ฮิคารุ
นพ. วิโรจน์ ตระการวิจิตร

จิตแห่งพระเจ้า Mind of God


จิตแห่งพระเจ้า Mind of God

ผมเป็นชาวพุทธคนหนึ่งที่เชื่อในพระเจ้าครับ เพราะจากการสังเกตชีวิตทั้งของผมเองและผู้อื่น มีเหตุการณ์มากมายที่ไม่สามารถอธิบายด้วยเหตุผลหรือเข้าใจได้ในระดับจิตของมนุษย์ (Mind of Human) ผมเชื่อว่ามันมีจิตที่อยู่สูงกว่าเราซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ และถ้าเราสามารถเข้าถึงได้ ชีวิตเราก็จะดำเนินไปได้อย่างเข้าใจ ราบรื่น และมีความสุข

ผมมีเรื่องเล่าจากลูกสาว ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้มาแบ่งปันกันครับ

วันหนึ่ง ณ ห้องเล็กเชอร์ ที่โรงพยาบาล Royal Children Hospital มีการบรรยายเรื่อง ความพิการทุพพลภาพในเด็ก มีแม่คนนึงซึ่งเป็นหมอมะเร็งเด็ก ออกมาเล่าให้ฟังว่า ตัวเค้าเองมีลูกที่คลอดก่อนกำหนด (26 สัปดาห์) แล้วก็มีปัญหาเต็มไปหมด อายุ 10 ขวบแล้วก็ยังพูดไม่ได้ อ่านไม่ออก โรคแทรกซ้อนต่างๆมากมาย สุดท้ายก็ต้องเสียชีวิตในโรงพยาบาล

ลูกสาวต่อเล่าว่า สิ่งที่แม่คนนี้พูดนั้น เหมือนกับที่ผมเคยพูดให้ตัวลูกสาวฟังเกี่ยวกับเรื่องจิตแห่งพระเจ้า คุณแม่คนนี้บอกว่าตัวเค้าเองได้เรียนรู้จากลูกคนนี้มากมายทีเดียว จนเค้าไม่รู้สึกเสียใจเลยที่ลูกเกิดมาแบบนี้ เค้ารู้สึกเหมือนพระเจ้าให้ของขวัญที่มีคุณค่าชีวิตแก่เขา

ลูกสาวฟังเเล้วน้ำตาก็ซึมออกมาทันที

ลูกสาวเล่าต่ออีกว่า ตั้งแต่มาอยู่รพ.เด็ก ชีวิตไม่อยากมีลูกเลย เพราะกลัวว่าจะมีลูกที่เกิดมาไม่ปกติ แต่พอได้ยินคุณหมอที่เป็นแม่คนนี้พูด ก็ทำให้รู้สึกว่า “การมีลูกที่ผิดปกติก็ไม่ได้แย่เสมอไป”

เพื่อนๆครับ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเรานั้น มิได้เกิดขึ้นด้วยจิตของเราเท่านั้น แต่ยังมีจิตที่สูงกว่าคอยกำหนดทางเดินให้อยู่ ขอให้เราไหลไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องทุกข์ ยอมรับและเรียนรู้ ด้วยความตื่นรู้และมีความสุข เพราะนั่นคือพระประสงค์หรือจิตแห่งพระเจ้านั่นเองครับ

คำสำคัญ (Tags): #จิตแห่งพระเจ้า
หมายเลขบันทึก: 564262เขียนเมื่อ 20 มีนาคม 2014 06:04 น. ()แก้ไขเมื่อ 20 มีนาคม 2014 06:04 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (3)

เคารพในความเชื่อต่างกับคุณหมอนะครับ แต่น่าคิดอยู่ว่า หมอเป็นพุทธกำลังเชื่อในพระเจ้าเพราะมีเหตุการณ์ประกอบประสบการณ์ หากจะว่าตามหลักพุทธจริงๆ คือ บรรลุเป้าหมายการพ้นวัฏสงสาร ซึ่งฟังดูแล้วห่างไกลคติโลกมากเกินไป จึงดูเหมือนแห้งผาก แล้งน้ำ ที่จะมุ่งมั่นไปถึง แต่นี่คือ บทพิสูจน์ความพากเพียรของแก่นใจของปัญญามนุษย์ เมื่อปัญญาไปไม่ถึง ความเชื่อความคิด ส่วนบุคคล ก็จะเข้ามาแทรกแซงได้ หรืออาจไหลไปกับความเชื่อต่างลัทธิได้ หรือกล่าวอีกนัยคือ ขาดความมั่นคงในศรัทธาศาสนาตน

