เมื่อลองค้นดูบทบาทนักกิจกรรมบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งผ่าน Google ก็น่าสนใจข้อมูลที่มีประโยชน์และดีใจแทนผู้ป่วยมะเร็งในประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีนักกิจกรรมบำบัดเชี่ยวชาญหลายด้าน เช่น ในประเทศอังกฤษมีเนื้อหาทีี่ดีมากๆ คือ:-

นักกิจกรรมบำบัดมีบทบาท “ประเมินความต้องการในภาวะที่ชีวิตของผู้รับบริการเกิดการเปลี่ยนแปลงทันทีที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็ง”

นักกิจกรรมบำบัดมีโปรแกรมที่สำคัญ 3 รูปแบบ ได้แก่

โปรแกรมการจัดการรูปแบบชีวิต (Lifestyle Management) คือ โปรแกรมที่นักกิจกรรมบำบัดออกแบบเพื่อการจัดสมดุลชีวิตระหว่างผู้รับบริการที่เป็นมะเร็งกับที่เป็นผู้ดูแลด้วยการจัดลำดับความสำคัญทางทางสังคมและจิตวิญญาณ เช่น กิจกรรมอะไรที่มีความสำคัญในชีวิต, กิจกรรมอะไรที่มีความหมายในชีวิตฯลฯ

โปรแกรมการจัดการความล้า (Fatigue Management) คือ โปรแกรมที่นักกิจกรรมบำบัดออกแบบเพื่อการรับรู้ผลกระทบของความล้าต่อความสามารถในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต แล้วเรียนรู้ที่จะจัดการความล้าและเพิ่มความสามารถพึ่งพิงตนเองด้วยกระบวนการสงวนพลังงาน  การจัดลำดับความสำคัญ-ความพึงพอใจ-ความเหมาะสมของการใช้เวลา และการดัดแปรสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ-ทัศนคติ-วัฒนธรรม

โปรแกรมการจัดการความภาคภูมิใจ (Self-esteem Management) คือ โปรแกรมที่นักกิจกรรมบำบัดออกแบบเพื่อการตระหนักรู้ความรู้สึกภายในที่ส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการมีส่วนร่วมทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตที่มีเป้าหมายและมีความหมายในชีวิต โดยรับรู้ว่าใครและอะไรที่มีความสำคัญ พร้อมขอบคุณตนเองในการแสดงคุณค่าแห่งตนและแสดงบทบาทที่ประสบความสำเร็จต่อการเปลี่ยนแปลงตนเองในปัจจุบัน-อดีต-อนาคต

และดร.ป๊อปก็ได้มีโอกาสไปเยี่ยมคุณแม่ของเพื่อนรุ่นพี่ (นามสมมติ อ.) ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งปอดระยะ 4 จึงได้ใช้หลักการทางกิจกรรมบำบัดจิตสังคม (ประเมินภาวะการรับรู้ทางจิตที่วิตกกังวลในสุขภาพของคุณ อ. เช่น ไม่เหนื่อยแต่เมื่อวัดความดันโลหิตมีแนวโน้มสูง และเน้น Self-Management ในการจัดการความล้าและสังเคราะห์วิเคราะห์กิจกรรมการปลูกต้นไม้กับกิจกรรมการทำอาหารใน 3 อาทิตย์) ทางสรีรการออกกำลังกาย (ประเมินความดันโลหิตก่อนหลังการฝึกหายใจเข้าออกผ่านอุปกรณ์ฝึกเป่าลูกบอล 3 สี) และทาง Neuro-Linguistic Programming หรือ NLP (ในการจัดการความเครียดของเพื่อนรุ่นพี่) โดยให้สั่งสมองจิตนภาพให้เห็นอนาคต "สมาชิกทุกคนในครอบครัวมีสุขภาพดี (ภาพขาวดำจนถึงไม่เห็นภาพ)" และตั้งคำถามเพื่อเชื่อมโยงการแก้ไขปัญหาชีวิตด้วย SCORE Model & Generative Resource Anchoring จนพี่ของผมเข้าใจแล้วว่า ต้องสนใจดูแลสุขภาพของตนเองด้วยการออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร และการนอนหลับ โดย Set Intention & Goals ได้ละเอียดภายใน 45 นาที 

  

แต่น่าสนใจคือ สำหรับคุณ อ. ผมได้วัดความดันโลหิตและอัตราการเต้นหัวใจก่อนทำกิจกรรมการเป่าลูกบอล 3 สี ได้ 116/65 mmHg และ 59 b/m ซึ่งพบว่าคุณ อ.มีความดันโลหิตต่ำ และทานยารักษามะเร็ง IRESSA Gefitinib 250 mg ก่อนอาหารเช้า 1 เม็ด หลังจากทำกิจกรรมการเป่าฯ ไป 5 รอบ (3 ใน 5 ได้ 900 mL - ลูกบอลชมพูกับเหลือง) ได้ 113/65 mmHg และ 58 b/m แสดงว่า ปอดได้ใช้ออกซิเจนเต็มที่ทั้งหายใจเข้าออกทางปาก ทำให้หัวใจผ่อนคลายได้ จากนั้นให้หายใจกางแขนสองข้างแล้วยกเหนือศรีษะพร้อมหายใจเข้า นำแขนลงช้าๆ พร้อมหายใจออก ทำ 3 รอบ ให้เดินทำสมาธิช้าๆ ก้าวขาซ้าย ก้าวขาขวาชิดขาซ้าย ไปเรื่อยๆ รวม 3 เมตร หายใจกางแขนสองข้างแล้วยกเหนือศรีษะพร้อมหายใจเข้า นำแขนลงช้าๆ พร้อมหายใจออก ทำ 3 รอบตามด้วยให้เดินทำสมาธิช้าๆ ก้าวขาขวา ก้าวขาซ้ายชิดขาขวา ไปเรื่อยๆ รวม 3 เมตร และสุดท้ายหายใจกางแขนสองข้างแล้วยกเหนือศรีษะพร้อมหายใจเข้า นำแขนลงช้าๆ พร้อมหายใจออก ทำ 3 รอบ ทำทั้งหมดนี้อีก 5 ชุด และวัดได้ 122/68 mmHg และ 59 b/m จึงแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้ดูแลให้คอยบันทึกน้ำหนักตัวและการวัดข้างต้นนี้ทุกวัน เพื่อให้คุณอ.จดจ่อกับความอ่อนแรงและความเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังได้รับยา โดยมุ่งทำกิจกรรมเพื่อเบี่ยงเบนความวิตกกังวลต่อสุขภาพร่างกาย ซึ่งแพทย์ยังไม่ได้บอกความจริงว่าเป็นมะเร็ง เพราะคุณอ.เป็นคนใจแข็งแต่เครียดและวิตกกังวลง่ายมากๆ ตรงนี้ดร.ป๊อปขอตั้งเป้าหมายให้คุณอ.เพิ่มทักษะการดูแลตนเองผ่านการรับรู้ความฉลาดทางร่างกาย หรือ Physical Intelligence ในช่วง 1 เดือนแรกนี้ ก่อนที่จะผ่านความฉลาดทางอารมณ์ หรือ Emotional Intelligence ในช่วง 1 เดือนถัดไป   

น่าสนใจที่ผมเคยเขียน การจัดการตนเองเมื่อเป็นมะเร็ง ในบันทึกหนึ่งของ GotoKnow ปัจจุบันนี้ได้ถูกเผยแพร่มากมาย เช่น 

  • http://www.ebooks.in.th/occupational-therapy/
  • http://www.siamca.com/knowledge-id233.html
  • http://www.siamca.com/knowledge-id234.html
  • http://leaderswellness.blogspot.com/2014/02/blog-post.html