วันนี้ข้าพเจ้าลองนั่งถอดบทเรียน และสกัดภาพที่ได้จากการเข้าไปคลุกอยู่วงใน R2R ของคนทำงานสุขภาพในพื้นที่อำเภอคำเขื่อนแก้วในตลอดระยะหลายปี และงวดเข้าในช่วงห้าหกเดือนที่ผ่านมา

ปรากฏการณ์หนึ่งที่เห็นเป็นความชัดเจนของการขับเคลื่อนปัญหาระบบสุขภาพของคนในพื้นที่ ที่มีการใช้ R2R และ KM มาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนและพัฒนางาน

จากภาพของความแออัดที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลคำเขื่อนแก้วในการให้บริการคลินิคผู้ป่วยกลุ่มโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ที่มีเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

จึงได้เกิดแนวคิดในการพัฒนาเกิดขึ้นโดยเป็นความร่วมมือกันระหว่างทางโรงพยาบาล โดยมีผู้อำนวยการเป็นเรี่ยวแรงสำคัญและสำนักงานสาธารณสุขอำเภอคำเขื่อนแก้ว ที่มีท่าน สสอ.ท่านวิทยา เพชรรัตน์เป็นคุณเอื้อคนสำคัญที่นำคนทำงานตัวเล็กๆ แทบทุกพื้นที่ในอำเภอคำเขื่อนแก้ว ลุกขึ้นมาพัฒนาเชิงระบบ

โดย…

กระจายผู้ป่วยลงสู่พื้นที่ และแพทย์พร้อมทีมรักษาออกตรวจบริการตามโซนต่างๆ ที่แบ่งออกเป็น ๕ โซนครอบคลุม รพ.สต.ทุกแห่ง โดยที่คนไข้ไม่ต้องเดินทางหลั่งไหลเข้ามารับบริการที่โรงพยาบาล

จากนั้น...

ขยับทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ค้นหาคำตอบเพราะ อะไรกระบวนการรักษาที่ดำเนินไปตามมาตรฐานถึงยังทำให้ผู้ป่วยมีสุขภาวะที่ไม่ดี ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ มีภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มจำนวนการใช้ยามากขึ้น

ทางทีมสุขภาพ...จึงได้เริ่มค้นหาหนทางที่นำมาสู่การเกื้อหนุนกระบวนการรักษา ดังนั้นจึงมุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ที่แตกต่างไปจากแนวคิดเดิม โดยนำแนวคิดในเรื่องความเรียบง่ายและเข้าถึงวิถีชีวิตของผู้ป่วยให้มากที่สุด

จึงได้ไปศึกษาถึงแนวคิด ในเรื่องแพทย์วิถีธรรมที่เน้นการส่งเสริมการทานผัก การปรับสมดุลร้อนเย็น การถอนพิษ และการพึ่งตนเอง

บูรณาการเข้าไปพร้อมกับการทำสมาธิแบบ SKT ซึ่งในแต่ละเขตพื้นที่ก็ยังคงมีความคิดความเชื่อ วิถีชีวิตที่แตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อย และสมมติฐานที่แตกต่างกัน ดังนั้น เกิดงานวิจัย R2R เล็กๆ อีกหลายชิ้นงาน

และผลงานวิจัยย่อยๆ เหล่านี้นำมาต่อจิ๊กซอว์เป็นภาพขยับทั้งพื้นที่อำเภอ

ในทัศนะส่วนตัวของข้าพเจ้ามองว่า

ปรากฏการณ์ที่นี่ มีพลังของความเป็นหนึ่งเดียวและความมุ่งมั่นในการที่จะแก้ไขและพัฒนางานที่เกิดจากปัญหาเรื้อรังของคนทำงานที่ทำแบบ Routine ในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง  แปรเปลี่ยนเป็นการทำงานแบบทำไปพัฒนาไป เรียนรู้ไป

ที่สำคัญ "ผู้นำ" หรือคุณเอื้อ กล้าที่จะก้าวไปสู่การเรียนรู้พร้อมกับนักพัฒนางานตัวเล็กๆ …แบบจับมือกันเดินก้าวไปพร้อมกัน เรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งเป็นการบริหารงานที่ดำเนินไปทั้งในแนวราบและแนวดิ่ง

ฟันเฟืองที่สำคัญ...ที่ทำให้กลไกนี้เคลื่อนไปได้ ก็คือ คุณอำนวยอย่างพี่แกะ พี่ใหญ่ และพี่แดง ที่ก้าวเดินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี แบบไม่ย่อท้อ ค้นหารูปแบบของการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม...

ที่นี่เกิดปรากฏการณ์ของคำว่า เป็นหนึ่งเดียว อย่างชัดเจน ถือว่าเป็นต้นแบบที่งดงามที่น่าเรียนรู้อีกแห่งหนึ่ง

คนทำงานเวลาเล่ามีพลัง... แต่เมื่อเข้าโหมดวิชาการวิจัยที่เคร่งครัด พลังแห่งชีวิตจะถูกลดทอน แต่ที่นี่ทั้งคุณเอื้อและคุณอำนวยต่างเปิดที่อันเป็นอิสระที่ทำให้คนทำงานตัวเล็กๆ ได้การเกิดเรียนรู้และใช้พลังศักยภาพภายในอย่างแท้จริง...

รูปแบบการวิจัยที่ถูกนำมาใช้ที่นี่ …

เน้นในรูปแบบ "การวิจัยเชิงปฏิบัติการ" Action Research ที่ถือว่าเป็นรูปแบบการวิจัยเชิงพัฒนาทำให้คนทำงานสนุกกับการทำวิจัยแบบเรียนไปทำไปพัฒนาไป PDCA ในงานที่อยู่ตรงหน้า...

หากจะว่าไปแล้ว …รูปแบบการวิจัยทางคลินิคจะไม่เหมาะกับคนทำงานในระดับชุมชน เพราะธรรมชาติจริงๆ ของคนทำงานในพื้นที่ยากที่จะควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน และมีความไม่ถนัดอันสืบเนื่องมาจากพื้นฐานของการเป็นนักพัฒนาทางสุขภาพมากกว่า ดังนั้นปรากฏการณ์ที่นี่ จึงเป็นพลังของการเรียนรู้ที่ไม่ถูกบีบคั้นจาก Research Methodology ที่ยุ่งยากซับซ้อน ทำให้สามารถทุ่มเทพลังแห่งการเรียนรู้ไปในมิติของการพัฒนาได้มากกว่า

๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๗