นี่คือ ปรากฏการณ์อิทธิพลของยุค PM (Post Modernism) ที่คว้าเอาทุกอย่างมาไว้ในตนด้วยสิทธิพื้นฐานของปัจเจกบุคคลเรียกว่า "บูรณาการ" ซึ่งมีองค์กรต่างประเทศเคยนำหลักการนี้มาตั้งเป็นศาสนาแล้วเรียกว่า "ศาสนาบาไฮ" ที่รวมเอาแก่นคำสอนของแต่ละศาสนามาไว้ด้วยกัน แต่เป้าหมายปลายทางกลับด้วนด้านไปหมดหรือสับสนกัน

ที่จริงแนวคิดที่หมอเชื่อ มีในปรัชญาของนักปรัชญามาตั้งแต่ยุคกรีกแล้วละ เช่น พลาโต บอกว่า แบบ (รวมจิต)มาจากพระเจ้า อริสโตเติ้ล เชื่อว่า วิญญาณมาจากแบบ แต่อยู่เหนืออัตภาวะวิสัย อไควนัส และออกัสติน เน้นศรัทธานำเหตุผลว่า พระเจ้ามีเพราะเรามีผัสสะรับรู้ได้ แต่เราไม่สามารถรู้ได้โดยตรงเพราะเรามีข้อจำกัด เราต้องอาศัยแรงดลจากพระเจ้าเท่านั้น ค้านท์ บอกว่า พระเจ้าอยู่เหนือธรรมชาติ และเป็นจริยธรรม ที่รองรับความดี ชั่วของมนุษย์ แต่เข้าถึงไม่ได้นอกจากว่า จะใช้เหตุที่บริสุทธิ์เท่านั้น จอห์น ล๊อค บอกว่า จิตเดิมที่พระเจ้าสร้างนั้นสะอาด แต่พอมาสิงร่างมนุษย์กลับหมองลง ในขณะเดการ์ด บอกว่า จิตมีกัมมันตะในตัวเอง

ในปรัชญาตะวันออกเรื่องจิตนิยม พราหมณ์เชื่อเรื่องอัตมัน ว่าคือ จิตเล็กในร่างมนุษย์ ว่าเที่ยงแท้ไม่แปรเปลี่ยน แต่ดร.สุนทร ณ รังษี บอกว่า คือลมหายใจ ภายหลังแปลว่า จิต วิญญาณ แลที่สุดก็แปลว่า ความจริงแท้ ในอุปนิษัท ส่วนพุทธเชื่อว่า จิตคือ อัตตาจริง แต่ไม่เชื่อว่าถาวร มั่นคง สามารถแปรได้ ทำลายได้ เมื่อบรรลุโมกธรรม

อย่างไรก็ตาม พุทธมีพื้นฐานความเชื่อบนปัญญา ที่อิงการพิสูจน์ได้ในการปฏิบัติจิตด้วยกำลังของปัญญาญาณ มิใช่อำนาจเก่า เหมือนดั่งนักปรัชญาทั้งหลายเชื่อว่า จิตได้รับการวางชิบไดรฟ์ในดีเอ็นเอจากพระเจ้าฝังไว้ในตัวเอง จนสามารถแสดงกัมมันตะได้ เหมือนอริสโตเติ้ลบอกว่าเป็น "ศักย์ภาวะ" (Potentiality) แต่พุทธศาสนาเชื่อใน "กรรมศักย์" (Active Drive) จากวิถีปัญญา ความคิด ประสบการณ์ การทดสอบด้วยตัวเอง มิใช่จากคนอื่นหรืออำนาจอื่น ซึ่งไม่ใช่แก่นรู้ที่ตนเองเข้าใจได้ จึงเหมือนเป็นร่างทรง รู้แท้มาจากพฤติกรรมธรรมดา พื้นๆ ของสามัญชนคนรากหญ้านี่เอง ที่กล้าท้าทายโชตชะตา ด้วยตัวเอง มั่นคงในกรรมศักย์ คือ ความสามารถของการกระทำทางกาย และใจ บนสติปัญญา ความพากเพียร เพราะนี่คือ ผลที่มนุษย์ทุกคนจะเสวยได้ด้วยความภาคภูมิใจที่สุด มิใจจากคนนอก

จึงขอแสดงทัศนะต่อแนวคิดเสริมคุณหมอ ในกรณีเชื่อเรื่อง จิตของพระเจ้า บนหลักพุทธวิถีครับ

