนิทาน นิยายจักรๆวงศ์ๆ  จึงเก็บเงินฝากชาวเรือที่ขึ้นล่องค้าขายยังกรุงเทพฯ ซื้อหนังสือจากโรงพิมพ์วัดเกาะ เล่มละ ๒๕ สตางค์ (ผมยังจำหน้าปกได้ เป็นกระดาษสีน้ำตาลเก่าๆ มีรูปภาพวาด และมีคำเชิญชวนว่า “ยี่สิบห้าสตางค์ต่างรู้ ท่านผู้ซื้อ ร้านหนังสือหน้าวัดเกาะ เพราะหนักหนา.." มาให้ลูกหลานอ่านให้ฟัง เช่น นิทานพื้นบ้าน วรรณคดี พงศาวดารจีน ชาดก สุภาษิตคำสอน  นิยายเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ เช่น ไกรทอง ปลาบู่ทอง โสนน้อยเรือนงาม กระต่ายทอง การะเกษ เกราะแก้วกายสิทธิ์ แก้วพิสดาร พระรถเมรี พระสุธน มโนราห์ นางอุทัย และแก้วหน้าม้า เป็นต้น หนังสือส่วนมากเป็นร้อยกรองประเภทกลอนหรือกาพย์ แต่พิมพ์เรียงบรรทัดติดกันเหมือนร้อยแก้ว ตอนผมอายุสักประมาณ ๔-๕ ขวบพอรู้ตัวหนังสือ และอ่านเป็นคำได้บ้าง ยายก็พยายามจ้างวานให้ผมอ่านให้ฟังเล่มละ ๑ สตางค์(เหรียญสตางค์ที่มีรูตรงกลาง)  ตอนแรกผมอ่านยังไม่คล่อง ตะกุกตะกัก บางครั้งอ่านผิด ยายก็ให้อ่านใหม่ อ่านไม่ได้ยายก็ออกเสียงอ่านให้ฟังว่าที่ถูกควรอ่านอย่างไร (ทั้งๆที่ยายอ่านตัวหนังสือไม่ออกแท้ๆ) ทำให้ผมอ่านหนังสือเก่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว และทำให้ผมเพลิดเพลิน จินตนาการไปกับเรื่องที่อ่าน ได้ซึมลึกถึงภาษาที่ไพเราะ การใช้ภาษาด้วยถ้อยคำโวหาร ทำให้ผมรู้จักภาษาที่ดีโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน  และช่วยให้ผมรักการอ่านหนังสือทุกชนิด  ผมจึงมีความรู้ที่กว้างขวางไปด้วย  พูดง่ายๆ ยายช่วยผมเปิด“โลกกว้าง”ของชีวิตให้ไกลออกไป  ภายหลังผมจึงรู้ว่า ผมได้รับการศึกษาที่ถูกต้องจากยายที่ไม่รู้หนังสือ แต่เป็นครูตัวจริง  และจากการปฏิบัติจริงผ่านความผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า จนกลายเป็น “การเรียนรู้” ที่ดีในชีวิตความเป็นครูและตัวผมเวลาต่อมา  

จากผลการอ่านหนังสือนิทานพื้นบ้าน และนิยายจักรๆวงศ์ๆ ให้ยายฟัง ถึงเวลาเข้าเรียนตามเกณฑ์ พ่อพาผมไปฝากเข้าเรียนที่โรงเรียนเทศบาล ๓ (วัดแสงธรรมสุทธาราม) ครูใหญ่ถามพ่อว่าผมอ่านหนังสือได้หรือยัง (ครูใหญ่เคยเป็นลูกศิษย์พ่อผม) พ่อผมบอกว่าพออ่านได้บ้าง ครูใหญ่จึงลองให้ผมอ่านหนังสือวารสารครูเล่มหนึ่ง ผมอ่านได้คล่องมาก ครูใหญ่จึงลองให้ผมบวกลบเลข ผมก็ทำได้ทุกข้อ ครูใหญ่จึงให้ผมเข้าเรียนชั้น ป.๒ เลย  เมื่อเรียนไปจนจบภาคเรียนที่ ๑ (สมัยผมมี ๓ ภาคเรียน) หลังจากสอบเสร็จ ภาคเรียนที่ ๒ ครูใหญ่ให้ผมขึ้นไปเรียนชั้น ป.๓ เพราะทำคะแนนได้สูงมากเกือบเต็มทุกวิชา (สมัยผมเลื่อน pass ชั้นกันง่าย แค่คะแนนสอบปลายภาคเกินร้อยละ ๘๐ ครูใหญ่และครูประจำชั้นก็เลื่อนชั้นได้เลย) โดยเฉพาะวิชาภาษาไทย ผมได้คะแนนเต็ม จะไม่เต็มได้อย่างไรครับ ก็ผมอ่านนิทานพื้นบ้าน และนิยายจักรๆวงศ์ๆมาหลายเล่ม  และบางแห่งในหนังสือเรียนก็นำมาจากนิทาน นิยายที่ผมอ่านให้ยายฟังนั่นแหละ

พอขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ผมโชคดีมากที่พบเจอ “คุณครูสมัย นันทารมย์” เป็นครูประจำชั้น ท่านใช้วิธีสอนที่แปลกไม่เหมือนใคร ครูท่านอื่นสอนอธิบายให้ความรู้ตามหนังสือแบบเรียน และทำแบบฝึกหัดท้ายบทเรียนเท่านั้น แต่ท่านชอบอธิบายความรู้เพิ่มเติม และยกตัวอย่างประกอบจากนิทาน นิยาย เรื่องจริง มีเทคนิคเคล็ดลับในการแก้โจทย์เลข เหมือนท่านสอนเด็กชั้นโตมากกว่าเด็กชั้นเล็กๆ แถมท่านมีวิธีการกระตุ้นการเรียนที่พิสดารมากในสายตาเด็ก ท่านจัดให้มี “การแข่งขัน” ทุกวิชาที่เรียนทั้งการอ่าน, เขียนตามคำบอก, การคัดลายมือ, การเขียนเรียงความ, การคิดเลขเร็ว(คณิตคิดเร็ว), การตอบปัญหาความรู้รอบตัว, การเล่นกีฬา ฯลฯ บางวิชาท่านให้แข่งขันเป็นกลุ่ม บางวิชาก็ให้แข่งขันเป็นรายบุคคล การตั้งชื่อกลุ่มท่านก็ตั้งให้สอดคล้องกับเรื่องดัง เพลงดังในสมัยนั้น เช่น กลุ่มผู้ใหญ่ลี, กลุ่มตาสีหัวคลอน, กลุ่มหน้ากากดำ, กลุ่มอินทรีทอง, กลุ่มเสือมหเศวร เป็นต้น การแข่งขันทำให้นักเรียนเรียนรู้ได้เร็ว พัฒนาศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ จนนักเรียนรุ่นนี้มีความรู้มาก มีทักษะการเรียนที่ดีสามารถเข้าศึกษาต่อในห้องเรียนเก่งของโรงเรียนชั้นสูงขึ้นไป โดยเฉพาะการแข่งขันตอบปัญหาความรู้รอบตัว ทำให้นักเรียนรุ่นนี้ของท่านมีความรู้เกินหลักสูตรหลายระดับชั้น ตอนแรกท่านเป็นผู้ถามในวิชาต่างๆของชั้น ป.๓ นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันตอบ ตอบถูกได้คะแนนสะสมไปเรื่อยๆ (นำไปเป็นคะแนนเก็บวิชาสังคมศึกษา-ประวัติศาสตร์) บางครั้งท่านก็มีรางวัลพิเศษ เช่น สมุด ดินสอ ปากกา ยางลบ ไม้บรรทัด ลูกอม ฯลฯ นำมาแจก ยิ่งกระตุ้นแรงจูงใจให้ขยันอ่านหนังสือมากขึ้น เพื่อชนะรางวัล จนกระทั่งท่านถามเรื่องใดวิชาใดในชั้น ป.๓ พวกนักเรียนก็ตอบได้ ท่านจึงเอาเรื่องราวจากหนังสือระดับชั้นอื่นๆมาถาม เช่น ป.๑-๒ และ ป.๔  มีนักเรียนหลายคนรวมผมด้วยตอบได้ เพราะเคยอ่านกันมาบ้าง พอนักเรียนกลุ่มอื่นรู้ว่าเอามาจากหนังสือระดับชั้นอื่นๆ จึงพากันอ่านหนังสือแบบเรียนของระดับชั้นนั้นเพิ่ม  ภายหลังครูท่านให้นักเรียนแต่ละกลุ่มผลัดกันถาม ถ้ากลุ่มไหนตอบได้ กลุ่มนั้นก็จะได้คะแนน ถ้าไม่มีกลุ่มใดตอบได้ กลุ่มที่ถามก็จะได้คะแนนแทน และมีสิทธิ์ตั้งคำถามกลุ่มอื่นต่อไป จนกว่าจะมีกลุ่มอื่นตอบได้ กลุ่มนั้นจึงจะเป็นผู้ตั้งคำถามบ้าง (ตอนเฉลย ต้องบอกว่าไปเอามาจากหนังสือเล่มใด ของชั้นใด) ทำให้นักเรียนกลุ่มที่ถามมักนำเอาเรื่องราวในหนังสือของระดับชั้นที่สูงขึ้นไปมาถามเสมอ เพื่อเอามาถามเพื่อนๆ จะได้ไม่มีใครตอบได้ กลุ่มตัวเองจะได้คะแนนนำกลุ่มอื่น  แต่พอกลุ่มอื่นรู้บ้างก็ต้องขยันอ่านหนังสือของระดับชั้นที่สูงขึ้นตามไปด้วย จนบางกลุ่มนำเรื่องราวความรู้ในระดับชั้นมัธยมมาถามก็มี สุดท้ายนักเรียนของท่านรุ่นนี้ยกระดับความสามารถเทียบเท่านักเรียนระดับชั้นสูงได้

เป็นโชคดีของนักเรียนรุ่นผม พอขึ้นเรียนชั้น ป.๔ ทางโรงเรียนให้คุณครูสมัย นันทารมย์ ตามขึ้นมาเป็นครูประจำชั้นอีกครั้ง ครั้งนี้ท่านปล่อยให้พวกผมแข่งขันกันเรียนอย่างจริงจังเต็มที่ในทุกวิชา ซึ่งก็ส่งผลให้นักเรียนรุ่นนี้เป็นพวกบ้าเรียน ใฝ่หาความรู้ มีความรู้เกินระดับชั้นประถม พอสิ้นภาคเรียนที่ ๑ พวกที่ทำคะแนนได้เกินร้อยละ ๘๐ ครูใหญ่ก็เลื่อนชั้นให้ขึ้นไปเรียนชั้น ป.๕ เมื่อทางโรงเรียนส่งเสริม สนับสนุนนักเรียนที่มีศักยภาพสูงในการเรียน และความรู้ความสามารถมาก ก็พลอยทำให้นักเรียนทั้งโรงเรียนเกิดความกระตือรือร้นในการเรียนเป็นอย่างมาก มีนักเรียนหลายรุ่นจำนวนมากที่สามารถเลื่อนชั้นเรียนได้ทุกภาคเรียนและทุกปี  ส่งผลให้บรรยากาศการเรียนของโรงเรียนคึกคัก มีชีวิตชีวามาอีกหลายสิบปี 

เมื่อผมจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๗ หลายปี จึงได้ข่าวว่าคุณครูสมัย นันทารมย์ ย้ายไปเป็นผู้บริหารโรงเรียนที่เทศบาลเมืองอุทัยธานี ภายหลังผมไปเยี่ยมท่านเมื่อท่านเกษียณอายุแล้ว ได้ถามท่านว่าท่านนำวิธีสอนแบบแข่งขันมาจากที่ใด ท่านบอกว่าท่านจำไม่ได้ว่านำแบบอย่างมาจากที่ใด แต่เพราะคงเป็นครูใหม่ๆ เกิดความคิดสนุกๆ ในการพัฒนานักเรียนมากกว่า ท่านบอกต่อไปว่าหลังจากรุ่นผม ท่านยังได้ใช้วิธีนี้มาอีก ๓ รุ่น และยังนำมาใช้กับนักเรียนอุทัยธานีอีก ๒-๓ ปี พอเป็นผู้บริหารทำงานพัฒนาสถานศึกษาหลายด้าน ทำให้ไม่มีเวลาสอนอีก จึงเลิกไปในที่สุด  เช่นเดียวกับพวกผม พอพวกเราขึ้นเรียนชั้น ป.๕ ก็ไม่ได้เลื่อนชั้นอีก เนื่องจากการเรียนในระดับประถมศึกษาตอนปลาย ต้องเรียนภาษาไทย-ภาษาอังกฤษที่เน้นหลักภาษา/ไวยากรณ์ วิชาเลขคณิต เรขาคณิต และพีชคณิตที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้น และไม่พบครูแบบคุณครูสมัย นันทารมย์อีก จึงทำให้การเรียนของพวกเราไม่เข้มข้นเหมือนตอนอยู่ชั้น ป.๓-ป.๔  การเรียนภาษาอังกฤษก็เน้นแต่การท่องจำคำศัพท์ และไวยากรณ์มากไป ใครท่องไม่ได้ ครูท่านก็จะให้อมแผ่นบอระเพ็ด ที่ท่านตัดเฉือนไว้ นักเรียนจึงพากันไม่อยากเรียนวิชานี้มากขึ้น (เข้าใจว่าครูที่สอนวิชานี้ ท่านคงไม่ได้จบมาโดยตรง คงไม่รู้ลึกซึ้งเท่าใด)  แต่ก็ยังมีนักเรียนหลายคนที่ปรับตัวได้ รักษาสถิติการเรียนที่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๘๐ จนจบชั้น ป.๗ และเมื่อเรียนระดับมัธยมก็สร้างชื่อเสียงในการเรียนแบบได้คะแนนเกือบเต็มทุกวิชา

ปี ๒๕๐๙ หลังจากจบชั้น ป.๗ ผมออกบวชเป็นสามเณรที่วัดแสงธรรมสุทธาราม ผมไม่ได้เรียนต่อในระดับชั้นมัธยม ใจตอนนั้นอยากเรียนเรื่องศาสนา พลังจิต และคาถาอาคมมากกว่า (คงเป็นสิ่งติดตัวมาจากชาติก่อน) ทั้งๆที่พี่ชายผมก็เป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนนครสวรรค์ ๓ (น.ว.๓) สามารถเข้าศึกษาต่อได้เลย เนื่องจากคะแนนสอบชั้น ป.๗ (ข้อสอบจังหวัด) ของผมได้ถึงร้อยละ ๗๘  ที่ผมออกบวชนั้น อาจจะเพราะอดีตชาติส่งผลก็ได้ อีกส่วนหนึ่งคงเพราะแถวบ้านผมมีเกจิอาจารย์ระดับชาติหลายองค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เช่น หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน, หลวงพ่อทอง วัดเขากบ, หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ, หลวงทองอยู่ วัดบรมธาตุ, หลวงพ่อจันทร์ วัดคลองระนง เป็นต้น ผู้คนทั่วไปรวมพ่อผมด้วยชอบเล่าอภินิหาร ความมหัศจรรย์ของหลวงพ่อเหล่านั้นให้ได้ยินเป็นประจำ นอกจากนั้นยังมีหลวงพ่ออีกหลายองค์ที่มีความสามารถทางการรักษาโรค เช่น หลวงพ่อดำ วัดโคกหม้อ, หลวงพ่ออินทร์ วัดเกาะหงษ์ ฯลฯ สามารถต่อกระดูกคนขาหัก แขนหักหายเป็นปกติ ทำให้ใจผมเกิดความเลื่อมใสศรัทธาอยากทำตัวเองให้เก่งและช่วยเหลือชาวบ้าน(สร้างบารมี-บำเพ็ญประโยชน์) แบบหลวงพ่อเหล่านั้นบ้าง (ภายหลังพอดูดวงเป็นและฝึกสมาธิ จึงรู้ว่าเคยตั้งจิตอธิษฐานอยากเป็นพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง ตอนหลังผมจึงอธิษฐานขอยกเลิกสัญญา คำสาบาน คำปฏิญญาที่เคยตั้งไว้ในอดีตชาติทั้งหมด มุ่งเข้าถึงนิพพานเท่านั้น) แต่วิถีชีวิตผมในชาตินี้ คงไม่ได้บำเพ็ญบารมีเพื่อเป็นพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งเป็นแน่  เพราะวัดที่ผมบวชเป็นสามเณรนั้น เป็นวัดที่ส่งเสริมการเรียนปริยัติธรรมมากกว่าส่งเสริมการเรียนด้านคาถาอาคม  ถ้าเณรองค์ไหนมีแววเรียนปริยัติธรรมได้ดี และมีกิริยาสงบเสงี่ยมบ้าง หลวงพ่ออุปัชฌาย์ผม[พระชินวงศ์เวที (ละออ นิรโช ป.ธ.๗) ต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชโสภณ] ก็จะนำสามเณรองค์นั้นเข้ามอบตัวเป็นสัทธิวิหาริกในสำนักวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯที่เป็นต้นแบบที่ดีของคณะสงฆ์ธรรมยุติ กรุงเทพฯ เพื่อศึกษาปริยัติธรรมชั้นสูง และศึกษาข้อวัตรธรรมเนียมประเพณี สมณสารูป มารยาท การทำวัตรสวดมนต์ การออกเสียงอักขระภาษาบาลีให้ถูกต้องตามหลักภาษามคธของพระภิกษุในสังกัดคณะธรรมยุติให้แน่นแฟ้นในใจมากขึ้น  ผมไม่ได้รับคัดเลือกเข้าไปเป็นสัทธิวิหาริก เพียงแต่อาศัยติดตามหลวงพ่ออุปัชฌาย์ผมเข้าไปเที่ยว บางครั้งก็ถือโอกาสอยู่ยาว จึงได้รับอานิสงส์ที่เข้าคลุกคลีเห็นบัณฑิต อยู่ในประเทสอันสมควร และเห็นสมณะจึงเจริญเติบโตสมควรแก่อัตภาพ

และนี่คือความโชคดีครั้งที่ ๓ ที่ผมได้รับการศึกษาที่ดีจากหลวงพ่ออุปัชฌาย์ จากคณะสงฆ์ธรรมยุติ ทั้งด้านการครองตัว การศึกษาปริยัติธรรมบาลี-นักธรรม ทำให้ผมได้วิธีการ/เคล็ดลับการท่องจำบทสวดมนต์ หนังสือนวโกวาท แบบเรียนนักธรรม และไวยากรณ์ภาษาบาลีให้จดจำได้แม่นยำอย่างรวดเร็ว และไม่ลืมเลือนง่าย (ท่องจำไปทีละวรรค แล้วย้อนมาทวนที่ท่องได้แล้วซ้ำอีก พอจำได้ ก็ท่องวรรคใหม่ต่อไปอีก จนกว่าจะจบบท ก็ต้องทวนท่องจำไม่น้อยกว่าหลายร้อยครั้ง รับรองตอกย้ำลงในความทรงจำจิตใต้สำนึกแน่นอน) หลวงพ่อท่านเป็นคนไม่ค่อยชอบพูด ท่านมีบุคลิกเนิบช้าทั้งกิริยาอาการและวิธีพูด ท่านเป็นพระที่เรียบง่าย สมถะ แต่สอนให้เป็นคนช่างสังเกตทุกอย่างที่เห็น เช่น ถึงเวลาเรียนท่านก็จะถามสิ่งที่พวกเราพบตอนเช้าว่ามีอะไรบ้าง รายละเอียดเป็นอย่างไร เช่น ถามว่า บันไดขึ้นกุฎิขี้นศาลามีกี่ขั้น ต้นมะยมริมสระน้ำวัดมีกี่ต้น แมววัดมีกี่ตัว บางทีท่านก็ถามรายละเอียด/เรื่องราว/คำพูด/คติในหนังสือแบบเรียนว่าอยู่ตรงไหน หน้าใด เป็นต้น ตรงนี้ก็เป็นพื้นฐานการศึกษาที่ดีว่าจะทำอะไร หรือเทศน์สั่งสอนใคร หรือเขียนเรียงความ ต้องมีหลักฐานยืนยันอ้างอิงที่พระพุทธเจ้าหรือสาวกพูดได้ 

