ผมเคยเขียนเรื่องราวของดีเจคู่แท้ที่เกาะสมุย 

และเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 57 ผมได้รับ SMS จากคุณป้าว่า "DR. คือ คนสุดท้ายที่ป้าจะปรึกษา ป้ารู้ว่า เวลาของ DR. ไม่ค่อยว่าง แต่ป้าขอรบกวนนึกเสียว่า สงสารคนซึ่งสิ้นที่พึ่งแล้ว เบาหวานป้าขึ้น 498 แล้วค่ะ ป้าขอความกรุณาเวลาของ DR. สักไม่เกิน 20 นาที ไหมค่ะ"

จากนั้นผมโทรกลับไปจนเข้าใจคุณป้าที่โดนขโมยทรัพย์สิน ทำให้คุณป้าจะคิดสั้นและเครียดจนเบาหวานขึ้น คุณป้าอยากให้ผมช่วยสื่อสารเครือข่ายกัลยาณมิตรของผม เผื่อจะได้ช่วยให้คุณป้าและคุณลุง (พิการทางการมองเห็น) ได้บ้าง

หลังจากที่ผมประชาสัมพันธ์ในวันนั้น ตัวเองก็มีตังค์ไม่มากนัก เพราะเพิ่งจ่ายค่าคอนโดและค่ารักษาพยาบาล ก็บริจาคโอนเงินไปให้คุณป้าคุณลุง 2,000 บาท และผมต้องขอขอบพระคุณกัลยาณมิตรของผมอีก 4 ท่าน คือ พี่ปิง ต่อ เอ และน้องกิ๊ฟ ที่ต่อมาร่วมบริจาคให้ภายในอาทิตย์นั้นและ 1 อาทิตย์ถัดมารวมอีก 5,000 บาท ซึ่งคุณป้า SMS กลับมาว่า "ได้รับเงินเรียบร้อยแล้วค่ะ ป้าทำบุญตักบาตรอนุโมทนาให้ DR ครอบครัวและเพื่อนๆที่มีความเมตตาลุงกับป้า ขอทุกคนจงมีความสุขเจริญในหน้าที่การงาน ขอบคุณมากค่ะที่ได้ทำบุญกับคนพิการ" 

ผมเกิดความรู้สึกได้ถึง "การฝึกพลังคุณค่าแห่งชีวิตที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามสามัญสำนึกแห่งจิต" ซึ่งทาง Neuro-Linguistic Programming ทางอาจารย์ Barney Wee ได้สอนว่า "การเริ่มต้นฝึกเมตตานั้นให้ทำความเข้าใจจิตใน 4 ระดับ ได้แก่ ระดับที่ 1 Apathy เมื่อเราทราบถึงความยากลำบากของผู้อื่นแล้วเพิกเฉย ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ระดับที่ 2 Sympathy เราเริ่มรู้สึกเห็นอกเห็นใจและมีอารมณ์ร่วมที่ทราบความยากลำบากของผู้อื่น ระดับที่ 3 Empathy เราเข้าใจในความยากลำบากของผู้อื่นและมีประสบการณ์ในความยากลำบากนั้น จึงตั้งใจช่วยเหลือผู้อื่นทันที และระดับสูงสุด Compassion เราได้ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจที่บริสุทธิ์พร้อมเกิดการสะท้อนสุขภาวะจิตของตนเองที่ได้ฝึกความเมตตาในครั้งหนึ่งของชีวิต นอกจากนี้อาจารย์ยังแนะนำให้เห็น ฟัง และรู้สึกกับคำสอนของพระพุทธเจ้าเมื่อ 2,600 ปีมาแล้ว โดยคลิกที่นี่

และผมขอเชิญชวนกัลยาณมิตรทุกท่านได้ฝึกฝน "การสร้างพลังใจจากความมีเมตตา" โดยคลิกที่นี่ หรือจะเริ่มจากการฝึกปรับระดับจิตจาก Empathy ก่อนโดยคลิกที่นี่