๕ ปีกว่าที่ไม่ได้ติดต่อกับอาจารย์ท่านหนึ่ง...ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเภสัชเวท มีผลงานวิจัยมากมาย เป็นอาจารย์ที่คณะเภสัชฯ และทำวิจัยทางด้านสมุนไพรที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์...

การพูดคุยเป็นไปในแนวทางของเรื่อง "สมุนไพร"

ถ้าเรา empower ให้ผู้ป่วยเบาหวาน...หันมาทานน้ำย่านางที่คั้นออกมาสดๆ จากใบ หรือนำมาแช่เท้า เราจำเป็นต้องศึกษาวิจัยในเรื่องสารเคมีในใบหญ้านางนั้นก่อนไหม หรือเราต้องผ่านจริยธรรมในมนุษย์ในระดับที่ซีเรียสหรือเปล่า...

ซึ่งงานวิจัยเป็นงานเล็กๆ R2R ...นำเรื่องใบหญ้านางมาใช้ร่วมในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งอยู่บนฐานของวิถีธรรมชาติบำบัด

"สมุนไพร เป็นเรื่องที่เราต้องซีเรียสเพราะอาจมีผลต่อเอมไซม์ต่างๆ หรือมีผลต่อตับไต..."

เป็นคำพูดปลายสายที่เอ่ยออกมา

"แต่..ถ้าเป็นสมุนไพรที่จัดเข้าในกลุ่ม …สมุนไพรที่เป็นอาหาร ไม่ต้องไปพิสูจน์อะไรอีก ไม่ต้องไปทดสอบอะไรอีก และยิ่งเป็นสมุนไพรที่ทานในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว โดยที่เราไม่ได้ไปดัดแปลงเพิ่มสารเคมีเข้าไป ก็สามารถทานได้เลย..."

"มันมี Review เยอะแยะออกมามากมาย มีงานวิจัยออกมามากมายเอามา Review ได้เลย"

ใช้คำว่า "สมุนไพรที่เป็นอาหาร...จบ เพราะความหมายของคำว่า อาหาร คือ สิ่งที่ทานได้"

นี่คือประโยคที่ย้ำเสริมเข้ามา

ถ้าหากว่าจะมีนักวิชาการที่จะมา comment งาน R2R ของคนในพื้นที่เล็กๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย...ว่าเอาอะไรก็ไม่รู้มาให้ผู้ป่วยเบาหวานที่ป่วยเรื้อรังมานานหลายปีทาน ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ เพราะคนทำงานระดับปฐมภูมิเขาแบกรับสภาวะการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังมาอย่างยาวนาน ผู้ป่วยไม่ดีขึ้น ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ … พฤติกรรมการดูแลตนเองไม่ถูกต้องมาอย่างยาวนาน

อยู่มาวันหนึ่ง...

เพื่อพัฒนางานประจำ...ที่ทำให้ดีขึ้น 

คนทำงานตัวเล็กๆ ก็ได้ฮึกเหิมอยากลองดูว่า หากใช้แนวทางแพทย์ทางเลือก แพทย์วิถีธรรม หรือแม้แต่การนั่งสมาธิ มาบูรณาการใช้ร่วมกับการรักษาตามแผนการรักษาของแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วย ผลจะเป็นอย่างไร

การสอนสุขศึกษาก็สอนแบบเดิม...สอนแบบบอกความรู้มาอย่างยาวนาน

การให้คำแนะนำเรื่องอาหารการกิน การดูแลตนเอง เรื่องโรคก็พูดเรื่องเดิมๆ...มาตั้งแต่ป่วยใหม่ๆ จนป่วยเจียนตาย

คนทำงานก็ท้อ ตัวชี้วัดก็ตก...

จึงเกิดแรงบันดานใจที่จะพัฒนากระบวนการทำงานใหม่ และทำเป็นระบบมากขึ้น ใช้แนวคิด R2R มาเป็นเครื่องมือ เพื่อมาหาคำตอบว่า ฐานคิดที่นำมาใช้ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแพทย์วิถีธรรม วิถีธรรมชาติบำบัด หรือเรื่องสมาธิ...จะทำให้ชีวิตผู้ป่วยดีขึ้นไหม

และที่น่าสนใจ... "การคั้นใบย่านางให้ผู้ป่วยดื่ม"... ซึ่งถือเป็นพืชสมุนไพรฤทธิ์เย็น

พอคนไข้ดื่มรู้สึกสบายตัวขึ้น พร้อมทั้งเน้นให้ผู้ป่วยทานผัก ออกกำลังกาย ยืดเหยียดคลายกล้ามเนื้อ ทำกัวซา หรือแม้แต่แช่เท้า จะช่วยทำให้ผู้ป่วยสุขสบายขึ้นไหม แต่ไม่ได้พิสูจน์ว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้หายหรือดีขึ้นจากเบาหวาน … แต่กลับมาสนใจในเรื่องที่ว่า เมื่อวิถีการดูแลตนเองเปลี่ยน หรือพฤติกรรมการดูแลตนเองเปลี่ยนไปตามฐานคิดดังกล่าว ส่งผลต่ออาการป่วยด้วยโรคเรื้อรัง(เบาหวาน-ความดันอย่างไร)...

งานวิจัยที่ทำวิจัย ใช้รูปแบบ Action Research หรือ…วิจัยเชิงปฏิบัติการ

เป็นงานที่มุ่งเน้นการพัฒนาให้เห็น...กระบวนอะไรบางอย่างที่อาจเป็น PDCA หรือ PAOR ก็ได้…

ซึ่งงานวิจัยแบบนี้ดูเหมือนอาจคล้าย Quasi-Experimental ที่เป็นการจัดกระทำอะไรบางอย่างลงไปที่กลุ่มตัวอย่าง … แต่ก็ไม่ใช่แบบเดียวกันซะทีเดียว เพราะ Action Research เราไม่ได้ควบคุมตัวแปรหรือจัดกระทำกับตัวแปรที่เคร่งครัดมาก แต่เป็นการเน้นการพัฒนากระบวนการมากกว่า

ดังนั้นคุณค่า...จึงต่างกัน และเปรียบเทียบกันไม่ได้ เพราะมีเป้าหมายคนละเป้าหมาย

น้ำย่านาง...ปกติทางภาคอีสานนำมาประกอบอาหารในแกงหน่อไม้ แกงเห็ด ซุปหน่อไม้...เป็นต้น

สมัยปู่ย่าตายายคั้นดื่มสดๆ แก้พิษ แก้ร้อนใน...ก็มี

และยังไม่มีรายงานวิจัยออกมาเลยว่ามีคนเสียชีวิตจากการดื่มน้ำย่านาง หรือเสียชีวิตจากการแช่เท้าด้วยน้ำย่านาง (หรือว่าอาจจะ Review ยังไม่เจอ)

๒๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๗