เมื่อเรียนแต่ด้านปริยัติธรรม   ก็พลอยทำให้ความสนใจด้านพลังจิตคาถาอาคมของผมลดน้อยลง   อีกส่วนหนึ่งที่ผมได้โดยบังเอิญ วัดที่ผมบวชเณร มีหนังสือจำนวนมากของหลวงพ่อที่รวบรวมไว้ การบวชเณรทำให้ผมมีเวลาว่างมาก ผมจึงใช้เวลาว่างนั้นอ่านหนังสือของหลวงพ่อจนหมด หนังสือที่ผมอ่านมีส่วนหนึ่งเป็นประวัติวัด ประวัติหลวงปู่ หลวงพ่อที่ออกบวชแล้วชอบอยู่ป่า เดินจาริก รุกขมูล บำเพ็ญธุดงควัตร มุ่งหน้าฝึกปฏิบัติจิตใจโดยตรง จึงทำให้ผมสนใจฝึกจิตเป็นสมาธิด้วยการบริกรรมพุทโธตามแนวของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ผลที่ได้ทำให้จิตใจผมแน่วแน่มากขึ้น ได้รับความเยือกเย็นความสงบของใจ และเป็นเหตุให้เข้าใจถึงความขลังของคาถาอาคมว่าเกิดจากการที่จิตใจแน่วแน่ จนจิตมีพลังนั่นเอง หลังจากนั้นผมจึงเลิกสนใจการที่จะท่องคาถาอาคมโดยสิ้นเชิง เพราะคาถาอาคมที่คนเชื่อว่าขลัง กับการบริกรรมคำว่าพุทโธ หรือคำบริกรรมอื่นๆ เป็นเรื่องเดียวกัน เป็นอุบายทำให้จิตใจสงบ แน่วแน่ จนเกิดพลังจิต พูดง่ายๆ ก็คือ “ความขลัง ความมหัศจรรย์ทั้งหลายในโลกนี้ เกิดจากพลังจิตของมนุษย์”นั่นแหละ  เรื่องที่ผมได้เรียนรู้ในช่วงนี้ จึงเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้เส้นทางชีวิตในความเป็นครูของผม จึงทำได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีสิ่งใดเป็นห่วง หรือเกิดความวิตกกังวลต่อสิ่งใด หรือไม่สบายใจเป็นทุกข์ต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ให้จิตใจตกต่ำหรือเขวทางมากนัก

หลังจากเข้ามาอยู่วัดในกรุงเทพฯ ได้ ๒ ปีกว่า (๒๕๑๑-๒๕๑๓) ผ่านไปแต่ละวันด้วยความสุขสบายกายใจ แต่ใจก็รู้สึกอยู่เสมอว่า เราควรจะพัฒนาตนเองให้มีคุณค่าและเป็นประโยชน์มากกว่านี้ ไม่ใช่อยู่อาศัยวัดไปวันๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริง/เส้นทางที่ตนเองต้องเดินควรไปอย่างไร ทิศทางไหนกันแน่จึงจะเหมาะกับตัวเอง ตอนนั้นก็คิดว่าเราคงอยู่กรุงเทพฯได้ไม่นาน ถ้าไม่ไปทางปฏิบัติ ก็คงต้องลาสิกขาเป็นแน่  เผอิญให้ศิษย์วัดรุ่นพี่คนหนึ่ง มีภูมิลำเนาเดียวกันสามารถสอบเข้าเรียนต่อโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าฯได้ กลับมาวัดในวันหยุด เขาแต่งเครื่องแบบดูโก้เก๋มาก ชักเกิดความชอบอยากเป็นทหารบ้าง พออ่านรายละเอียดการเป็นนักเรียนทหารต้องไม่สายตาสั้นก็หมดความหวัง แต่ก็มีศิษย์วัดบางคนเรียนนิติศาสตร์ ต่อมาเป็นผู้พิพากษา อัยการ ทนายความดัง บางคนก็เรียนรัฐศาสตร์ ต่อมาก็เป็นผู้ว่า นายอำเภอมากมายฯ จึงหันเหความคิดตั้งเป้าหมายจะเป็นผู้ว่าบ้าง ซึ่งก็ต้องลาสิกขาไปเรียน เพราะที่วัดไม่อนุญาตให้พระสามเณรไปเรียนวิชาทางโลก  ถ้าจับได้ก็จะบังคับให้ลาสิกขาไล่ออกจากวัด (ตอนนี้นึกเสียใจที่ไม่ยอมเรียนต่อมัธยมที่บ้านแล้วสิ) แต่อีกใจก็ยังไม่อยากลาสิกขา อาลัยอาวรณ์ต่อความสงบสุขทางใจที่ได้รับขณะออกบวช ตอนนั้นได้ทราบข่าวว่าพระเณรเรียนวิชาสามัญทางโลกในโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ที่วัดจัดขึ้นได้  ปี ๒๕๑๔ จึงแอบหนีจากวัดโดยไม่ลาหลวงพ่อ เพราะเชื่อว่าท่านคงไม่เห็นด้วยและไม่อนุญาตแน่นอน ผมได้ทราบข่าวเพื่อนเณรด้วยกันว่าวัดหลวงปรีชากูล จ.ปราจีนบุรี จัดการศึกษาผู้ใหญ่ในวัด แต่พอไปจริงก็เกิดอุปสรรค ทางวัดมีเงื่อนไขว่าต้องมาอยู่ให้ครบ ๑ ปีก่อนจึงจะอนุญาตให้เรียนได้  แต่วัดนี้ทำให้ผมพบหลวงพ่อไผ่ ท่านเป็นพระวิปัสสนาจารย์ ท่านคงเมตตาที่เห็นว่าผมมาอยู่ไกลบ้าน ท่านจึงอนุเคราะห์ดูแล เอาใจใส่ กระตุ้นให้ผมฝึกฝนจิตใจ  นั่งสมาธิ ให้กำลังใจเสมอ  พอออกพรรษาผมก็แสวงหาที่เรียนศึกษาผู้ใหญ่ตามจังหวัดต่างๆ ได้พบวัดนิคมบ่อ ๖ จ.ลพบุรี ซึ่งหลวงพ่อผจญท่านก็รับเข้าเรียน แต่ต้องหาที่อยู่เอาเอง เพราะที่วัดเต็มหมดแล้ว อาหารการกินก็ลำบากบิณฑบาตไม่พอฉัน ต้องหุงหาฉันเอง ผมจึงตระเวนหาวัดที่พออยู่อาศัย ส่วนมากพอท่านเจ้าอาวาสรู้ว่าผมจะมาอยู่เพราะต้องการเรียนศึกษาผู้ใหญ่ ท่านก็จะปฏิเสธไม่รับทันที ไปได้ที่วัดแถวโคกกระเทียมท่านเจ้าอาวาสเมตตารับ แต่ต้องไปนอนที่ระเบียงด้านนอกกุฎิของพระองค์หนึ่ง เพราะกุฎิทุกหลังไม่ว่าง (ตอนนั้นเข้าหน้าหนาวแล้ว) ก็จำใจต้องพักอาศัยไปก่อน การขบฉันลำบากมากเพราะไม่คุ้นกับอาหารทางนี้ และเดินทางรถเมล์ลำบากมาก เพราะมีรถเมล์ผ่านวัดน้อยมาก และนักเรียนก็ขึ้นไปเรียนในเมืองแน่นมาก พออยู่ไปสักพักก็มีอุปสรรคอีก เพราะพระเจ้าของกุฎิไม่อนุญาตให้พักอยู่ด้วย จึงจำเป็นต้องเลิกเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ที่วัดนิคมบ่อ ๖ ไปโดยปริยาย ช่วงนั้นก็ตระเวนหาวัดที่เรียนวัดที่อยู่อาศัยไปทั่วทั้งจังหวัดลพบุรี สิงห์บุรี นครสวรรค์ อยู่วัดแห่งละสัปดาห์บ้าง เดือนหนึ่งบ้าง ก็มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนวัดที่อยู่ใหม่เสมอ บางวัดก็มีที่เรียน แต่กุฎิไม่ว่าง บางวัดรับให้อยู่ด้วย แต่การเดินทางไปเรียนไม่สะดวก บางวัดต้องรอฉันพร้อมกัน ก็ไม่มีเวลาพอที่จะเดินทางไปเรียน บางวัดบังคับให้ต้องทำวัตรเช้า และมาให้ทันทำวัตรเย็นห้ามขาด การเรียนศึกษาผู้ใหญ่ช่วงนั้นบางทีเลิกค่ำ เพราะครูที่สอนส่วนมากเป็นข้าราชการ มีเวลาหลังเลิกเรียนเท่านั้น (คงเป็นวิบากกรรมที่แอบหนีหลวงพ่อออกมา โดยไม่ได้รับอนุญาต) 

