สิทธิมนุษยชนด้านสาธารณสุข(สิทธิในการมีสุขภาพดี) หมายถึง การที่บุคคลมีสิทธิในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพอย่างเท่าเทียมกันโดยที่ผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

การมี "สุขภาพดี" เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ (Mervyn Susser, 1993) และเป็นจุดมุ่งหมายทางสังคมที่ยอมรับกันทั่วโลก มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะมีความแตกต่างกันทาง เชื้อชาติ ศาสนา ฐานะเศรษฐกิจและสังคม หรือความเชื่อถือทางการเมือง ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครอง ให้มี "สุขภาพดี" อันหมายถึง การมีสภาวะความสมบูรณ์แข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งมิใช่เพียงแต่ปราศจากโรคหรือไม่มีความพิการเท่านั้น แต่หมายถึง การมีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างดีด้วย (สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน, 2527)[1]

[2] ดังนั้น รัฐจึงต้องจัดบริการด้านการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานแก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีในระดับสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นสิทธิที่จะได้รับ บริการด้านการสุขภาพ ก็คือสิทธิของปัจเจกบุคคลที่มีโอกาสเท่าเทียมกันในการที่จะได้รับบริการเพื่อสุขภาพโดยไม่คำนึงว่าบุคคลนั้นมีความสามารถจะรับภาระค่าบริการเหล่านั้นได้หรือไม่ก็ตาม

กฎหมายที่บัญญัติรับรองสิทธิในการมีสุขภาพดีมีดังต่อไปนี้[3]

1.1) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550

ในหมวดที่ 3 สิทธิเสรีภาพและหน้าที่ของชนชาวไทย มาตรา 51

"บุคคลย่อม มีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสม และได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ

บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างเหมาะสม โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์

1.2) พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจของรัฐธรรมนูญฯ 2550 มาตรา 51

มาตรา 5 บุคคลมีสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ

บุคคลมีหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการให้เกิดสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมตามวรรคหนึ่ง

1.3) พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545

มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้

“บริการสาธารณสุข” หมาย ความว่า บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งให้โดยตรงแก่บุคคลเพื่อการสร้างเสริม สุขภาพ การป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต ทั้งนี้ ให้รวมถึงการบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ”

มาตรา 5 บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนดโดยพระราชบัญญัตินี้

สนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม

2.1) ปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR)

มาตรา 25 (1) Everyone has the right to a standard of living adequate for the health and well-being of himself and of his family, including food, clothing, housing and medical care and necessary social services, and the right to security in the event of unemployment, sickness, disability, widowhood, old age or other lack of livelihood in circumstances beyond his control.

2.2) กติการะหว่างประเทศว่าด้าวสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม(ICESCR)

Article 12 of the Covenant recognises the right of everyone to "the enjoyment of the highest attainable standard of physical and mental health." "Health" is understood not just as a right to be healthy, but as a right to control ones own health and body (including reproduction), and be free from interference such as torture or medical experimentation.States must protect this right by ensuring that everyone within their jurisdiction has access to the underlying determinants of health, such as clean water, sanitation, food, nutrition and housing, and through a comprehensive system of healthcare, which is available to everyone without discrimination, and economically accessible to all.

มาตรา 12 รับรองสิทธิของทุกคนที่จะมี "สุขภาพกายและสุขภาพจิตตามมาตรฐานสูงสุดเท่าที่เป็นได้" คำ ว่า "สุขภาพ" เป็นที่เข้าใจว่ามิใช่เพียงสิทธิในการมีสุขภาพดีเท่านั้น แต่ยังเป็นสิทธิที่จะควบคุมสุขภาพและร่างกาย (รวมทั้งการสืบพันธุ์) ของตนเอง และเป็นอิสระจากการแทรกแซง เช่น การทรมานหรือการทดลองทางการแพทย์ รัฐ ต้องคุ้มครองสิทธินี้โดยทำให้แน่ใจว่าทุกคนในเขตอำนาจของตนเข้าถึงปัจจัย สุขภาพที่จำเป็น เช่น น้ำสะอาด สุขอนามัย อาหาร สารอาหารและที่อยู่อาศัย และผ่านระบบสาธารณสุขอย่างครอบคลุม ซึ่งทุกคนเข้าถึงได้โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ และทุกคนเข้าถึงได้อย่างประหยัด

ตัวอย่างกรณีศึกษา[4]คือ กรณีของน้องผักกาด อายุราว8ปี ซึ่งเกิดที่โรงพยาบาลแม่สอด โดยไม่มีการแจ้งเกิด มีบุพการีเป็นคนมาจากเมียร์มาร์ ซึ่งยังไม่ได้รับรองสภานะบุคคลในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลยบนโลก จึงประสบปัญหาความไร้ทั้งรัฐและไร้สัญชาติ ตลอดจนถูกถือเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายทุกรัฐบนโลก

ซึ่งน้องผักกาดพิการแต่กำเนิด พูดไม่ได้ เดินไม่ได้ อาการป่วยหยักมาจากที่ศีรษะบวมใหญ่ ด้วยอาการป่วยดังกล่าวบุพการีจึงทอดทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลพบพระตั้งแต่เกิด

อีกทั้งน้องผักกาดไร้ซึ่งสิทธิในหลักประกันสุขภาพในกองทุนเพื่อบุคคลที่มีปัญหาสถานะบุคคลทั้งๆที่น้องผักกาดมีปัญหาสถานะบุคคลจึงถือเป็นการละเมิดสิทธิในการมีสุขภาพดีของน้องผักกาด


[1] สุขบัญญิติแห่งชาติ โดย Webmaster [email protected]

สืบค้นทาง http://www.nmt.ac.th/product/web/1/

[2] สิทธิมนุษยชน บทที่ 3 แผนปฏิบัติการสิทธิมนุษยชนเฉพาะด้าน

สืบค้นทาง http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-4/human_rights/07.html

[3] สิทธิในสุขภาพอนามัย...ปัญหาในสังคมไทย โดยพิจารณาจากกฎหมายภายในและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ โดย Ms. Thanunchanok Yodsanit

สืบค้นทาง http://www.l3nr.org/posts/535373

[4] เอกสารประกอบการสอน กรณีศึกษาเด็กและเยาวชนที่ประสบปัญหาความด้อยโอกาสทางสุขภาพเพราะพิการและป่วยหนัก โดย รศ.ดรพันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร วันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557