"โลกนี้คือ แหล่งวิชาใจ"
การดำรงชีวิตบนโลกนี้ มนุษย์มีวิถีไม่ต่างกันคือ ต่อสู้ ดิ้นรนหาอาหาร ข้าวของ เงินทาง ทรัพย์สิน เพื่อดำรงชีวิตให้สะดวกต่อไปจนกว่าจะลาโลก
ส่วนวิถีจิต ที่ดำเนินไปตามกลไกของโลก มนุษย์มีกรอบเหมือนกันเช่นกันคือ สุข ทุกข์ พอใจ ไม่พอใจ เฉยๆ อาจจะต่างกันในแง่ความเข้มข้นทางอารมณ์ เช่น โกรธมาก สุขมาก ทุกข์น้อย เฉยๆฯ ความรู้สึกเหล่านี้ทั้งโลกมีเหมือนกัน เป็นภาวสากลแบบเดียวกันหมด
การดำรงชีวิตในกรอบของสังคมหนึ่ง บนโลกใบนี้ ย่อมมีแรงเสียดทานอยู่ทุกที่ ไม่มีใครรอดพ้นอารมณ์เหล่านี้ได้ อยู่ที่ฐานใจเราว่า จะยอมรับหรือต่อต้านสิ่งภายนอกนั้นมากน้อยแค่ไหน
โลกนั้นมีเส้นทางเดินของมัน โดยไม่มีจิตที่อ่อนไหวกับสิ่งมีชีวิตใดๆ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่อาศัยโลกต่างหากที่ต้องปรับตัวและหลอมตัวเองให้กลมกลืนกับโลก หากเราสังเกตต้นไม้ สัตว์ พืช ผัก ฯ ที่ดำเนินตนเองไปตามบรรยากาศหรือสภาพแวดล้อมของโลกให้ได้ จึงจะอยู่รอด
เราจึงมองเห็นโลกมาจากสรรพชีวิต ที่มีสีสัน มีการแสดงออกต่อโลกอย่างเคารพ เมื่อสายตาเราเห็นสิ่งรอบตัว เราก็อุทานว่า โลกสวย โลกงาม ที่จริงโลกมีองค์ประกอบให้สิ่งมีชีวิตแสดงออกต่อโลก เพื่อความอยู่รอด จึงมีพหุกรรมต่างๆ จนกลายเป็นศิลปะการสร้างมหกรรม ที่สวยงาม จนกลายเป็นภาพศิลปะของโลก เช่น พืช ไม้ ออกดอก ใบ ผล สัตว์เคลื่อนไหว ฯ
ส่วนความงามที่แท้จริง ในชีวิตที่เกิดจากโลกคือ ตระหนักรู้ในตัวตน (จิต) และสร้างพลานุภาพของปัญญา (เรียนรู้) ให้เกิดศักยภาพในตนเอง เพื่อรู้กรอบโครงสร้างของโลก จากนั้น ก็หาค่าของชีวิตตน ประเมินพฤติกรรมของตนว่า ตามโลกทันหรือไม่ ตามสังคมคนทันหรือไม่ และหาผลทั้งสอง มาตรองให้เห็นเป็นแก่นแท้ของการต่อสู้อยู่บนโลกนี้ เพราะสุดท้ายชีวิตมีหมุดหมายคือ สลายหายตัว ไปจากโลก
ที่สุดเมื่อเราตรองดูโลก จากต้น ท่ามกลางและที่สุด เราจะพบว่า โลกคือ มายา กายาคือ ตัวกระตุ้นให้หลง จิตคือ ผู้เฝ้าดูแล แล้วได้เสวยผลอะไรจากโลก จากกาย จากใจของเราหรือไม่ แม้แต่กายเราก็เหมือนมายากล ที่เสกมนต์ให้เราหลงตัวเอง
เมื่อสมัยเด็กเราก็ตื่นเต้นกับความงามของโลกและตัวเอง เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน เราก็มุ่งเอาชนะงานและคนอื่น เพื่อให้ได้เงินและทรัพย์สินมาครอง เมื่อชรา เราจึงรู้ว่า โลกเป็นเช่นนี้ ชีวีเป็นเช่นนั้น ที่สุดเราก็มางานศพกันและกันแล้วก็อุทานต่อกันว่า มันเป็นเรื่อง "ธรรมดา" แต่ไม่รู้ซึ้งถึงสาระแก่นแท้ของคำว่า "ธรรมดา" (ธัมมตา) ซึ่งแปลว่า มันเป็นเช่นนั้นแล
วันนี้...เรารู้สึกลึกซึ้งกับเส้นทางชีวิตแล้ว...และรู้สึกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ที่ผู้มีอายุควรใส่ใจกับวิถีชีวิต ที่กำลังจะเดินข้ามฝั่งไปสู่โลกหน้าครับ
-------------------<๑/๖/๕๗>-------------------

ความงามที่งดงามอยู่ในเนื้อแท้ของจิตมนุษย์นี้เอง ขอบพระคุณมากครับผม
กว่าจะเข้าใจอยากลึกซึ้งได้ ก็เล่นอายุปาเข้าไปใกล้ลาโลกแล้ว...แต่ก็ยังดีที่ได้รู้ซึ้งถึงเรื่อง "ชีวิต" เข้าใจชีวิต เพราะตอนเด็ก ๆ ผู้ใหญ่ และคนรอบข้างก็เฝ้าบอกว่า คนเราเกิดมาก็ตาย...รู้แค่ความหมายนี้เท่านั้น ไม่เข้าใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิตจริง ๆ เลย...จนเราได้สัมผัสชีวิตที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไร?...นั่นแหล่ะ เราจึงเข้าใจ...ขอบคุณค่ะ