ภาพจาก www.kpi.ac.th

             เกือบสองทศวรรษที่เราได้ยินคำว่า "ธรรมาภิบาล" (Good Governance) ในประเทศไทย เมื่อปี ๔๐ ส่วนต่างประเทศเกิดเมื่อปี ๒๕๓๒ ที่แถบแอฟริกาใต้ สาเหตุที่เกิดขึ้นมาจากพฤติกรรมและกิจกรรมของมนุษย์ ที่ไม่มีรากฐานด้านจริยธรรมในการดำเนินบริหารประเทศ องค์กร และธุรกิจ จึงเป็นเหตุให้มนุษย์ใช้กลไกความอยากส่วนตัวออกมากอบโกยผลประโยชน์โลก ประเทศและทรัพยากรธรรมชาติจนล่มสลาย

            ต่อมากองทุนการเงินและธนาคารโลก ซึ่งเป็นแหล่งเงินกู้ในการพัฒนานานาชาติ สำรวจพฤติกรรมการใช้เม็ดเงิน จนทำให้รู้ว่า รัฐบริหารประเทศล้มเหลวในแง่ความเป็นธรรมและประสิทธิผล จึงตั้งกฏเกณฑ์เป็นหลักการในการบริหารอย่างเป็นธรรมแก่ผู้ใช้เงินตรา เรียกว่าหลักธรรมาภิบาล แปลว่า "การดูแลด้วยหลักจริยธรรม"

              คำว่า "ธรรมาภิบาล" เป็นการแปลมาจากคำว่า "Good Governance" ซึ่งหากแปลตามคำ คือ การปกครองด้วยที่ดี แต่ในที่นี่ผู้เขียนจะแปลว่า "ทำด้วยธรรม" ส่วนนักวิชาการไทยแปลกว้างกินถึงบริบทของสังคมไทยว่า ธรรมาภิบาล มาจากสองคำคือ "ธรรม" (ความดี ความงาม ความถูกต้องชอบธรรม) และ "อภิบาล" (อภิ แปลว่า ยิ่ง นำ เหนือ, บาล แปลว่า การรักษา การดูแล) แปลว่า การรักษา การดูแล การปกครองให้ยิ่งไปกว่า ในนัยนี้ หมายถึง การบริหารรัฐที่ทั่วโลกกังวลสนใจอยู่

             สหประชาชาติแปลว่า การใช้อำนาจทางการเมือง ในเรื่อง เศรษฐกิจ และกิจกรรมต่างๆ ในประเทศทุกระดับ โดยมีกลไก กระบวนการ สถาบัน ประชาชน สามารถตรวจสอบได้ ส่วนผู้รู้ในไทยแปลคำนี้ไว้หลายคน เช่น อ.ธีรยุทธ บุญมี แปลว่า ธรรมรัฐ ที่เป็นกฏเกณฑ์ กติกาที่สามารถตรวจสอบได้ ในนโยบายของการบริหารของรัฐ ส่วนคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ แปลว่า กรอบการบริหารจัดการองค์กรต่างๆ ในการบริหาร

            ด้าน นพ. ประเวศ วะสี แปลว่า ธรรมรัฐที่มีความถูกต้องเป็นธรรมใน ๓ เรื่องคือ ภาคการเมือง ภาคเอกชน และภาคประชาชน ทั้งสามนี้ ต้องมีความโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบกันได้ ส่วนผู้เขียนขอแปลกับเขาว่า (อิๆ 555) การฟื้นฟูหลักธรรม ความดีงาม ความชอบธรรม ในกิจกรรมด้านการดูแล รักษา การปกครองในประเทศ ในสังคม ในธรรมชาติ และจิตใจ 

