หมู่นี้ผมไปหาดใหญ่บ่อยขึ้น คราวที่แล้วได้บันทึกเรื่องเดินระลึกชาติเมื่อวันที่ ๒๓ ธ.ค. ๕๖ ที่นี่ เช้าวันที่ ๑๐ มี.ค. ๕๗ ผมเดินออกจากโรงแรมเซนทารา คราวนี้ตั้งใจไปชมตลาดเช้าข้างตลาดกิมหยง ซึ่งเป็นตลาดที่เขาปิดถนนขายอาหารสด ในช่วงเช้า จนถึง ๙.๐๐ น. เมื่อเข้าไปก็ระลึกได้ว่า ช่วงระหว่างปี ๒๕๑๗ - ๒๕๓๘ ที่ผมอยู่ที่หาดใหญ่ ผมไม่เคยไปเดินที่ตลาดนี้ยามเช้ามืดเลย คราวนี้เพิ่งจะได้เป็นพญาน้อยชมตลาด
สภาพของตลาด บอกเราว่าบ้านเมืองของเรามีความอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ผ่านร้านขายปลา เห็นปลากระพงตัวโต ซึ่งดูก็รู้ว่าเป็นปลาที่จับมาจากทะเล ไม่ใช่ปลาเลี้ยง ก็รำลึกถึงสมัยโน้น กว่า ๒๕ ปีมาแล้ว ผมอยู่ที่หาดใหญ่ ลูกสาวขึ้นมาเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มาอาศัยอยู่ที่บ้านป้าจิตร ลุงนวย เวลาผมขึ้นมาประชุมที่กรุงเทพ ก็จะไปอาศัยพักค้างคืนที่บ้านนั้น แถมยังได้ยืมรถใช้ด้วย ผมบอกตัวเองว่า ผมมีดวงนารีอุปถัมภ์ ลูกๆ นินทากันว่า ป้าจิตรเอาใจพ่อมากกว่าลุงนวย
เวลาขึ้นมากรุงเทพ ผมจะไปซื้อปลากะพงตัวโต น้ำหนัก ๓ - ๔ กก. ที่ร้านในตลาดกิมหยง เมื่อตกลงซื้อ (ตอนนั้นราคารางๆ กิโลละ ๑๒๐ บาท) แล้วแม่ค้าจะขอดเกล็ด ควักไส้ทิ้ง เก็บไว้เฉพาะส่วนพุง ตับ และเครื่องในส่วนที่กินได้ แล้วสับเป็นท่อน ๓ ท่อน ผมจะเอามาบ้านใน มอ. หาดใหญ่ เอามาแช่ในช่องแช่แข็ง รุ่งขึ้นเมื่อจะเดินทางก็เอาห่อกระดาษ หนังสือพิมพ์และบรรจุกล่องกระดาษ ขึ้นเครื่องบินไปฝากบ้านป้าจิตร ไปถึงบ้านป้าจิตรปลายังแข็งอยู่ รุ่งขึ้นผมก็จะได้กิน แกงปลากระพงอร่อยฝีมือป้าจิตร
ป้าจิตรเสียชีวิตไปเกือบสิบปีแล้ว แต่ฝีมือแกงปลากระพงของป้าจิตรยังอยู่ที่ “พี่แป๋ม” แม่บ้านที่ยังอยู่กับลูกสาว เวลาลูกสาวไปทำสวนที่ที่ดินที่ลาดพร้าว พี่แป๋มจะไปซื้อหัวปลากระพงที่ตลาดแถวนั้น เอามาแกง ผมจึงยังได้กินแกงหัวปลา กระพงสุดอร่อย ฝีมือป้าจิตร
กลับมาที่ตลาดเช้าข้างตลาดกิมหยง ผมได้สังเกตเห็นชีวิตผู้คนยามเช้า ที่ไปที่ไหนๆ ก็เห็นคือคนตักบาตรพระ และได้เห็นความไม่สำรวมของพระในทุกที่ ที่บิณฑบาตเกินพอ มีการถ่ายอาหารออกจากบาตรใส่ถงปูน โดยมีศิษย์วัดสูงอายุ เป็นพนักงานขน ความรู้สึกขัดเขินใจเรื่องความไม่ระมัดระวังในสมณะสารูป ที่จะต้องไม่โลภ ไม่สะสม ของผมอาจเป็นบาปก็ได้ พระท่านอาจต้องบิณฑบาตให้ได้อาหารมากที่สุด เพื่อเอาไปเลี้ยงคนยาก ก็ได้
ผมได้เห็นสินค้าที่หลากหลาย สะดุดตาที่ขนมพื้นเมืองหลายชนิด รวมทั้งของโปรดของผม คือข้าวต้มใบพ้อ กับข้าวต้มมัด ขนมจ้าง บ๊ะจ่าง ข้าวต้มน้ำวุ้น และอื่นๆ อีกมาก
