การเลี้ยงลูกสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องหมั่นอบรมและพูดคุยกันบ้าง บางเรื่องราวต้องปล่อยและเปิดโอกาสให้เขาคิดเอง แก้ปัญหาเอง ถ้าเขาตระหนักและรักดี เราก็โชคดีไป ท้ายที่สุดก็คิดว่าลูกมีการศึกษาแล้ว ยังไงก็คงไม่ทำตัวให้ตกต่ำแน่นอน

วันนี้สบายใจไม่ต้องรดน้ำต้นไม้ที่โรงเรียน เพราะเมื่อคืนฝนตก แต่ต้องเหนื่อยกับการเก็บกวาดดอกและฝักคูณที่ร่วงหล่นจากต้นเพราะแรงลมกรรโชก แม้ไม่มากมายนักก็เหนื่อยเหมือนกัน กวาดตอนสายๆอากาศเริ่มร้อนแล้ว ทำไงได้ล่ะ ไม่มีภารโรงและไม่อยากเห็นโรงเรียนสกปรก พอมีแรงทำได้ก็ทำไป

ทำสถิติดีพอใช้ ปิดภาคเรียนราว ๒๐ วันแล้ว ไปโรงเรียน ๑๘ วัน ที่ไม่ได้ไป ๒ วันล้วนจำเป็นทั้งสิ้น ต้องพาคนที่บ้านไปตรวจสุขภาพประจำ ๔ เดือนและทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พ่อที่ล่วงลับไปเมื่อ ๔ ปีก่อน ก็ถือว่าได้ทำหน้าที่ที่สำคัญไปแล้ว

ใกล้ๆเที่ยง มีโทรศัพท์เข้ามาจากเขตพื้นที่การศึกษา บอกว่าพรุ่งนี้ ๑๘ เมษายน ให้ไปประชุมลับ..ก็รู้ทันทีว่า ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการออกข้อสอบ ในการสอบคัดเลือกข้าราชการครูตำแหน่งครูผู้ช่วย ประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ที่จะสอบกันวันที่ ๑๙ - ๒๐ เมษายน พร้อมกันทุกเขต

ทำให้คิดถึงลูกชายคนโตขึ้นมาทันที เมื่อ ๓ วันก่อน เขาขออนุญาตไปอยู่หอพัก ที่ยังเหลือสัญญาให้อยู่ต่อได้อีก ๑ เดือน เพื่อดูหนังสือสอบแข่งขันเป็นครูผู้ช่วย วิชาเอกดนตรี ที่จังหวัดอุทัยธานี เขตการศึกษาที่ ๒

จากนั้นวันที่ ๑๘ เมษายน ลูกชายบอกว่าจะไปพักค้างกับครู ที่เป็นรุ่นพี่ที่มีบ้านอยู่ใกล้สนามสอบ สังเกตดูลูกชายมีความมุ่งมั่น รู้จักแบ่งเวลาดูหนังสือ และเข้าใจเลือกซื้อหนังสืออ่านเพื่อเตรียมตัวสอบ มีการไปติวกับผู้เขี่ยวชาญ ไปติวกับกลุ่มเพื่อน มีการแลกเปลี่ยนหนังสือกันดูพอสมควร

ด้วยวัย ๒๒ ปี มีความรับผิดชอบดีเช่นนี้ ผมจึงรู้สึกสบายใจ นึกย้อนไปเมื่อเขาจบ ป.๖ ผมถามว่าอยากเรียนอะไร พ่อให้โอกาสเลือก ลูกชายเลือกเรียนดนตรีที่เขาชอบ ผมจึงส่งไปเรียนในสถาบันที่เปิดสอนเฉพาะ เมื่อจบ ม.๖ เขาค้นพบว่าถนัดเครื่องเป่า(ปี่ใน) จึงเลือกเป็นวิชาเอก ในระดับปริญญาตรี และตอนนี้เขาก็อยากเรียนต่อปริญญาโท และสอบผ่านข้อเขียนแล้ว

เวลาการเลี้ยงดูลูก เหมือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว..มานึกดูว่าได้อบรมอะไรไปบ้าง ไม่มากนัก หลักๆก็คือ ให้รู้จักแบ่งเวลา และรู้จักการใช้เงินให้พอเหมาะพอดี ไม่ควรฟุ่มเฟือย เพราะพ่อกับแม่ก็ไม่ได้มีสมบัติอะไรมากมาย ที่สำคัญเรียนแล้ว ต้องรู้ว่าจะเดินไปทางไหน ทำงานอะไร ไม่ควรทิ้งตำรา ต้องหมั่นอ่านหมั่นเขียน จะได้มีความพร้อมอยู่เสมอ

การเลี้ยงลูกสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องหมั่นอบรมและพูดคุยกันบ้าง บางเรื่องราวต้องปล่อยและเปิดโอกาสให้เขาคิดเอง แก้ปัญหาเอง ถ้าเขาตระหนักและรักดี เราก็โชคดีไป ท้ายที่สุดก็คิดว่าลูกมีการศึกษาแล้ว ยังไงก็คงไม่ทำตัวให้ตกต่ำแน่นอน

ที่คิดไว้แต่ยังไม่อยากคุยกับเขา ต้องการเห็นเขามีสมาธิดูหนังสือสอบ คืออยากเห็นลูกเรียนต่อ ป.โท แบบต่อเนื่องไปเลย และเมื่อจบแล้ว ก็นำวุฒิการศึกษาไปสอบเป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา ที่เปิดสอนด้านดนตรี

ผมเพียงคิดว่า..นับวันครูที่สอนวิชาปี่ใน..ให้เยาวชนของชาติ ให้สามารถบรรเลงดนตรีไทยในวงปี่พาทย์นับวันจะน้อยลงทุกที ณ เวลานี้ ลูกชายก็เป็นหนึ่งในนั้น น่าจะช่วยสร้างสรรค์และอนุรักษ์วิชานี้ไว้ให้สืบทอดต่อไป...

แต่ช่างเถอะ...พ่อที่ดี..ต้องไม่คิดแทนลูกไปทุกเรื่อง เพราะเขาควรจะคิดได้เอง เพราะเขาถูกบ่มเพาะประสบการณ์มากว่า ๑๐ ปี จนถึงวันนี้..ก็คงไม่ธรรมดาแล้วล่ะ

 

                                                                ชยันต์ เพชรศรีจันทร์ 

                                                                ๑๗ เมษายน ๒๕๕๗