จากการที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาเรื่องมนุษย์ข้ามชาติและปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องมาเเล้วในบทความก่อนหน้า สิ่งที่เป็นผลพวงตามมาจากการที่บุคคลเดินทางข้ามรัฐข้ามประเทศมายังอีกรัฐหรือประเทศหนึ่ง เมื่อกลุ่มบุคคลดังกล่าวมาอาศัยอยู่ในอีกรัฐหนึ่งเเล้วนั้นจึงทำให้เกิดเป็น "ครอบครัวข้ามชาติ" เกิดขึ้นตามมา ซึ่งครอบครัวข้ามชาตินั้น หมายถึง ครอบครัวที่มีสมาชิกคนใดคนหนึ่งเป็นบุคคลข้ามชาติเข้ามา แม้จะมีการสร้างครอบครัวหรือมีบุตรในภายหลังข้ามชาติมาเเล้ว ครอบครัวนั้นก็ยังถือเป็นครอบครัวข้ามชาติเช่นกัน
และเมื่อพิจารณาไปถึงปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีของครอบครัวข้ามชาตินี้ คงจะหนีไม่พ้นปัญหาเรื่องของการไร้สัญชาติอีกเช่นเคย ทั้งนี้หากปัญหาไร้สัญชาติรุนเเรงถึงขั้นไม่มีประเทศใดในโลกยอมให้มีสิทธิอาศัยในประเทศตนได้ ปัญหานั้นก็จะทวีความรุนเเรงกลายเป็นปัญหาการไร้รัฐได้ดังที่เคยกล่าวรายละเอียดมาเเล้วในบันทึกเรื่องมนุษย์ข้ามชาติ [1]
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/home/blog_data/399/39...
กรณีที่เป็นตัวอย่างของการศึกษาเรื่องครอบครัวข้ามชาตินี้ คือ กรณีของครอบครัวเจดีย์ทอง
เรื่องราวของครอบครัวเจดีย์ทองมีจุดเริ่มต้นจากการที่นายอาทิตย์ เจดีย์ทอง ซึ่งเป็นแรงงานสัญชาติไทยและนางสาวแพทริเซีย ซึ่งเป็นแรงงานสัญชาติมาเลเซีย เดินทางไปทำงานที่ประเทศไต้หวันและได้พบรักกันขณะไปทำงาน ต่อมานายอาทิตย์ได้เดินทางกลับมายังประเทศไทยก่อน ระหว่างทางกลับมาเลเซียนางสาวแพทริเซียได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยเพื่อมาเยี่ยมนายอาทิตย์และตัดสินใจอยู่กินกันฉันสามีภรรยากับนายอาทิตย์ที่ บ้านห้วยส้าน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จนมีบุตรด้วยกัน 3 คน แต่ละคนเกิดในประเทศไทย มีสัญชาติไทย และมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักตามปกติ ซึ่งการตรวจลงตราในหนังสือเดินทางของนาวสาวเเพทริเซียนั้นมีกำหนดเวลาไว้ชัดเจนเเละนางสาวแพทริเซียก็อยู่ในประเทศไทยเลยกำหนดเวลาดังกล่าวเเล้ว
ต่อมานางสาวเเพทริเซียต้องการอยู่ในประเทศไทยอย่าถาวรจึงไปแสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นคนไร้รัฐ เพื่อให้รัฐบันทึกตนเป็นบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนโดยใช้ชื่อ อัญชลีเจดีย์ทอง จากการกระทำดังกล่าวทำให้นางสาวเเพทริเซียเป็นผู้มี 2 สถานะ คือ เป็นคนสัญชาติมาเลเซีย และเป็นบุคคลไร้รัฐด้วย [2]
ดังนั้นกรณีของนางสาวแพทริเซียในประเทศไทยจึงถือเป็นบุคคลไร้สัญชาติ ซึ่งจะไม่ได้รับสิทธิต่างๆเท่าที่ควรทำให้สามารถเกิดเป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนขึ้นได้ โดยหากเปรียบเทียบกับอีกกรณีที่สามารถทำได้หากต้องการจะอยู่ในประเทศไทยอย่างถาวร คือ การของวีซ่าคู่สมรส หรือ Spouse Visa และจดทะเบียนสมรส โดยหากทำเช่นว่านี้ผลคือครอบครัวเจดีย์ทองจะเป็นครอบครัวข้ามชาติตามกฎหมาย นางสาวแพทริเซียยังคงมีสัญชาติมาเลเซียและจะได้รับสิทธิต่างๆมากกว่าการเป็นบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนดังที่เป็นอยู่ อีกทั้งบุตรทั้ง 3 นอกจากจะมีสัญชาติไทยตามหลักดินแดนหรือตามสัญชาติของบิดาเเล้ว ยังมีสัญชาติมาเลเซียตามมารดาได้อีกด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการมีสิทธิบางประการตามกฎหมายของประเทศมาเลเซีย
จากที่ได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่าการมีครอบครัวเป็นครอบครัวข้ามชาตินั้น สามารถมีได้หลายกรณีและในแต่ละกรณีก่อให้เกิดสิทธิประโยชน์แตกต่างกัน ซึ่งบางกรณีจากความไม่รู้หรือทำอย่างไม่ถูกต้องอาจทำให้คนในครอบครัวนั้นต้องเสียสิทธิที่ควรจะได้รับบางประการดังที่ได้ศึกษาจากครอบครัวเจดีย์ทอง
นางสาวชนากานต์ เฉยทุม
เขียนเมื่อ : วันที่ 28 เมษายน 2557
อ้างอิง
[1] รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร. 2547. ความเป็นคนไร้รัฐและคนไร้สัญชาติในประเทศไทย: คืออะไร ? และควรจัดการอย่างไร ?. แหล่งที่มา :http://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t... 28 เมษายน 2557
[2] เอกสารประกอบการศึกษาวิชากฎหมายสิทธิมนุษยชน, รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร, 25 เมษายน 2557
