(ที่มา : http://polittech.org/wp-content/uploads/2013/03/EuroP.jpg)

              ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป (The European Court of Human Rights) มีจุดกำเนิดมาจาก Council of Europe ซึ่งเป็นองค์การในระดับระหว่างรัฐที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1949 โดนสนธิสัญญากรุงลอนดอน (Treaty of London 1949) มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และสร้างเสริมความเป็นประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐในทวีปยุโรป เนื่องจากภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศในยุโรปได้รับความเสียหายทางกายภาพและทางจิตใจเป็นอย่างมาก จึงต้องหาทางฟื้นฟูสภาพจิตใจพลเมืองโดยการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศเพื่อความร่วมมือในทวีปยุโรปขึ้น

              Council of Europe ปัจจุบันตั้งอยู่ที่เมือง Strasbourg ประเทศฝรั่งเศส มีสมาชิกทั้งหมด 47 ประเทศ และได้มีการจัดตั้งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรป ค.ศ.1950 (European Convention on Human Rights 1950 : ECHR) ขึ้น และศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปก็ก่อตั้งขึ้นโดยใช้กฎหมายจากอนุสัญญานี้บังคับ มีสมาชิกทั้งหมด 47 ประเทศเช่นเดียวกับ Council of Europe

              การกระทำอันเป็นสิ่งต้องห้ามของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนฉบับนี้ได้แก่ การทรมาน การทารุณกรรมหรือการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม รวมถึงการลงโทษอย่างไร้มนุษยธรรม การเอาคนลงเป็นทาส โทษประหารชีวิต เป็นต้น

              ข้อที่ 19 แห่ง ECHR “จัดตั้งศาลสิทธิมนุษยชนเพื่อเป็นการประกันว่ารัฐภาคีในอนุสัญญาฯได้เคารพและปฏิบัติตามอนุสัญญาฯและพิธีสารฉบับต่างๆที่ผูกพันรัฐนั้นๆ”

             ในข้อสัญญานี้แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่ใช่รัฐภาคีจะขึ้นศาลนี้ไม่ได้ และนอกจากนี้เมื่อเป็นรัฐภาคีแล้วไม่ได้หมายความว่ารัฐนั้นจะผูกพันทุกข้อในอนุสัญญาที่เขียนไว้ แต่จะผูกพันเมื่อได้ลงนามอีกครั้งในพิธีสาร คือเมื่อมีการเพิ่มเติมกฎหมายอีกครั้ง

             ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป มีลักษณะระหว่างประเทศแต่ไม่ใช่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐ ศาลมีอำนาจในการตีความและบังคับใช้อนุสัญญาและพิธีสารต่างๆ

             ผู้มีสิทธิฟ้องคดี ได้แก่ ปัจเจกชน ก็คือ คนธรรมดา และนิติบุคคล เป็นเอกชนก็สามารถฟ้องได้ หรือ Non-governmental Organization ที่ไม่ใช่รัฐ เพราะรัฐสมาชิกจะตกเป็นจำเลยในคดีนี้

             เงื่อนไขเกี่ยวกับคดี มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในรัฐสมาชิกแห่งอนุสัญญาฯและถูกละเมิดสิทธิที่ได้รับจากการรับรองตามอนุสัญญาฯโดยตรง ก็สามารถฟ้องรัฐสมาชิกนั้นๆเป็นจำเลยต่อศาลสิทธิมนุษยชนได้ ตัวอย่างเช่น กรณีคนไทยไปมีคดีเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ และเราได้ต่อสูคดีกับศาลทุกอย่างในอังกฤษแล้ว แต่ไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ เราจึงจะสามารถฟ้องกับศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปได้ และศาลจะรับฟ้องโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติ

             เมื่อตกเป็นจำเลย รัฐสมาชิกมีหน้าที่ต้องให้ความร่วมมือกับศาลในการให้ข้อมูลตลอดจนเอกสารต่างๆ ที่ศาลจำเป็นต้องใช้ประกอบการพิจารณา ถ้าหากไปปฏิบัติตามนี้ จะมีบทลงโทษ

             องค์คณะของผู้พิพากษา ประกอบด้วยผู้พิพากษาทั้งหมด 47 นาย มีวาระในการดำรงตำแหน่ง 9 ปี ส่วนองค์คณะในการนั่งพิจารณาประกอบด้วยผู้พิพากษา 7 นาย และ 17 นายในคดีที่ต้องพิจารณาโดยที่ประชุมใหญ่

             นอกศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปที่คอยคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภาคพื้นยุโรปแล้ว ในระดับอาเซียนก็มีองค์กรความร่วมมือระหว่างรัฐบาลในภูมิภาคอาเซียนเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเช่นกัน หรือที่เรียกกันว่า AICHR

             AICHR มีที่มาจากปฏิญญาชะอำ-หัวหิน และได้มีตราสารจัดตั้ง AICHR ขึ้นเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ค.ศ. 2009 เพื่อทำให้สิ่งที่บัญญัติไว้ใน Article 14 of the ASEAN Charter on the establishment of an ASEAN human rights body ad ASEAN’s commitment to the promotion and protection of human rights and fundamental freedoms เป็นไปได้จริง

              แต่ในความเป็นจริงแล้วระบบการทำงานของ AICHR ยังมีความอ่อนแออยู่ ถ้าหากว่าผู้แทนของแต่ละประเทศใน ASEAN ยังคงรับคำสั่งมาจากรัฐบาลแต่ละประเทศที่ส่งมาประชุมเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ถ้าหากผู้แทนไม่มีความแข็งแกร่งพอหรือตระหนักถึงปัญหาสิทธิมนุษยชนจริงๆ หารทำงานขององค์กร AICHR ก็จะเป็นเพียงการปฏิบัติตามอนุสัญญาที่บอกให้จัดตั้งแล้วก็จบแค่นี้ จะไม่ได้มีลักษณะการทำงานที่เป็นศาลจริงๆเหมือน ECHR ดังนั้นอาเซียนจึงควรศึกษาวิธีการทำงานของ ECHR เพื่อให้ AICHR ของอาเซียนมีประสิทธิและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนอาเซียนได้จริง

                                                                                                                                   เขียนวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557


เอกสารอ้างอิง

อ.ดร.รัชนีกร ลาภวณิชชา .ประกอบการสอนการบรรยาย วิชา น.396 สิทธิมนุษยชน ครั้งที่ 7 วันที่ 22 เมษายน 2557 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์