เรียน..........อาจารย์หมอ ฮิคารุ

1. ผมเป็นชาวพุทธคนหนึ่งที่เชื่อในพระเจ้าครับ........เรียกสิ่งนั้นว่าพระเจ้าก็ได้ครับ แต่เมื่อปัญญาเกิดถึงระดับรู้แจ้งหมายถึงรู้ด้วยตนเองโดยไม่มีใครชี้แนะแล้ว....ขณะนี้ให้นั้นก็เรียกสิ่งนี้ว่าพระเจ้าไปก่อน

2. ผมเชื่อว่ามันมีจิตที่อยู่สูงกว่าเราซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดาๆ........อาจใช่ครับเพราะมนุษย์สร้างที่พึ่งพาให้กับกายและความคิดได้เพราะมนุษย์สร้างศรัทธา ความเชือ บุญคุณ จิตบารมี....ให้กับตนและให้สิ่งนั้นได้.

3. ชีวิตเราก็จะดำเนินไปได้อย่างเข้าใจ ราบรื่น และมีความสุข.........ครับร่างกายที่สมบูรณจิตย่อมอาศัยอยู่

4. อายุ 10 ขวบแล้วก็ยังพูดไม่ได้ อ่านไม่ออก โรคแทรกซ้อนต่างๆมากมาย สุดท้ายก็ต้องเสียชีวิตในโรงพยาบาล

ครับร่างกายที่ไม่สมบูรณจิตย่อมไม่อาศัยอยู่

5. เรื่องจิตแห่งพระเจ้า.....คุณแม่คนนี้บอกว่าตัวเค้าเองได้เรียนรู้จาก ลูกคนนี้มากมายทีเดียว จนเค้าไม่รู้สึกเสียใจเลยที่ลูกเกิดมาแบบนี้ เค้ารู้สึกเหมือนพระเจ้าให้ของขวัญที่มีคุณค่าชีวิตแก่เขา.....ตามความเห็นของกระผม..คุณแม่กำลังมีสภาวะจิตที่กระทบทุกข์อยู่ และความคิดนั้นได้หาทางออกด้วยปัญญาสร้างสิ่งนั้น (พระเจ้า) กลับเป็นความสุขที่มีคุณค่าให้เกิดความพอดี....พอใจจากพื้นฐานคือการพูดดี คิดดี ทำดี มีเมตตา เสียสละและสร้างความยุติทุกข์ให้กับตน.ทำให้รู้สึกว่า “การมีลูกที่ผิดปกติก็ไม่ได้แย่เสมอไป”


6. ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตเรานั้น มิได้เกิดขึ้นด้วยจิตของเราเท่านั้น.....ใช่ครับ..ยังมีจิตแวดล้อม...จิตบริบท.......และกระบวนพัธกิจจิต เกี่ยวข้องกันอยู่

7.จิตที่สูงกว่าคอยกำหนดทางเดินให้อยู่.........กระผมว่าไม่มีนะ...จะมีก็แต่จิตมัวหมองและก็จิตผ่องใสเป็นสองประเภทหลักใหญ่...จากนั้วัดประเมินค่าด้วยกิเลสเคลือบหนาหรือเคลือบน้อย

8.ขอให้เราไหลไปตามธรรมชาติ ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องทุกข์ ยอมรับและเรียนรู้ ด้วยความตื่นรู้และมีความสุข...ใช่ครับ...ตามมันไป...

8. เพราะนั่นคือพระประสงค์หรือจิตแห่งพระเจ้านั่นเองครับ...........จิตแห่งพระเจ้า...เพราะเรา....สร้างศรัทธา ความเชือ บุญคุณ จิตบารมี....ไปฝากไว้ให้กับ พระเจ้า( หมายถึงความรู้นั้น....)...ใช้ใหม....นั่นคือ ธรรม ชาติทาง ความคิด ของมนุษย์..เออ..แล้วศาสนาล่ะ......มนุษย์ยกระดับความดีความสะอาดของจิตให้กับจิตมนุษย์ด้วยกันหรือเปล่า.เมื่อยกระดับให้กันแล้วต่อไปจะมีอะไรไหม...

ขอขอบคุณเป็นอย่างสูง

กราบขอบพระคุณ คุณส.รตนภักดิ์ และคุณณัฐนพ เป็นอย่างสูงครับ ที่ได้เมตตาให้ความรู้อันมีค่ายิ่ง

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี