ต้องยอมรับร่วมกันก่อนว่า มนุษย์ไม่ใช่สัตว์สังคมอย่างแท้จริง หากแต่มนุษย์มีความเป็นปัจเจกมากกว่าความเป็นสัตว์สังคม เหตุผลอย่างหนึ่งคือ การที่คนทั้งหลายมีลักษณะการครุ่นคิดที่แสดงถึงความเป็นตัวตน (อัตลักษณ์) ของแต่ละคน แม้จะอยู่ท่ามกลางบุคคลแวดล้อมจำนวนมากก็ตาม ข้อเขียนทั้งหลาย เพลง ดนตรี นั้นคือผลผลิตของความเป็นปัจเจกมากกว่า อารมณ์ความพึงพอใจและไม่พึงพอใจก็แสดงถึงความเป็นปัจเจกเช่นกัน
เราจะเห็นได้ว่า ความนิยมชมชอบของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันด้วย ดังนั้น เราจึงเลือกเรียนในสาขาที่แตกต่างกันทั้งที่ชอบโดยภาพและเหตุผลเพื่อสร้างความชอบ หลายคนชอบที่จะอ่านงานวิชาการในสายของตนแบบไม่เยิ่นเย้อ ไม่รุ่งรังด้วยภาษาของศิลปิน แต่บางคนก็ชอบที่จะอ่านงานแบบมีอารมณ์ศิลป์ ผมเห็นว่า ยากเหลือเกินที่นักวิทยาศาสตร์จะเขียนงานวิชาการวิทยาศาสตร์ออกมาแบบอารมณ์ศิลป์ เพราะทางชีวิตของวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ศิลป์ เหตุผลที่ผมคิดอย่างหนึ่งคือ วิทยาศาสตร์ตั้งอยู่บนฐานของสสารนิยม อันเป็นคู่ตรงข้าม (ในกรณีที่แยกออกจากกัน) ของจิตนิยม สสารนิยมนั้น เราต้องพิสูจน์ได้ด้วยประสาทสัมผัส จึงกลายเป็นว่า นักวิทยาศาสตร์พยายามยืนยันแนวคิดแบบสสารนิยมมากกว่า อย่างหนึ่งที่น่าพึงพอใจในโลกของการตรวจสอบได้คือ ระบบคิดของนักวิทยาศาสตร์ ที่ถูกคัดกรองด้วยความเชื่อผ่านการพิสูจน์แบบซ้ำ ความคิดของนักวิทยาศาสตร์จึงมีความเป็นระบบระเบียบ ทำให้นักวิชาการสายศิลป์นั้นทึ่งกันทีเดียว จึงกลายมาเป็นว่า "ถ้าใครมีความคิดเป็นระบบ คนนั้นเป็นคนเก่ง" หากพิจารณาให้ดีก็คือ การยืนยันและยอมรับทัศนะแบบสสารนิยมนั่นเอง นักวิชาการสายศิลป์ก็คล้อยตามสายวิทยาศาสตร์ไปด้วย ซึ่งอาจเป็นความผิดพลาดก็ได้ ผมมองว่า ความเป็นระบบนั้น ง่าย คล่อง น่าพิจารณา น่าเชื่อถือ แต่ขาดอารมณ์ ส่วนวิชาการสายศิลป์นั้น เราอาจมองว่าไม่เป็นระบบระเบียบ มีกิ่งโน้น ไปเกาะกิ่งนั้น สิ่งที่เห็นอย่างหนึ่งคิดได้หลายอย่าง อย่างนี้เป็นต้น ที่เรามองว่าไม่เป็นระบบเพราะเรายังไม่เข้าถึงความเป็นระบบของมันต่างหาก ทำให้คิดว่า มีความเป็นไปได้ไหมที่งานวิชาการซึ่งตั้งอยู่บนฐานของวิทยาศาสตร์จะไม่กระด้าง หมายถึง เป็นการผสมผสานการระหว่างสสารนิยมกับจิตนิยม เหมือนกับร่างกายและจิตใจรวมกันเป็นชีวิต
เช้านี้ ผมได้อ่านงานนี้ ทำให้ผมคิดถึงงานที่ผมเคยอ่านและยังอ่านอยู่ คืองานเขียนของสมภาร พรมทา อันเป็นงานวิชาการทางปรัชญาและพระพุทธศาสนา หลายคนที่มาทางพระพุทธศาสนาอาจไม่รู้สึกตื่นเต้นเมื่อโลกพบทฤษฎีใหม่ๆ อย่างทฤษฎีทางฟิสิกซ์ คนเหล่านั้นน่าจะมีความคิดบางอย่างอยู่ แต่หลายคนไม่ได้ชมชอบกับงานแบบนี้ (ลักษณะปัจเจก) แต่ชอบที่จะเป็นแพทย์รักษาคนไข้ เป็นนักธุรกิจคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกตอบโจทย์ความต้องการของคน ฯลฯ เพราะทุกคนไม่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม สำหรับปรัชญา ศาสนา และพระพุทธศาสนานั้น เมื่อศึกษาในเชิงวิชาการ ก็จะไม่แตกต่างจากความพยายามที่จะให้ตั้งอยู่บนฐานของวิทยาศาสตร์คือพิสูจน์ได้ งานของหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุ แม้จะไม่ใช่วิทยาศาสตร์แบบที่โลกระบุและกล่าวถึงงานศาสนาที่เป็นมิติของจิตนิยมเสียมากกว่า แต่ท่านพยายามทำให้เป็นวิทยาศาสตร์บนฐานคิดที่ว่า ตรวจสอบได้ หากแต่ไม่ใช่ประสาทสัมผัสอย่างวิทยาศาสตร์ แต่เป็นสัมผัสที่ ๖ และไม่ใช่มิติสิ่งลี้ลับด้วย งานเขียนของสมภาร พรมทา โดยมากเป็นมิติของเหตุผล หากเราศึกษางานวิชาการทางปรัชญาทำให้เราเครียดอยู่เหมือนกัน และวิชาการทางศาสนาที่แข็งกระด้างสร้างข้อสงสัยให้เราตลอดมา แต่งานของสมภาร พรมทาที่ผมอ่านผ่านตามานั้น มีความอร่อย อย่างไรก็ตาม หัวหน้างานของผมบอกว่า งานของสมภาร พรมทา เยิ่นเย้อ แตกต่างจากผมที่มองว่า อ่านแล้วอร่อย เพราะมีลักษณะนุ่มนอกแน่นใน หรือมีลักษณะของ "วิทยาศาสตร์ศิลป์" ผมเคยตั้งข้อสังเกตว่า ถ้างานวิชาการเขียนออกมาได้อร่อยละก็ เชื่อว่า งานวิชาการจะไม่จำกัดอยู่ในวงแคบเพียงกลุ่มนักวิชาการด้วยกันเท่านั้น
หมายเหตุ งานของสมภาร พรมทา หาอ่านได้ในนี้ ผมคิดว่า เป็นหนังสืออ่านเล่นก็ได้ มีความเป็นวิชาการก็ด้วย ผมเคยวิเคราะห์กับเหล่าเพื่อนๆว่า งานของท่านนั้นมีตรรกะ (ทฤษฎีตรรกะวิทยา) ซ่อนไว้ แตกต่างจากงานบางงานที่มีตรรกะโดดเด่น การมีตรรกะโดดเด่นจะเหมาะกับนักวิชาการแนวหนักแน่น