            ในด้านเนื้อหาหรือหลักการของธรรมาภิบาลเน้นกัน ๖ เรื่อง คือ ๑) นิติธรรม ๒) คุณธรรม ๓) ความโปร่งใส ๔) การมีส่วนร่วม ๕) ความรับผิดชอบและ ๖) ประโยชน์สูงประหยัดสุด ซึ่งเป็นหลักสากลที่ทั่วโลกรับรู้กัน ส่วนคำแปลคงไม่ขยาย เพราะมีการเผยแพร่กันทั่วไปอยู่แล้ว

            ทำไมจึงต้องกล่าวถึงหลักธรรมาภิบาลด้วย? คำตอบอยู่ในอดีตของสังคมโลกที่ผ่านมา ซึ่งล้วนแต่นำเอาหลักกูมากกว่าหลักธรรมมานำการปกครองบ้านเมืองหรือธุรกิจในสังคม จนก่อให้เกิดเป็นผลกระทบต่อหลักธรรม จริยธรรม ฯ ในสังคม ทำให้ผู้คนดื้อต่อหลักศีลธรรม จรรยาบรรณทุกมุมโลก ยิ่งประเทศใดมีระบบเผด็จการ การบริหารแบบคณาธิปไตย พวกมากลากไป และไร้จริยธรรม ย่อมส่งผลเสียต่อระบบการบริหารของประเทศคือ เกิดการฉ้อราษฎร์ ทุจริต โกงกินงบ รับสินบน สารพัดกลวิธี ทำให้ประเทศเสียผลประโยชน์ในการพัฒนา

           หลายทศวรรษที่ผ่านมาเรารับรู้รับทราบแต่ละประเทศว่า มีการโกง ทุจริต รับสินบน ฯ งบรัฐหรือเงินเอกชนที่เสนอให้ เมื่อนักบริหาร นักปกครอง นักธุรกิจ พ่อค้า ประชาชน ไม่ซื่อตรง ไร้คุณธรรม จริยธรรม แล้วจะยึดหลักอะไรเป็นหลักในการนำพาประเทศชาติบ้านเมือง ด้วยเหตุนี้ คนรากหญ้า พ่อค้า ราชการ นักปกครอง ผู้นำ ก็เอาบ้าง จนที่สุดก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ จนยากจะล้างลบได้ และที่สุดก็ยอมรับกันว่า เรื่องปกติธรรมดา มีทุกที่ ทุกยุค ทุกชั้น

           การที่หยิบเอาเรื่องนี้มาพูด เหมือนกำลังเอาขนไก่แยงหูเล่น บางทีก็หวาดเสียว บางครั้งก็น่าเบื่อ บางเทือก็เพลินๆ ไม่ได้ใส่ใจนัก เนื่องจาก เมื่อผู้คนล้นโลก กลัวอดตาย ใครจะยืนทื่อถือธรรมอยู่ได้วะ! เมื่อราชการทำได้ ผู้ใหญ่ทำได้ ผู้น้อยก็ทำได้ดีกว่า เพราะอยู่ไกลสายตานักปกครอง ที่จะมาเอาผิด การคิดและถือคติแบบนี้ ระบบก็คงเขียนให้เสือ(ไม่)กลัวเท่านั้น รวมถึงกฎธรรมาภิบาลนี้ด้วย

            ในอดีตมีนักปกครองหลายท่านพังมาแล้วเพราะเรื่องนี้ เช่น เมื่อปี ๕๒ นายโรห์ บูเฮียน อดีตประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ โดดหน้าผาฆ่าตัวตาย อับอายที่คนในตระกูลและคนใกล้ชิด รับสินบน และคอรับชั่น ปี ๕๕ นายลี เมียง ปัก ประธานาธิบดีเกาหลีใต้อีกเช่นกัน ออกมากล่าวขอโทษประชาชน เนื่องจาก พี่ชายของตน ในฐานะที่ปรึกษารับสินบนจากธนาคาร  ปี ๕๕ รัฐมนตรียุติธรรมญี่ปุ่น นายเคอิชิ ทานากะ ยื่นใบลาออก เนื่องจากถูกสืบสวบสวนในอดีตพบว่า เกี่ยวข้องกับแก๊งยากูซ่า เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว 

            ในไทยที่โด่งดังเมื่อปี ๔๖ เมื่อนายรักเกียรติ สุขธนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ปปช.สืบทราบว่า รวยผิดปกติ จึงยื่นให้ศาลตัดสินจำคุก ๑๕ ปี และมีข้อหารับสินบนยาอีก ๕ ล้านบาท ที่ดังสุดก็ไม่แพ้กันคือ ยุคอดีตทักษิณ ชินวัตร ทำอะไรไว้บ้าง ทำผิดอะไรไว้บ้าง เราก็รู้กันอยู่ จนทุกวันนี้ก็กลับประเทศไม่ได้  อันนี้ไม่รวมถึงคดีต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชนคนทั่วไป ที่มีคดีตัวอย่างจากเรื่องทุจริตคิดมิชอบอยู่ทุกวี่วัน จนเราอาจอุทานว่า สังคมเน่าเละ ไร้ศีลธรรม ผลคือ ชาชิน เพราะได้ยินจนเคยแล้ว

             อ.เฉลิม ศรีผดุง อดีตเลขาธิการกพ. กล่าวในรายการ "คนในข่าว" ว่า คนระดับสูงเป็นคนมีอำนาจในการบริหารและชี้ขาดต่อข้อเท็จจริง แทนที่บุคคลเหล่านี้จะมุ่งมั่นทำให้สิ่งเหล่านี้ถูกต้อง แต่กลับหลงอยู่ในค่านิยมผิดๆในสังคม ส่วนนายอานันท์ ปัญยารชุน กล่าวว่า การดำเนินการเรื่องธรรมาภิบาล ต้องคำนึงถึงสาระหลักคือ เรื่องแนวคิด ไม่ใช่รูปแบบเท่านั้น การมีธรรมาภิบาลจะทำให้ทั้งบุคคลและเงินทุนมีประสิทธิภาพ สร้างความสมดุลทั้งเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตและยั่งยืน

            ท่านเสนอว่า ต้องมียึดหลัก ๓ อย่างคือ ๑) ตอบสนองประชาชนอย่างจริงใจ มิใช่หลอกลวงเขา พอผิดสัญญา ก็เดินประท้วง เรียกร้องรัฐอยู่ร่ำไป ๒) การตัดสินใจอย่างโปร่งใส บริสุทธิ์ ตรวจสอบได้ มิใช่ทำกันในเฉพาะครม.หรือคณะพ่อค้า หรือจีต่อจี ๓) ให้ประชาชนร่วมมือหรือมีส่วนร่วมด้วย ตรวจสอบได้ เข้าถึงข้อมูลได้

            ขอเล่าเรื่องประกอบจากดร.อรัญ ธรรมโน กล่าวไว้จากสุนทรภู่กวีเอกในรัชสมัยร. ๓ ในสมัยบวชอยู่วัดเทพธิดาราม ท่านได้แต่งกาพย์เรื่อง พระไชยสุริยา เนื้อหาย่อๆว่า ในช่วงแรกพระไชยสุริยาปกครองเมือง เมืองก็อุดมสมบูรณ์มาก ต่อมาบ้านเมืองเกิดภัยพิบัติต่างๆ เนื่องจากนักปกครองไม่มีคุณธรรม ประชาชนเดือดร้อน อดอยาก ข้นแค้น อพยพหลบหนี ตายก็มาก ลำบากก็มากมาย บ้านเมืองจึงล่มสลาย สาเหตุนั้น มาจากพระไชยสุริยาและข้าราชบริพารไม่มีศีลธรรมในการปกครองประเทศ เพราะขาดคุณธรรม ๘ อย่างคือ

๑) เมาในกามคุณ  ๒) วุ่นในความโลภที่ครอบงำ  ๓) ไม่ถือธรรมเป็นใหญ่แต่ถือไสยนำพา  ๔) แสวงหาในทางฉ้อฉล ๕) ศาลขาดต้นธรรม ๖) เหยียบย่ำแต่คนดี ๗) ผู้มีอำนาจขาดเมตตา ๘) ข้าราชการทุจริต ข่มเหงประชาชน

           เรื่องนี้ไม่มีสถานที่จริง ไม่มีตัวตนคนจริงเป็นเรื่องจินตนาของกวี ซึ่งสะท้อนภาพบ้านเมืองหรือสังคมสมัยใด สมัยหนึ่งก็ได้ และถือว่า น่าคิด น่าสังวรไว้ด้วย อย่างไรก็ตาม คุณธรรมดังกล่าวนี้ เรากลับได้รับมาจากอิทธิพลของต่างชาติเป็นผู้กระตุ้นให้กระนั้นหรือ จนเกิดการตื่นตัวเมื่อปี ๔๐ ตั้งแต้ต้มยำกุ้ง ยุคไอเอมเอฟ ย้อนหลังไปหน่อยก็คดีทุจริตธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ จำกัด ที่นายราเกซ สักเสนา ที่ปรึกษา นายเกริกเกียรติ ชาลีจันทร์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บีบีซี ร่วมกันโกง ยักยอกทรัพย์ โยกย้าย ถ่ายเท จนถูกจับได้ จนธนาคารแห่งประเทศไทย ยิื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายและสั่งปิดธนาคาร บีบีซีถึง ๕๘ แห่งทันที

           ดังไปทั่วโลก จากนั้นก็ต้มย้ำกุ้งดีซีสต่อ อันเนื่องมาจากระบบเศรษฐกิจในประเทศขาดระบบที่เข้มแข็ง เพราะค่าเงินบาท ปัญหาธนาคารอ่อนแอ หนี้ของประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งมีการสะสมปัญหามาตั้งแต่ปี ๓๕-๓๙ ทั้งหมดนี้มาจากปัญหาที่เรียกว่า "จริยธรรมทางธุรกิจ" (Bussiness Ethics)

          อันที่จริงเรามีฐานจริยธรรม ศีลธรรม มาดีอยู่หรอก แต่พักหลังเราเชื่อมั่นต่างชาติและถือนโยบายแบบฝรั่งเกินไป จนลืมรากเหง้าเค้าโครงของตนเอง จึงไปยึดเอาหลักการบริหารแบบ ซีอีโอ โน่นโครตสากลเลย คุณจำลักษณ์ ขุนพลแก้ว บอกว่า เรามีฐานด้านธรรม สามด้านคือ คุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม ที่ได้รับรู้มาตั้งแต่เด็ก ไม่จำเป็นต้องไปเห่อตามฝรั่งต่างชาติเลย (๑๖-๒-๕๓ จากกรุงเทพธุรกิจ)

          ฉะนั้น คำว่า ธรรมาภิบาล มันมีกรอบต่อการปฏิบัติอย่างไรสำหรับเราๆท่านๆ ซึ่งดูแล้วก็เป็นเรื่องหลักการที่กว้างพอสมควร เพราะมุ่งเน้นไปที่หน่วยงานรัฐและองค์กรใหญ่ของประเทศมากกว่า จึงขอสรุปดังนี้

          ในแง่รัฐ คงต้องปล่อยให้หน่วยงานรับผิดชอบ ตรวจสอบ ตรวจตรา การบริหารของรัฐตามหลักสากลของธนาคารโลก ๖ ข้อดังกล่าวนั้น ในแง่สังคม คงต้องตื่นตัวและตระหนักในองค์กร บริษัท ชุมชน ที่มีบทบาทต่อสังคม หลัก CSR ที่เรียกว่า "จิตสำนึกต่อประชาชน" ซึ่งแล้วแต่หน่วยงานนั้นๆ จะสร้างหลักการบริหาร จัดการแบบใดให้สอดคล้องกับหลักการใหญ่หรืออุดมคติของสังคม

