อยากถามว่า.....ไม่มีใครสงสารครูมะเดื่อบ้างหรือ ???


เปิดเรียนมาถึงวันนี้ เป็นสัปดาห์ที่ 4 แล้ว ( เพราะที่โรงเรียนนี้เปิดก่อนที่อื่น ๆ )

จำนวนนักเรียนลดลงตามคาดไว้ แต่...ก็ยังไม่ต่ำกว่า 150 คน ( ซึ่งจะพยายาม

ตรึงไว้ที่อัตรานี้ ไม่ให้ต่ำกว่า 150 ตน ) นี่คือผลพวงของการบริหารงานที่เกิดจาก

" ยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง" (เปลี่ยนจากหน้ามือเป็น....หลัง...เ...ท้....า....)




ครูเก่า ( และ ) แก่ อย่างคุณมะเดื่อ ยังคงทำหน้าที่สอนวิชาภาษาไทย

และ ศิลปะ ในช้้น ป. 4 - ป. 6 เช่นเดิม หลายปีมาแล้วที่โรงเรียน

ของคุณมะเดื่อปลอดเด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้...เนื่องจากวิธีสอนที่

เกิดจากการลองผิดลองถูกของคุณมะเดื่อ แต่....มาปีการศึกษา 2557 นี้....

ชั้น ป.4 มีนักเรียน 27 คน (จากเดิม 31 คน ) อ่านขัด เขียน ข้อง

ทั้งหมด 7 คน อ่านเขียนพอได้ ( แต่ไม่ถึงระดับป. 4 ) อีก 3 - 4 คน

และได้ทราบว่า ป. 3 ก็มีปัญหาการอ่านการเขียนอย่างหนัก ๆ อีก 5 - 6 คน

ไม่รวมกับ ป .2 ที่ยังไม่ทราบว่าอีกกี่คน




ในสภาพต่างระดับความรู้ความสามารถของนักเรียนที่เป็นเช่นนี้

ทำให้การจัดการเรียนการสอนยากมาก คุณมะเดื่อจึงต้องแบ่งเด็ก

เป็น 3 กลุ่ม ตามความสามารถในการอ่าน การเขียนของเด็ก



ขอพูดตรงนี้....ตามประสบการณ์ของครู ที่ผ่านสงครามอ่านขัด เขียนข้อง มาตลอด

ว่า....หากระบบงานวิชาการเป็นระบบที่ทะลุผ่าน มีการประกันคุณภาพ

ภายในที่เข้มแข็ง มีการประสานงานและร่วมมือกันจัดกิจกรรม และแก้ปัญหาร่วมกันของครู

ทุกชั้น นับแต่ อนุบาล - ป.ุ6 แล้วไซร้...ปัญหาการอ่าน การเขียนของเด็กที่บกพร่องนี้

จะหมดไป.... แต่ถ้าวิสัยทัศน์ของผู้นำ ไม่สนใจจุดนี้ ไม่มีการประกันคุณภาพภายใน

ทุกระบบงานที่เข้มแข็งพอ ไม่มีการมอบหมายงานให้ถูกต้องตามหลัก...(อะไรก็แล้วแต่)

บริหารงานแบบไม่ฟังเสียงจิ้งจกทัก....ตะบึงไปเอาแต่ความคิดของตนเป็นหลัก

ทำตามความพอใจของตน ( และคนที่ถูกใจ) ไม่คำนึงถึงสภาพบริบทแห่งความเป็นจริง

( SWOT) นั่นแล้วไซร้.....ความพินาศก็มาเยือนสะเทือนทั้งโรงเรียน อย่างนี้แหละ

ครูแต่ละชั้น ก็ผลักดันเด็กให้พ้น ๆ ห้อง พ้น ๆ ความรับผิดชอบของตนไป

จึงเป็นกรรมของเด็ก และเวรของคุณมะเดื่อ ( เพราะผลักขึ้นไปชั้นไหน

ในระดับ ป. ปลายนี้ ตัวเองก็ต้องสอนทุกชั้นน่ะแหละ )




เป็นความจริงที่ว่า ระดับสมอง สติปัญญา ของเด็ก ไม่เท่ากัน การเรียนรู้ได้ช้าหรือ

เร็ว เป็นเรื่องปกติ.....แต่...เด็กทุกคนก็สามารถเรียนรู้ได้เท่ากัน...นั่นคือความจริง

หากครูเข้าใจถึงลักษณะการบกพร่องของเด็ก ศึกษาเด็กที่บกพร่องเป็นรายบุคคล

แล้วแสวงหาวิธีแก้ปัญหาให้ถูกจุด ตั้งแต่ในระยะต้น ๆ ( ไม่เกิน ป.2 ) ปัญหาการอ่านขัด

เขียนข้อง ก็จะหมดไป (ทั้งหมดนี้ หมายถึงเด็กที่เรียนช้า หรือ ลักษณะ L.D.

ไม่ใช่เด็กพิเศษอื่น ๆ ที่ไม่สามารถเรียนรู้ร่วมกับเด็กปกติได้นะ )




แต่ในเมื่อระบบงานไม่เอื้อ....งานวิชาการไม่เข้มแข็ง ผู้นำ ผู้ตามไม่เห็นว่า ปัญหานี้

เป็นปัญหาใหญ่ของการศึกษา ปิดกั้นหนทางที่จะแก้ไขปัญหา มีอัตราพื่เลี้ยงเด็กพิเศษ

มีครูที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษาพิเศษ แต่ไม่เคยทำงานให้เป็นมรรคผลแก่เด็กอย่าง

จริงจัง หรือทำหน้าที่ให้เกิดผลที่ดีแก่เด็กเลยแล้วจะทำอย่างไร....???

คุณมะเดื่อไม่ใช่ครูประจำชั้น เป็นเพียงครูประจำวิชาซึ่งมีเวลาสอนเด็กเหล่านี้

เฉพาะในเวลาเรียน วันละ 1 ชั่วโมง สอนทั้งเด็กพิเศษ ทั้งเด็กปกติในชั่วโมง

เดียวกัน.........จะช่วยอะไรเด็กเหล่านี้ได้แค่ไหนกัน ?




ก่อนหน้านี้ คุณมะเดื่อจะใช้วิธีการสอนเสริมพิเศษให้เด็ก ๆ เหล่านี้ ตั้งแต่ ป.2 - ป.6

ในเวลาหลังเลิกเรียนทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง แต่ก็ต้องมาเจอ ...กฏเหล็ก ... ที่ต้อง

ตัดใจปล่อยวาง ( เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเครียดจนเกินไป ) ทุกวันนี้จึงได้แต่....ปล่อย

ในการประเมินรอบ 3 พี่ สมศ. ได้พูดกับคุณมะเดื่อหลายครั้งว่า....สงสารโรงเรียน...

( และขอร้องให้คุณมะเดื่อไปสอบเป็นผู้บริหารให้จงได้....)

และอีก 1 ท่าน (ขอสงวนนาม ) ที่ได้กรุณาไปเยี่ยมเยียนเด็ก ๆ

พูดกับคุณมะเดื่อว่า....่สงสารเด็ก.....

อยากถามว่า.....ไม่มีใครสงสารครูมะเดื่อบ้างหรือ ???





...................เฮ้อ ! ปล่อย..............

ขอขอบคุณเพลง ปล่อย ประกอบบันทึกนี้จาก YouTube