กลางตลาดมี นศ. คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ๕ คน มาเปิดกล่องร้องรับบริจาคไปทำ กิจกรรมค่ายพัฒนาที่อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง ผมเดินเข้าไปกระซิบว่าเสียดาย ไม่ได้พกเงินมา แต่ตอนบ่าย หลังประชุมสภา วิทยาเขตหาดใหญ่เสร็จ ผมได้ฝากเงิน ๕๐๐ บาท ไปกับท่านคณบดีคณะทรัพยากรธรรมชาติ ไปบริจาคให้แก่ นศ. กลุ่มนี้ เป็นการให้กำลังใจ ต่อการฝึกทำความดี ทำประโยชน์ให้แก่สังคม
ผมเดินผ่านตลาดออกไปสู่ถนนใหญ่ เลี้ยวขวาไปทางสี่แยกวงเวียน ตรงที่มีโรงแรม เพรสิเด้นท์อันเก่าแก่ ตั้งอยู่ แล้วข้ามถนน เดินย้อนกลับมาทางตลาดเทศบาล มารำลึกชาติถึงตาแป๊ะขายนก และขายไข่มดแดงสำหรับเลี้ยงนก ที่ผมเป็นลูกค้าประจำอยู่ราวๆ ๑๐ ปี ตอนนี้ตาแป๊ะคงไปสวรรค์แล้ว และผมหวังว่า บาปจากการเบียดเบียนชีวิตนก คงจะไม่ทำให้แกตกนรก ที่จริงผมก็ทำบาป เลี้ยงนกตายไปหลายตัว กว่าจะรู้ว่า นกหลายชนิดต้องกินทั้งผลไม้และแมลง จึงจะมีชีวิตรอดและสมบูรณ์ หากให้กินผลไม้ (เช่นกล้วย) อย่างเดียว จะค่อยๆ เฉา แล้วตายในที่สุด
ที่ตลาดเทศบาลนี้ ผมรำลึกความหลังเรื่องการขับรถพาสาวน้อยมาซื้อผลไม้ที่เจ้าประจำ และไปซื้ออาหารสดที่ตลาด ด้านหลัง เราไม่เคยนึกเลยว่า เราจะต้องกลับมาใช้ชีวิตในเมืองกรุงอีก ผมกะว่า ไปหาดใหญ่คราวหน้าจะเดินไปเยี่ยมบริเวณ ข้างสะพานลอยข้ามทางรถไฟ ที่ผมเคยไปซื้อหนังสือที่ร้านหาดใหญ่บรรณาคารเป็นประจำ ไม่ทราบว่าเวลานี้เปลี่ยนไปอย่างไร เพราะสมัยนั้นก็เป็นอาคารไม้ที่เก่าเต็มที
๑๑ มี.ค. ๕๗
|
ขายอาหารใส้บาตรเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง พระบิณฑบาตพร้อมลูกศิษย์แก่คอยถ่ายลงกระสอบ
|
|
นักศึกษามาตั้งแถวรับบริจาคเงินไปทำกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนา
|
|
ถ่ายจากด้านท้ายตลาด
|
|
ย่านขายปลาสด
|
|
ย่านดอกไม้พวงมาลัย
|
|
ขนมพื้นเมือง
|
|
ถ่ายจากอีกฟากหนึ่งของสี่แยก ไปยังตลาด
|
|
เดินออกทางท้ายตลาด ออกสู่ถนนเพชรเกษมในเมือง
|
|
วงเวียนถนนเพชรเกษม โรงเรียนดนตรีสยามกลการนี้ลูกผม ๓ คน เคยเป็นนักเรียน
|
|
ตลาดเทศบาลตรงหอนาฬิกาเปลี่ยนโฉมไปโดยสิ้นเชิง
ถึงหัวมุมถนนตรงนี้ คิดถึงตาแป๊ะขายนก
|
ดูเหมือนร้านหาดใหญ่บรรณาคารจะถูกทุบไปแล้วครับ ประมาณสัปดาห์ที่แล้วผมขับรถผ่านไปเห็นตรงนั้นยังเป็นที่ว่างอยู่คงรอก่อสร้างอาคารใหม่อยู่ครับ
หาดใหญ่เปลี่ยนไปมากเลยครับ
ไปครั้งหลังแล้วงง งงครับ
หวังว่าน้ำคงไม่ท่วมบ่อยๆ..หาดใหญ่