           ส่วนครอบครัวพ่อแม่ ลูก ญาติๆ คือ บุคคลที่จะต้องขับเคลื่อนกลไกหลักการนี้ โดยเริ่มการปลูกฝังความดี จริยธรรมที่ยั่งยืน โครงการโตขึ้นไม่โกงนะเวิกค์แค่ไหน ก้าวหน้าไปอย่างไรบ้าง เพราะนี่คือ เมล็ดแห่งสายพันธุ์ หากเมล็ดลูกหลานของเรา ถูกระบบกล้าโกงกลืนกิน คงหมดสิ้นถิ่นธรรมแน่นอน เตรียมตัวใจรับภัยพิบัตินานาได้

           ส่วนสำหรับปัจเจกบุคคลเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประเทศ ต้องรับผิดชอบในการบริหารประเทศและทรัพยากรของชาติให้ยั่งยืนถาวรต่อไป มิฉะนั้น เราก็จะเห็นชาวต่างชาติมารุกที่ รุกกิจการ รุกสิทธิของเรา และที่น่าคิดต่อไปคือ "เงินรุกที่ ปารมีรุกอำนาจ" แน่นอน จึงขอฝากหลักไว้เป็นเครื่องกันโกงหรือเอาไว้เป็นพิษมดกัดเจ็บๆ คันๆ ให้รำคาญเล่นดังนี้

๑) มีหลักการศาสนาไว้กันแก้ เช่น เบญจศีล-ธรรม

๒) มีมโนสำนึกในปฐพีบ้านเกิด เพราะพื้นที่ไทยทุกที่คือ ที่อยู่ของเราทุกคน

๓) มีจิตวิสัย วิทัศน์ ในคุณค่าของสรรพสิ่งในประเทศชาติที่ดีงาม อย่าเหยียบย่ำ ทำลาย เพราะเห็นแก่ตัว

๔) มีคติในใจเรื่องความยุติธรรมสากล ถามตนเองว่า อยากได้ความเที่ยงธรรม ความเสมอภาคทุกครั้งไหม

๕) มีความรัก สามัคคี ความเข้าใจกัน มีใจเป็น ๑ ด้วยกัน

๖) มีปัญญาสากล ที่รู้เท่าทันโลก รู้ทันฝรั่ง มีหลักการก้าวไกล อย่าให้ฝรั่งหลอกเอา

๗) มีความมั่นคง สถิตเสถียรในตนเองอย่างกล้าหาญ ไม่อ่อนแอหรือเสียความตั้งใจตน

๘) ส่งเสริม สร้างสรรค์ มีไมตรี เกื้อกูลหนุนคนทำดี มีศีลธรรม ใช่ทำนินทา เหน็บแนม นึกถึงคราตนบ้าง

๙) มีหลักขณะธรรม คือ เตือนตนให้ตื่นเสมอด้วยธรรมสติ สัมปชัญญะ อยู่ทุกขณะกริยาการ อย่าเพลินจนเผลอบ่อยๆ

๑๐) รู้จักคุณค่าของมนุษย์ สัตว์ ป่า เขา น้ำ ต้นไม้ อากาศ ฯ ที่อยู่รอบตัวเรา เพราะนั่นคือ มารดาคนที่สองที่ประคองเราไว้

           นอกจากนี้ ขอฝากข้อคิดจากนายลลิต ถนอมสิงห์ ผู้ช่วยเลขาการกรรมการสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ที่กล่าวถึงหลักธรรมาภิบาลของในหลวง ๑๔ ข้อ แต่ขอนำมายืนยันข้อเดียวคือ ข้อที่ ๑๔ "รู้ รัก สามัคคี เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ครับ

--------------------<๑๙-๓-๕๗>-------------------