ความโชคดีครั้งที่ ๔ พอผมคิดเปลี่ยนใจไม่เรียนการศึกษาผู้ใหญ่อีกแล้ว หันไปเรียนบาลีเหมือนเดิมดีกว่า จึงเข้าเรียนที่วัดกวิศราราม ลพบุรี เพราะปีนั้นท่านเจ้าอาวาสดำริที่จะรื้อฟื้นการเรียนบาลีอีกครั้ง ช่วงแรกหลวงพ่อพระธรรมญาณมุนีสอน ต่อมาท่านให้พระมหาประจักษ์สอนแทน ซึ่งท่านสอนเฉพาะช่วงเช้า ต่อมาท่านพระมหาประจักษ์แนะให้ไปเรียนบาลีตอนบ่ายที่วัดเสาธงเพิ่ม มีพระโสภณธรรมเวที(สงวน โฆสโก ป.ธ.๗ ต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระธรรมมหาวีรานุวัตร) และพระมหาสมพร คนฺธาโร ป.ธ.๖ (ต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชปัญญาโมลี) เป็นผู้สอน ตอนเช้าฉันเสร็จก็เดินทางมาจากวัดที่พักมาเรียนที่วัดกวิศฯ ตอนเพลอาศัยเพื่อนสามเณรที่เรียนบาลีด้วยกันชวนมาฉันด้วยกัน  ตอนเย็นหลังเลิกเรียนก็ขึ้นรถเมล์กลับวัด อาศัยที่คนขับรถเมล์เกิดความเมตตาสงสาร พอรู้ว่าจะไปเรียนหนังสือ จึงแวะรับและจัดที่นั่งให้ พอเดินทางได้ ๑ เดือน เกิดความลำบากในการเดินทาง เห็นสายตาของนักเรียน จึงเกิดความเกรงใจที่ไปแย่งที่นั่งของนักเรียน พอดีมีเพื่อนที่เรียนบาลี ชวนไปอยู่วัดชีป่าสิตารามด้วยกัน พอเข้าไปกราบขอพักอาศัยจากท่านพระครูถาวรวีรวัฒน์(สว่าง) ท่านก็ยินดีรับไว้ เพราะมีเพื่อนที่เรียนบาลีรับรอง พอท่านซักไซ้ไล่เรียงประวัติ ถามถึงพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ท่านจึงบอกว่าเป็นเครือญาติกันกับแม่แก่ของผม วัดชีป่าสิตารามช่วงนั้นเงียบสงบ มีต้นไม้เยอะ บริเวณวัดกว้างขวาง ไปท่องหนังสือเสียงดังตรงไหนก็ได้ บิณฑบาตก็ใกล้ชุมชนสระแก้ว ค่ายทหาร เดินทางไปไหนก็สะดวก เดินไปขึ้นหน้าวัดก็ได้ หรือเดินไปขึ้นที่สระแก้ว ผ่านโรงหนังทหารบกก็ได้ เหมาะกับการพักอาศัยเล่าเรียนเป็นอย่างมาก (เข้าใจว่าหลวงพ่ออุปัชฌาย์ และหลวงพ่อที่กรุงเทพฯ คงทำใจกับผมได้แล้ว) จึงทำให้ผมผ่านพ้นอุปสรรคการหาที่เรียนและที่พักไปได้ด้วยดี ถือได้ว่าประสบความสำเร็จในการเรียนบาลีเป็นที่น่าพึงพอใจมาก 

