คนข้ามชาติ[1]คือ ผู้ดำรงชีวิตในถิ่นฐานที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตนเองหรือ [2]บุคคลที่มีการกระทำในลักษณะที่ข้ามชาติ คือมีถิ่นที่อยู่หรือเคยอยู่อาศัยในประเทศหนึ่งอยู่ แต่ได้มีการข้ามหรือเคลื่อนย้ายมายังอีกประเทศหนึ่ง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม บุคคลเหล่านี้ได้แก่ นักท่องเที่ยว แรงงานข้ามชาติ นักลงทุนข้ามชาติ นักศึกษาและผู้หนีภัยความตายเป็นต้นและต่อมาคนข้ามชาติดังกล่าวได้ก่อตั้งครอบครัว ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชน ก็อาจก่อปัญหาทางด้านสัญชาติของบุตรที่เกิดมาจาก บิดาหรือมารดาที่เป็นคนข้ามชาติและไม่ได้มีสัญชาติเดียวกับถิ่นที่ดำรงชีวิตอยู่ หรือโดยฉพาะหากบิดามารดาซึ่งเป็นคนข้ามชาติไม่มีรัฐใดรับรองสัญชาติเลย
โลกในปัจจุบันคือยุคสมัยแห่งการเคลื่อนย้ายข้ามชาติขนานใหญ่สถานการณ์นี้ทำาให้ประเทศต่างๆแทบทุกแห่งในโลกถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องในทางใดทางหนึ่งกับคลื่นแห่งการเคลื่อนย้ายของผู้คน โดยประเทศต่างๆมี“ท่าที”หรือนโยบายต่อเรื่องการย้ายถิ่นข้ามชาติแตกต่างกัน ถึงแม้จะมีนโยบายต่างๆแต่ก็ยังคงประสบกับปัญหาคนข้ามชาติจำนวนมาก รวมถึงประเทศไทยที่มีปัญหาค่อนข้างมาก ทั้งปัญหาการละเมิดสิทธิของคนข้ามชาติ ปัญหาบกพร่องของการดำเนินการกับคนข้ามชาติในระบบราชการไทย ส่งผลให้บุคคลเหล่านั้นกลายเป็นบุคคลไร้สัญชาติ [3]
อาทิกรณีศึกษาของ[4]นางเทิด กวาถิ หรือ “ย่าเทิด” นางเทิดเกิดที่จังหวัดกองบินห์ ประเทศเวียดนาม เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑ จากนายท าและนางเยินซึ่งเป็นเชื้อสายเวียดนามและเกิดในประเทศเวียดนาม ต่อมาย่าเทิดได้ติดตามบุพการีเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ ด้วยมีความไม่สงบในประเทศเวียดนาม แม้จะเป็นการเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่ได้รับการอนุญาตตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง แต่รัฐบาลไทยก็มิได้ผลักดันครอบครัวของย่าเทิดออกไปจากประเทศไทย ขอให้ตระหนักว่า ย่าเทิดและครอบครัวมีสถานะเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติในช่วงเวลาที่เดินทางออกจากประเทศเวียดนาม ทั้งนี้ เพราะพวกเขาทั้งหมดตกหล่นจากทะเบียนราษฎรของประเทศ ในราว พ.ศ.๒๕๑๓ รัฐบาลไทยมีนโยบายในการจัดทำทะเบียนประวัติตามกฎหมายไทยว่า ด้วยการทะเบียนราษฎรให้แก่คนญวนอพยพในสถานการณ์ดังย่าเทิด ย่าเทิดจึงได้รับการบันทึกในทะเบียนประวัติญวนอพยพและได้รับการออกบัตรประจำตัวตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรที่มีชื่อว่า “บัตรประจำตัวญวนอพยพ” ต่อมาในราว พ.ศ. ๒๕๓๒ คณะรัฐมนตรีมีมติรับรองสิทธิอาศัยชั่วคราวตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมืองแก่คนญวนอพยพ อันทำให้ย่าเทิดได้รับการบันทึกในทะเบียนบ้านคนอยู่ชั่วคราว (ท.ร.๑๓) ตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอนุมัติให้สิทธิเข้าเมืองและสิทธิอาศัยถาวรตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมืองแก่ย่าเทิดเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๓ กองตำรวจตรวจคนเข้าเมืองนครพนมออกใบถิ่นที่อยู่ให้แก่ย่าเทิดเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๓ ส่วน สภอ. เมืองสกลนครบันทึกย่าเทิดในทะเบียนคนต่างด้าว โดยระบุว่า ย่าเทิดได้รับอนุญาตให้อาศัยให้เป็น “คนเข้าเมืองไร้สัญชาติ” และไม่เกี่ยวกับโควต้าเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๑ สถานกงสุลใหญ่เวียดนามประจ าจังหวัดขอนแก่น ประเทศไทย ออกหนังสือเดินทางให้แก่ย่าเทิด และเอกสารนี้ระบุว่า ย่าเทิดมีสถานะเป็นคนสัญชาติเวียดนาม
กรณีศึกษาย่าเทิดแห่งจังหวัดสกลนคร นายทะเบียนคนต่างด้าวสถานีตำรวจ สภ.เมืองสกลนคร บันทึกว่า ย่าเทิดเปลี่ยนแปลงสถานะทางสัญชาติจาก "ไร้สัญชาติ" เป็น "สัญชาติเวียดนาม" ทั้งนี้ เพราะกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามได้ออกหนังสือเดินทางเพื่อรับรองสถานะคนสัญชาติเวียดนามให้แก่ย่าเทิด ในปัจจุบัน ย่าเทิดอาศัยอยู่ที่ตำบลธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร และมีชื่อในทะเบียนบ้านคนอยู่ถาวร (ท.ร.๑๔) ตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ณ ต าบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร โดยระบุว่า ย่าเทิด มีเลขประจำตัว ๑๓ หลักตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ขึ้นต้นด้วยเลข ๘ และมีสัญชาติเวียดนาม ในปัจจุบัน บุตรหลานของย่าเทิดได้รับการรับรองสถานะเป็นคนสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎรของรัฐไทยหมดแล้ว มีแต่ย่าเทิดและปู่เดสามีที่ยังมีสถานะเป็นคนต่างด้าวในประเทศไทย
[1] “เด็กข้ามชาติ” มนุษย์ข้ามชาติที่มาจากหลากหลายสาเหตุ” (ออนไลน์).http://www.l3nr.org/posts/535656(สืบค้นวันที่28เมษายน2557)
[2]-[3]พฤกษ์ เถาถวิล. นโยบายการจัดการแรงงานข้ามชาติ ของไทย.(ออนไลน์). แหล่งที่มา :http://www.tci-thaijo.org/index.php/mekongjournal/article/viewFile/6802/5876. 25 เมษายน 2557.
[4] รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร“กรณีศึกษาย่าเทิดแห่งจังหวัดสกลนคร : จากคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่เกิดในประเทศเวียดนาม สู่คนสัญชาติเวียดนามที่มีสิทธิอาศัยถาวรตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง” ( ออนไลน์ แหล่งที่มา : https://docs.google.com/file/d/0BzawtIMOMfMTYnhZemszZ01lS2M/edit?pli=1) (สืบค้นวันที่28เมษายน2557)