บันทึกชุด “ประเมินเพื่อมอบอำนาจ” (การเรียนรู้) ๑๐ ตอน ชุดนี้ ตีความจากหนังสือ Embedded Formative Assessment เขียนโดย Dylan Wiliam เพื่อเสนอใช้การทดสอบหรือการประเมินในทางบวก ต่อการเรียนรู้ โดยใช้แบบเนียนไปการกระบวนการเรียนรู้ของศิษย์ และเนียนไปกับการโค้ชศิษย์ เพื่อใช้ “การประเมินเพื่อพัฒนา” (formative assessment) ยกระดับการเรียนรู้ของนักเรียน ด้วยความเชื่อว่า การใช้ “การประเมินเพื่อพัฒนา” ที่ดำเนินการโดยครูในชั้นเรียน และดำเนินการอย่างถูกต้อง เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ต่อการยกระดับผลสัมฤทธิ์ของการเรียน (learning outcomes)

          บันทึกตอนที่ ๔ นี้ ตีความจากบทที่ ๓ Clarifying, Sharing and Understanding Learning Intentions and Success Criteria เป็นยุทธศาสตร์แรก ใน ๕ ยุทธศาสตร์ของการประเมินเพื่อการพัฒนาที่ดี คือ ยุทธศาสตร์ตั้งเป้าและกำหนดตัววัด เป้าหมายของการเรียนรู้ โดยหัวใจคือครูกับนักเรียนร่วมกันกำหนด โดยผมมองว่า ในขั้นตอนนี้ เป็นโอกาสทองของครู ที่จะใช้กระบวนการนี้ เป็นเครื่องมือ สร้างแรงบันดาลใจ ในการเรียนรู้ของศิษย์ ไปในตัว โดยทำความเข้าใจว่า การเรียนรู้ในเรื่องนี้หรือขั้นตอนนี้ จะมีประโยชน์ต่อชีวิต ของศิษย์ในภายหน้าอย่างไร คือเป็นโอกาสทำความเข้าใจคุณค่าของการเรียนในขั้นตอนนั้นๆ

          เมื่อนักเรียนเข้าใจว่าตนกำลังเรียนอะไร เพื่อประโยชน์อะไรต่อชีวิตในอนาคตของตน การเรียนก็จะเป็นสิ่งที่มีความหมาย มีคุณค่า ทำให้เกิดแรงบันดาลใจต่อการเรียน และผลการเรียนดีขึ้น โดยที่เด็กเรียนอ่อนจะได้รับผลดีสูงกว่าเด็กที่เรียนเก่ง

          เพื่อให้เห็นประโยชน์ของการที่นักเรียนเข้าใจเป้าหมายของการเรียนรู้ และวิธีวัดความสำเร็จ ของการเรียนรู้ เขาเสนอผลการทดลองในนักเรียนชั้นมัธยมต้น ๑๒ ชั้นเรียนใน ๒ โรงเรียน โดยเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เป็นโมดุล รวม ๗ โมดุล ในเวลา ๑๑ สัปดาห์ โดยแบ่งชั้นเรียนออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มละ ๖ ห้อง โดยแบ่งแบบสุ่ม ทั้งสองกลุ่มมีการประเมินการเรียนผทุกสัปดาห์ กลุ่มแรกประเมินโดย นักเรียนอภิปรายกันในชั้น ว่าตนชอบไม่ชอบอะไร

          กลุ่มที่ ๒ ประเมินโดยกระบวนการที่เรียกว่า reflective assessment โดยนักเรียนทำความเข้าใจด้วยตนเอง และด้วยกระบวนการกลุ่มย่อย ว่าเกณฑ์ที่นักเรียนจะใช้ในการประเมินผลสำเร็จในการเรียนของตนเองรวม ๙ ข้อมีอะไรบ้าง และเมื่อจบการเรียนตอนหนึ่งในโมดุล นักเรียนจะประเมินผลการเรียนของตนเอง๒ ข้อ และเมื่อจบแต่ละโมดุล ประเมินทั้ง ๙ ข้อ ในการประเมิน นักเรียนต้องเขียนข้อความสั้นๆ อธิบายว่าผลงานใดเป็นหลักฐานแสดงเหตุผลที่ตน ให้คะแนนตนเองเช่นนั้น นักเรียนแต่ละคนเสนอผลการประเมินของตนต่อชั้น และเพื่อนๆ ช่วยกันให้ข้อมูลป้อนกลับ

          นักเรียนทั้งสองกลุ่มนี้ มีการทำ pretest และ posttest ด้วย CTBS (Comprehensive Test for Basic Skills)

          ตอนจบ โมดุล ๓ มีการทำโครงงาน และให้คะแนน นำผลซึ่งให้คะแนนในระบบ ๑ - ๕ มาเสนอดังนี้