ความโชคดีครั้งที่ ๕ ได้รับมอบหมายจากพระธรรมญาณมุนีให้ไปช่วยสอนวิชาศีลธรรมในโรงเรียนสหกิจวิทยา พอมีเวลาว่างก็ขอเข้าเรียนในชั่วโมงคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ  แต่ต่อมาเห็นว่าครูยังสอนตามหนังสือเรียน ไม่มีเทคนิคที่แปลกใหม่ที่ช่วยในการเรียนรู้  ก็เลยเลิกขอเข้าเรียน  บังเอิญเห็นหนังสือแบบเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ วิชาต่างๆ ของศิษย์วัดจึงยืมมาอ่าน แล้วลองทำแบบฝึกหัดท้ายบทบางวิชาก็พอทำได้  ยกเว้นวิชาคณิตศาสตร์ที่งงกับคำนิยาม สัญลักษณ์ที่ใช้ สูตรการคำนวณไม่สามารถเข้าใจโดยง่าย ได้อาศัยศิษย์วัดที่เป็นนักศึกษาวิทยาลัยครูเทพสตรี (ผอ.เกษม เขียวสะอาด)ช่วยอธิบายวิชาคณิตศาสตร์จนพอเข้าใจระดับหนึ่ง  พอคิดว่าตัวเองก็พอเรียนรู้ได้บ้างจึงลองไปสมัครสอบเทียบ ม.ศ. ๓  ผลปรากฏว่าสอบผ่าน (ที่จริงรู้มานานว่ามีการสอบเทียบได้ แต่คนส่วนมากบอกว่ายากมากไม่ค่อยมีคนสอบผ่าน จึงไม่สนใจ) และสมัครสอบชุดครู พ.กศ. ไปพร้อมกันด้วย (ในเมื่อเรียนตามปกติไม่ได้ มีแต่อุปสรรค ก็คงเรียนด้วยตนเองแล้วสอบเทียบเอา ที่ดิ้นรนออกมาเรียนวิชาสามัญในโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่นั้น เพราะผมตั้งใจจะเรียนไปทางรัฐศาสตร์ เพื่อไปเป็นผู้ว่า ไม่ได้คิดจะเป็นครู จึงไม่สนใจสอบชุดครูแต่แรก  ถ้าตอนนั้นผมตั้งใจเรียนเพื่อเป็นครูก็อยู่กรุงเทพฯต่อไปได้แล้ว  เรียนได้มหาสักห้าหกประโยค แล้วเข้าเรียนระดับปริญญาตรีที่มหามกุฏราชวิทยาลัยที่วัดบวรนิเวศ  หรือสอบชุดครู พ.กศ.,พ.ม. ไปด้วย พอเรียนจบปริญญาตรี อยากเรียนต่อปริญญาโทก็ไปเรียนต่อที่อินเดียก็ได้ เส้นทางชีวิตของผมคงอยากให้เรียนรู้อุปสรรคต่างๆ และเรียนรู้ความรู้ด้วยตนเองมากกว่า ถ้าเกิดหลังไม่กี่ปี ก็คงได้เรียน มสธ.เป็นแน่) 

ความโชคดีครั้งที่ ๖ ตอนนั้น ผมทุ่มเทการเรียน ๓ อย่าง ทั้งบาลี, สอบเทียบ, สอบชุดครู ตั้งใจอ่านหนังสือแบบเรียนทุกวิชาจนจบ หาซื้อคู่มือการเรียนแต่ละวิชามาอ่านเพิ่ม คณิตศาสตร์ก็ลองแก้โจทย์บ่อยๆ ภาษาอังกฤษก็ใช้วิธีท่องจำคำศัพท์จากดิกชันนารี แล้วลองอ่านทำแบบฝึกหัดก็พอทำได้ เมื่อสอบเทียบในชั้น ม.ศ.๓ และชุดครู พ.กศ. ผ่าน เตรียมตัวสอบเทียบชั้น ม.ศ.๕ ต่อ แต่จากการทุ่มเทการเรียนหลายอย่างมากไป ร่างกายจึงขาดความสมดุล เกิดอาการปวดศีรษะ(ไมเกรน) ตั้งแต่ตี ๕ จนถึงเที่ยงวัน รักษาทั้งหมอโรงพยาบาล วิธีโบราณก็ไม่หาย ส่วนมากมุ่งไปที่แก้การปวดหัวที่ศีรษะ จนไปเจอแพทย์ผู้หญิงที่คลีนิค สถานีผู้โดยสารสระแก้ว ท่านลองให้ทานยาระบายท้อง และแนะนำให้ทานใบบัวบกบ่อยๆ ผลปรากฏกลับหายได้  หลังจากสอบเสร็จ ผลการสอบผ่านหมดทุกอย่าง จึงทำให้เกิดความมั่นใจตัวเองขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่มั่นใจเต็มที่ กลัวว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้  ปี ๒๕๑๗ จึงลาสิกขาจากสามเณรเข้าศึกษาต่อ ม.ศ. ๔ ที่โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จังหวัดลพบุรี เรียนไปได้ ๑ ภาคเรียน ก็เห็นว่าความรู้ที่เราเรียนด้วยตนเองกับความรู้ที่ได้รับจากครูก็ไม่ต่างกันเท่าใด พอปลายปีก็สมัครสอบเทียบ ม.ศ.๕ และสอบครู พ.ม.ต่อ สามารถสอบผ่านอีกครั้งเช่นเดียวกัน จึงลองไปสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปี ๒๕๑๘  อุตส่าห์เลือกรัฐศาสตร์จุฬา อันดับ ๑, รัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ อันดับ ๒, อักษรศาสตร์ศิลปากร อันดับ ๓, รัฐศาสตร์เชียงใหม่ อันดับ ๔, รัฐศาสตร์สงขลาฯอันดับ ๕, ศึกษาศาสตร์เชียงใหม่ อันดับ ๖ ผลปรากฏว่า สอบติดอันดับ ๓ อักษรศาสตร์ ศิลปากร  หลังจากสอบได้ก็สิ้นความหวังจะเป็นผู้ว่าแน่เลย ดวงคงต้องเป็นครู หรือไม่ก็ทำงานที่กรมศิลปากรแน่เลย ตอนแรกก็ตั้งใจเรียนที่อักษรศาสตร์ เพราะอยากเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยกับเขาบ้าง แต่พอสำรวจเงินที่จะใช้จนกว่าจะจบไม่พอแน่ๆ ไปขอความช่วยเหลือจากแม่ แม่บอกว่าไม่มีเงินพอที่จะส่งเรียน พอดีได้ข่าวว่าวิทยาลัยครูก็เปิดรับสมัครนักศึกษาวุฒิ ป.กศ.สูง หรือ พ.ม. เข้าศึกษาต่อในหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ปริญญาตรี ๒ ปีได้ จึงเห็นว่าไหนๆก็คงต้องเป็นครูอยู่แล้ว และเรียนแค่ ๒ ปีเอง เงินที่มีอยู่ก็คงพอใช้จนจบได้ ในที่สุดก็ลงสมัครเรียนที่นี่ 

ความโชคดีครั้งที่ ๗ ครั้งแรกผมเลือกเรียนเอกภาษาอังกฤษ โทภาษาไทย  แต่พอเรียนไปได้สัปดาห์กว่าๆ อายเพื่อนผู้หญิงที่หัวเราะ เวลาผมออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษไม่เหมือนพวกเขา ผมก็เถียงว่าผมออกเสียงตามดิกชันนารีของ ม.ล.มานิจ ชุมสาย ณ อยุธยาแล้วนะ (ภายหลังจึงรู้ว่าผมออกเสียงตามความหนักเบา Stressing แบบชาวอังกฤษ เพราะ ม.ล.มานิจ จบมาจากประเทศอังกฤษ ส่วนของเพื่อนผู้หญิงคงออกเสียงตามคนอเมริกัน เพราะครูอาจารย์ตอนนั้นมักเรียนหนังสือแบบเรียนที่คนอเมริกันแต่ง เช่น English for Thai Student หรือเรียนจบมาจากวิทยาลัยการศึกษาประสานมิตร ที่อาจารย์ส่วนมากจบมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็ถูกทั้งคู่) แต่เพื่อความสบายใจ เพราะไม่อยากถูกล้อเลียน ถูกกระแหนะกระแหนบ่อยๆ ผมจึงขอเปลี่ยนเป็นเอกภาษาไทย โทประวัติศาสตร์ การเรียนช่วงนี้ไม่ประทับใจเท่าใดนัก เพราะผมคาดหวังว่าผมจะเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้ง กว้างขวาง เจาะลึกจนเชี่ยวชาญทุกวิชาจากอาจารย์ผู้สอน แต่กลับเจอประเภทบรรยายผสมแผ่นใส และขยันสั่งทำรายงานเกือบทุกวิชา ที่จะเจอการอภิปรายวิเคราะห์วิจารณ์หาไม่ได้เลย ยิ่งการทำรายงานอาจารย์ทุกท่านมักจะสั่งให้ทำเหมือนกันทุกคน เรื่องที่สั่งทำรายงานก็มักจะกว้างขวางไม่เจาะจง เช่น ให้ไปทำรายงานการศึกษาครั้งรัตนโกสินทร์ตอนต้น นักศึกษาก็มักจะไปลอกจากหนังสือเล่มหนึ่งที่มีข้อความเกี่ยวกับเรื่องที่ทำทำรายงานเหมือนกันทุกคน แทบไม่เน้นให้รู้จักการค้นคว้าหาข้อมูลจากที่ต่างๆ แล้วมีหลักฐานอ้างอิง เน้นแต่รูปเล่ม รูปแบบการพิมพ์ มีเนื้อหาตามเรื่องที่สั่งให้ทำ นักศึกษาจะลอกกันต่อๆมาก็ไม่สนใจ ขอให้มีเล่มส่งเท่านั้นก็พอ ไม่มีส่งก็มักจะเกิดการต่อว่า ตำหนิเป็นเรื่องราวใหญ่โตทันที  

ในที่สุดผมก็ต้องปรับตัว ไปหาความรู้จากหนังสือต่างๆจากห้องสมุดดีกว่า  อ่านทุกอย่างที่น่าสนใจ ไม่มีประเด็นหรือกรอบทิศทางการอ่าน ทำนองหว่านแหนั่นแหละครับ เพราะห้องสมุดวิทยาลัยครูแห่งนี้มีหนังสือดีๆจำนวนมาก  ซึ่งต่อมากลายเป็นว่าเหมือนผมได้รับการฝึกพื้นฐานการค้นคว้าจากหนังสือหรือเอกสารต่างๆไว้ก่อนที่จะไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา  การเรียนรู้ของผมจากการอ่านหนังสือเอง กลายเป็นสิ่งที่ตรงกับอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างประเทศที่มีชื่อเสียงสั่งให้นักศึกษาอ่านหนังสือเพิ่มเติมตามที่อาจารย์ผู้สอนสั่งหรือแนะนำ แม้ในมหาวิทยาลัยในเครือไอวี่ลีกของสหรัฐอเมริกาที่ผมไปศึกษาต่อในปี ๒๕๒๖-๒๕๒๙ อาจารย์จะสั่งให้นักศึกษาไปค้นคว้าจากแหล่งต่างๆ ตามหัวข้อ/ประเด็น/เรื่องราว/สภาพปัญหาที่อาจารย์กำหนด (กรณีศึกษา) เมื่อได้ผลสรุปที่ตัวเองศึกษาค้นคว้ามานำเสนอในชั้นเรียน แล้วอาจารย์และนักศึกษาช่วยกันซักถาม โต้แย้งผล หรือข้อมูลที่ศึกษา วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเป็นไปได้ ความเที่ยงตรง และความเหมาะสมกันอย่างเต็มที่ ถ้าใครสามารถตอบการซักถาม โต้แย้ง วิพากษ์ วิจารณ์ของอาจารย์และเพื่อนนักศึกษาได้อย่างมีเหตุผล, มีหลักการ/ทฤษฎีรองรับ ก็จะถือว่าผ่านกรณีศึกษา (Case study) ชิ้นนั้น ปกติทุกวิชาจะมีกรณีศึกษา (Case study) อยู่ประมาณ ๗-๘ Case หลักสูตรหนึ่งจะมีประมาณ ๒๐ กว่าวิชา รวมทั้งหมดก็ไม่ต่ำกว่า ๑๕๐ กรณีศึกษา การเรียนแบบนี้ถือว่าได้ผ่านประสบการณ์จากเหตุการณ์ทุกรูปแบบ ในเมื่อไม่สามารถเรียนจากประสบการณ์จริง ก็ใช้กรณีศึกษาที่ปรับปรุงจากเหตุการณ์จริงมาจำลองให้ได้ฝึกฝนเรียนรู้ บางครั้งดีกว่าประสบการณ์จริงเสียอีก เพราะมีเวลาและโอกาสมองปัญหาได้หลายมิติ/มุมมอง และทดลองแก้ปัญหาได้หลากหลายวิธี  ยิ่งการเรียนตอนเรียนปริญญาเอกด้านจิตวิเคราะห์ทำให้ได้ประโยน์อย่างมาก  การเรียนรู้แบบนี้จะช่วยให้นักศึกษาที่เรียนจนจบหลักสูตรแทบจะมีประสบการณ์การทำงานไม่น้อยกว่า ๑๐๐ กรณี หรือถ้าเทียบกับระยะเวลาทำงานก็ไม่น้อยกว่า ๓๐ ปีทีเดียว