           จะเห็นว่า เมื่อใช้ reflective assessment นักเรียนกลุ่มเรียนอ่อน เรียนได้ดีกว่ากลุ่มควบคุมอย่างชัดเจน คือช่วยให้กลุ่มเรียนอ่อนเรียนทันเพื่อนผลการทดสอบ CTBS เปรียบเทียบ pretest กับ posttest และเปรียบเทียบกลุ่มเรียนเก่งกับเรียนอ่อน เป็นดังนี้

        



          ที่จริงโรงเรียนที่ดี มักมีวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ติดไว้ในห้อง หรือเขียนไว้อย่างชัดเจน แต่มักเป็นเพียงเครื่องประดับบนผนัง ไม่มีใครเอาใจใส่ และเป็นวัตถุประสงค์ที่ครูกำหนด โดยไม่เคยเอามาให้นักเรียนทำความเข้าใจเลย กรณีเช่นนี้ เท่ากับไม่มีวัตถุประสงค์ เอาไว้ใช้ชี้นำการประเมินเพื่อพัฒนา          ตัวเลขในตารางบอกชัดเจนว่า การรู้เป้าหมายและวิธีวัดรวมทั้งรู้ว่าผลงานที่ดีเป็นอย่างไร ช่วยให้นักเรียนเรียนดีขึ้น โดยเฉพะอย่างยิ่งในเด็กที่เรียนอ่อน ทำให้ความแตกต่างในผลการเรียนระหว่างนักเรียนอ่อนกับนักเรียนเก่ง ลดน้อยลงอย่างมาก


หลักการของการกำหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้

          หลักการสำคัญคือ การกำหนดวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ในหนังสือใช้คำว่า both arts and craft แต่น้ำหนักฝ่ายศิลป์มากกว่า และอย่าพยายามเขียนหรือระบุให้ชัดเจนแจ๋วแหวว เพราะจริงๆ แล้วทำไม่ได้ และหากพยายามทำ ก็อาจทำให้การประเมินเอียงไปทาง เพื่อประเมินได้-ตก (summative evaluation)

          การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่มีความไม่ชัดเจนอยู่ด้วย เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้เป้าหมายชัดเจนหมดจด เพราะความรู้หลายส่วนเป็นความรู้ปฏิบัติ (tacit knowledge) ซึ่งระบุออกมาเป็นถ้อยคำยาก หรือทำไม่ได้

          และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ในบางบทเรียน การบอกเป้าหมายล่วงหน้าทำให้นักเรียนไม่สนุก เพราะขาด ความพิศวง ว่าวันนี้ครูจะมาไม้ไหน การใช้วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ จึงต้องใช้อย่างมีศิลปะ

          หนังสือแนะนำหลักการเขียนไว้ ๓ ประเด็น โดยต้องใช้หลักความพอดี ไม่มากไม่เกิน ในทั้ง ๓ ประเด็น

  • 1.เขียนแบบ rubrics ที่มีลักษณะ task-specific หรือแบบ generic scoring
  • 2.เขียนแบบ product-focused หรือแบบ process-focused
  • 3.เขียนแบบ ใช้ภาษาที่เป็นทางการ หรือใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายสำหรับเด็ก


เขียนในลักษณะจำเพาะชิ้นงาน หรือแบบกว้างๆ ทั่วไป

          คำตอบคือไม่มีเกณฑ์ตายตัวแน่นอน หากเขียนแบบจำเพาะชิ้นงาน มีข้อดีคือจะเขียนให้ชัดเจนง่าย อ่านเข้าใจง่าย แต่มีข้อเสียคือ ความหมายแคบอยู่ที่เรื่องเดียว และการเขียนแบบนี้เหมาะต่อ summative evaluation มากกว่า การประเมินระหว่างการเรียนต้องการการกำหนดเป้าหมาย ที่กว้างหน่อย เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกการเรียนแบบ transfer คือฝึกเอาความรู้จากสถานการณ์หนึ่ง ไปปรับใช้กับอีกสถานการณ์หนึ่ง


เขียนแบบเน้นผลลัพธ์ หรือแบบเน้นกระบวนการ

          ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวเช่นเดียวกัน หรือจริงๆ แล้วต้องใช้ทั้ง ๒ แนวประกอบกัน ตัวผลลัพธ์คือเป้าหมายสุดท้าย ส่วนกระบวนการคือสิ่งที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมาย สิ่งที่ต้องระวังคือ เส้นทางสู่ป้าหมายเดียวกันอาจมีหลายเส้นทาง หากครูกำหนดเส้นทางตายตัวเกินไป จะปิดกั้นความสร้างสรรค์ของศิษย์ คนที่เป็นเสมือนเทพยดาในการใช้เป้าหมายเชิงผลลัพธ์ประกอบกับ เป้าหมายเชิงเส้นทาง ในการทำงานวิจัยที่ไม่น่าจะทำได้ ให้ทำได้สำเร็จอย่างน่าชื่นชมคือ ศ. สุธิวงศ์ พงษ์ไพบูลย์ ท่านเรียกเป้าหมายเชิงเส้นทางว่า “เป้าหมายรายทาง”


ใช้ภาษาที่เป็นทางการ หรือภาษาที่เข้าใจง่ายสำหรับเด็ก

          คำตอบเดิมอีกนั่นแหละ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว หากจะเอาประโยชน์ระยะสั้น ต้องใช้ภาษา ที่เด็กเข้าใจง่าย แต่ภาษาที่เป็นทางการหรือเป็นวิชาการก็มีความสำคัญ ต่อชีวิตภายหน้าของเด็ก เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารวิชาการ ดังนั้นคำตอบสั้นๆ คือ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เมื่อเข้าใจแล้วเสริมด้วยศัพท์เฉพาะหรือภาษาวิชาการ


คำแนะนำในทางปฏิบัติ

          วิธีง่ายๆ เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจเป้าหมายของการเรียนรู้ คือเอาคำตอบข้อสอบของนักเรียนคนอื่นๆ ให้วิจารณ์ร่วมกัน จะทำให้เด็กเข้าใจผลงานที่มีคุณภาพต่างกัน และเข้าใจว่าลักษณะของผลงานที่มีคุณภาพสูง เป็นอย่างไรในทางปฏิบัติ เพราะความเข้าใจแบบนี้ส่วนหนึ่งระบุออกมาเป็นถ้อยคำยาก การเห็นตัวอย่าง จะช่วยความเข้าใจ

          นักเรียนต้องได้รับการฝึกให้เข้าใจคุณภาพของชิ้นงาน ตั้งแต่เป็นนักเรียนอนุบาล เพื่อเป็นการวางรากฐานหรือสร้างนิสัยการประเมินเพื่อพัฒนา ให้ติดตัวไปตลอดชีวิต หรืออีกนัยหนึ่ง ฝึกให้เป็นคนทำงาน ประณีต มีคุณภาพสูง และวิธีฝึกทำได้ง่ายๆ โดยการเล่นเกม เขายกตัวอย่างเกม “daily sign in” และ “choose-swap-choose” สำหรับนักเรียนอนุบาล

          เกม daily sign in ทำโดยครูจัดทำกระดาษคัดลายมือชื่อประจำสัปดาห์สำหรับนักเรียนเขียน (เซ็น) ชื่อทุกวัน เมื่อมาถึงชั้นเรียน โดยนักเรียนชั้นนี้ ก็จะเขียนเป็นตัวบ้างไม่เป็นตัวบ้าง ในวันศุกร์ซึ่งเป็นวันสุดท้าย ของสัปดาห์ นักเรียนเจ้าของลายมือ กับเพื่อนไปช่วยกันเลือกว่า ใน ๕ ลายมือของนักเรียนแต่ละคนนั้น อันไหนสวยที่สุด เกมง่ายๆ นี้จะสร้างความเข้าใจเรื่องคุณภาพให้แก่เด็ก

          เกม Choose-swap-choose ทำง่ายๆ เช่น ให้นักเรียนเขียน ก ไก่ ๑๐ ครั้ง แล้วให้เลือกเองว่าตัวไหนสวยที่สุด แลัวให้จับคู่กับเพื่อน แลกกันประเมินว่าตัวไหนสวยที่สุด จะเห็นตรงกันหรือไม่ก็ตาม ให้ทำความเข้าใจกันว่าทำไมตนเห็นเช่นนั้น

          สำหรับเด็กโต เช่น ป. ๔ ขึ้นไป วิธีที่ทรงพลังที่สุดคือให้นักเรียนออกข้อสอบเพื่อทดสอบ ความก้าวหน้าในการเรียนรู้กันเอง รวมทั้งระบุคำเฉลย ที่จริงตอนที่ผมเป็นนักเรียน ผมก็ใช้เทคนิคนี้ คืออกข้อสอบให้ตนเองตอบ และที่จริงขั้นตอนของการเรียนรู้ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการตั้งคำถาม การหาคำตอบสำคัญน้อยกว่า


          สรุป การเรียนรู้ที่มีพลัง คือการเรียนรู้ที่มีเป้าหมายชัดเจน และขั้นตอนต่อไปคือ การมีหลักฐานว่าการเรียนรู้ของเรากำลังเดินไปสู่เป้าหมายนั้น ซึ่งเป็นสาระของบันทึกที่ ๕

วิจารณ์ พานิช

๔ ม.ค. ๕๗