ขอย้อนกลับไปที่การท่องคำศัพท์จากดิกชันนารีของผม  จุดอ่อนก็คือ การท่องคำศัพท์ตามดิกฯ ซึ่งเรียงลำดับตามตัวอักษรจาก A-Z แถมมีมากมาย ทำให้ได้หน้าลืมหลัง วันหนึ่งราวๆปี ๒๕๑๙ ขณะผมเดินอยู่บริเวณสถานีรถไฟลพบุรี  มีชาวตะวันตกเข้ามาทักและถามทางว่าวังนารายณ์ไปทางไหน  ผมก็บอกว่าเดินตรงไป ๑๐๐ เมตร แล้วเลี้ยวซ้าย เดินตรงไปก็จะเห็นประตูวัง  พอผมตอบไป ฝรั่งตอบมาว่า I don’t know ผมก็ตอบไปแบบเก่าอีก ฝรั่งเห็นผมงง จึงบอกว่า I Don’t speak thai แล้วเอาหนังสือให้ผมดู  ผมจึงถึงบางอ้อ ในหนังสือนั้นเขียนว่า Which way to wang narai ? แล้วเขียนคำอ่านออกเสียงภาษาไทยว่า Wang narai pi thang nai ? ผมจึงตอบเป็นภาษาอังกฤษว่า Please Walk straight 100 meters, then turn left, Walk straight for another 300 meters and you will arrive. ฝรั่งก็ขอบคุณ แล้วเดินไปตามที่ผมบอก  เรื่องนี้ทำให้ผมสะกิดใจว่า  ถ้าเรามีแต่ดิกชันนารีที่เป็นภาษาอังกฤษแปลเป็นไทย  จะทำให้เราได้คำศัพท์แต่ละวันไม่มากมายเลย และเป็นคำศัพท์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารชีวิตประจำวันทำให้ยากต่อการจดจำ   ต่อจากนั้นผมจึงพกดิกชันนารีที่เป็นภาษาไทย-อังกฤษติดตัว  ดิกชันนารีอังกฤษ-ไทยเอาไว้ที่พัก เวลาอ่านหนังสือภาษาอังกฤษจึงค่อยใช้  ทำให้พอผมมองเห็นอะไร แต่ยังไม่รู้ว่าศัพท์ภาษาอังกฤษเป็นเช่นไร ก็เปิดดิกชันนารีไทย-อังกฤษ เช่น ผมเจอตึก อยากรู้ศัพท์ตึกที่เป็นภาษาอังกฤษ ผมก็เปิดคำว่าตึก แล้วผมก็รู้ว่าภาษาอังกฤษใช้คำว่า building  เช่นนี้ ผมทำอย่างนี้ จนผมสามารถรู้คำศัพท์ภาษอังกฤษวันละไม่น้อยกว่า ๕๐ คำ และจดจำง่าย  เพราะเป็นคำที่เราอยากรู้ พบเจอเป็นประจำ  ยิ่งทุกวันนี้ง่ายขึ้นไปอีก เพราะมีคนจัดทำพจนานุกรมศัพท์อังกฤษแยกเป็นหมวดหมู่ของร่างกาย สิ่งของ ทำให้ง่ายต่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น

ผมผ่านวัยเยาว์ วัยศึกษามาได้ด้วยความท้าทาย  ความพยายามที่จะค้นหาตัวเอง  เส้นทางชีวิตที่ผมเดิน  ผมต้องพยายามสร้างสรรทำให้มีคุณค่าให้ได้  ยิ่งผมเติบโตในยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน (๒๕๑๖-๒๕๒๐) พลอยได้ผลกระทบอยากมีอุดมการณ์ที่แรงกล้า  อยากจะอุทิศตนพัฒนาสังคมและประชาชนเหมือนนักศึกษาในยุคนั้นบ้าง  และจากข้อเขียนของครูอุดมคติยุคนั้น เช่น ครูคำหมาน คนไค ครูปิยะ ฯลฯ ดังนั้น เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นคนมีคุณค่า  จึงตั้งปณิธานจะเป็นครูที่ดี ครูที่พัฒนานักเรียนจริงๆ (แบบภาพยนต์เรื่องครูบ้านนอก) ให้ได้หลังจากศึกษาจบ

 ระหว่างการอ่านหนังสือในห้องสมุดของวิทยาลัยครู  ผมเกิดการเรียนรู้ว่า “ถ้าเรามีจุดมุ่งหมาย/ตั้งเป้าหมายในชีวิตอนาคตได้ชัดเจน” จะช่วยให้เราเดินทางอย่างมั่นคง มีทิศทางที่ชัดเจน  แม้จะหลงทางไปบ้าง แต่ในไม่ช้าก็จะหันกลับมาเดินตามที่ตั้งเป้าหมายไว้  และถ้าเราสามารถกำหนดเป้าหมายย่อยๆ เช่น จะอ่านหนังสือให้ได้วันละ ๑๐๐ หน้า, จะแก้โจทย์เลขวันละ ๕ ข้อ, จะท่องคำศัพท์ภาษาอังกฤษให้ได้วันละ ๑๐ คำ จะทำให้เราพัฒนาศักยภาพของเราได้อย่างเต็มที่  ขยายสมรรถภาพ หรือขีดจำกัดตนเองออกไปอย่างกว้างขวางมหัศจรรย์  ช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้อย่างเหลือเชื่อ  พัฒนาการเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหา และการปฏิบัติจริง 

ผมใช้สิ่งที่ค้นพบตรงนี้  มาพัฒนาตนเองในการศึกษาทั้งในวิทยาลัยครู มหาวิทยาลัย และในการใช้ชีวิตความเป็นครู  จนถือว่าประสบผลสำเร็จได้เป็นที่น่าภูมิใจของชีวิตตนเอง 

 

ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการเรียนรู้ของชีวิตตนเองนะครับ

สรุป การเรียนรู้ที่ผมได้ในวัยนี้ คือ

๑. การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือ จงลงมือทำในสิ่งที่เราอยากได้ โดย ‘ต้องทำทันที ตอนนี้ เดี๋ยวนี้เลย’  การลงมือทำเดี๋ยวนี้ คือ เคล็บลับที่สร้างความสำเร็จให้เราทันที (The world shortest Success formula is “Do it now”) 

๒. ทุก ๆ ความสำเร็จนั้น "ความต่อเนื่อง" หรือ "ความสม่ำเสมอ" คือ ปัจจัยสำคัญที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จ

๓. ซอยเป้าหมายให้เล็กลง  ทันทีที่เราตั้งเป้าหมายว่า "จะสอบให้ได้เกรด ๔ ทุกวิชา" สมองจะประมวลผลจากประสบการณ์ในอดีตว่า "ทำไม่ได้หรอก" แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายว่า วันนี้จะอ่านหนังสือให้จบ ๕๐ หน้า ก็ดูจะพอเป็นไปได้  แม้ว่าทางทฤษฎีเป้าหมายต้องตั้งให้ยิ่งใหญ่เข้าไว้ แต่ในทางปฎิบัติแล้ว หากเราแบ่งเป้าหมายออกเป็นเป้าหมายย่อย ๆ  เราจะสามารถทำได้ต่อเนื่อง  จนทำให้บรรลุเป้าหมายใหญ่ได้สำเร็จ

๔. ให้รางวัลตัวเอง  เมื่อเราทำแต่ละเป้าหมายได้ลุล่วง  ควรให้รางวัลตัวเองเสมอ  การเติมแรงบันดาลใจ จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ 

๕. การลองผิดลองถูก จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ ยิ่งมีคนบอกความผิดพลาดได้เร็วเท่าใด  ก็ยิ่งเรียนรู้ได้เร็วเท่านั้น

๖. กิจกรรมที่จะทำให้เกิดการพัฒนาศักยภาพ สมรรถภาพ และการเรียนรู้ได้ดีที่สุด กิจกรรมนั้นต้อง “สนุก ตื่นเต้น ท้าทาย แปลกใหม่ เกิดการแข่งขัน”

๗. การเรียนรู้ด้วยตนเอง ข้อดีทำให้สามารถพึ่งตนเองได้ จิตใจเข้มแข็ง และเกิดทักษะการเรียนรู้ได้ดีมาก

๘. การเรียนรู้ที่ช่วยให้เราเข้าใจถ่องแท้ คือ การเรียนรู้จากการแก้ปัญหา