การบริหารการศึกษาไทยในศตวรรษที่ ๒๑

การบริหารการศึกษาไทยในศตวรรษที่ ๒๑ [1]

 

วิจารณ์ พานิช

 

…………..

 

          เป้าหมายที่แท้จริงของการศึกษา คือการยกระดับความเป็นมนุษย์ หรือเพิ่มสมรรถนะด้านต่างๆ ให้เต็มตามศักยภาพของความเป็นมนุษย์    โดยที่ในศตวรรษที่ ๒๑ สมรรถนะที่ต้องการเป็นพิเศษคือ ความเป็นตัวของตัวเอง  มีความริเริ่มสร้างสรรค์     ค้นพบความถนัดหรือความสามารถพิเศษของตน และนำมาพัฒนาและใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและแก่สังคม     มีความเชื่อมั่นในตนเอง และตระหนัก ในข้อจำกัดของตนเองไปพร้อมๆ กัน    รวมทั้งเคารพในข้อคิดเห็นหรือความเชื่อที่แตกต่างจากตน    อยู่ร่วมหรือทำงานร่วมกับผู้อื่นที่มีความแตกต่างจากตนเองได้

          รูปแบบของการศึกษาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เริ่มต้นเมื่อ ๓๐๐ ปีที่แล้ว     โดยมีเป้าหมายเพื่อขยาย อาณาจักร และครองโลก    โดยการสร้างเสมียน และคนงาน ที่ทำงานตามรูปแบบตายตัว     แต่ในศตวรรษที่ ๒๑ สังคมต้องการมนุษย์ที่มีคุณสมบัติใหม่ ตามที่ระบุในย่อหน้าบน     ชมคำอธิบายโดยละเอียดได้ที่ http://www.ted.com/talks/sugata_mitra_build_a_school_in_the_cloud.html

          กล่าวให้สั้นที่สุด ในปัจจุบัน เป้าหมายของการศึกษาคือ ส่งเสริมเอื้ออำนวยให้คนทุกคนมี ทักษะแห่ง ศตวรรษที่ ๒๑   โดยทักษะที่สำคัญที่สุดคือทักษะภาวะผู้นำ     ซึ่งหมายถึงการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง     การศึกษาที่บรรลุเป้าหมายนี้เรียกว่า Transformative Education

 

การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑

          เป้าหมายของการเรียนรู้ดังกล่าวข้างต้น ไม่สามารถบรรลุได้ด้วยการศึกษาแบบเน้นการสอน หรือถ่ายทอดความรู้โดยครู   ต้องเปลี่ยนมาเป็นเน้นการเรียน  โดยนักเรียน/นักศึกษา เป็นเจ้าของกระบวนการเรียนรู้ และเป็นผู้ลงมือทำ (Learning by Doing)    หรือที่เรียกว่า Active Learning หรือ Engaged Learning    โดยครู/ อาจารย์ ทำหน้าที่ ที่มีคุณค่ากว่าในสมัยก่อน   แทนที่จะทำหน้าที่ “ครูสอน” เปลี่ยนมาทำหน้าที่ “ครูฝึก” หรือผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ 

          ผมเข้าใจว่า ในศตวรรษที่ ๒๑ การเรียนรู้ของผู้ใหญ่ (Adult Learning)  กับการเรียนรู้ของเด็กเป็น กระบวนการเดียวกัน หรือสิ่งเดียวกัน    คือเป็นวงจรซ้ำๆ ของ ๔ ขั้นตอน ดังภาพ

 

 

 

          แต่การเรียนรู้ของเด็กแตกต่างจากการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ตรงที่เด็กยังมีประสบการณ์น้อย    มีความรู้เดิมน้อย     เด็กจึงต้องการครู เป็น “ตัวช่วย” สร้างโครง ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า scaffolding เพื่อเป็นโครงให้ความรู้ใหม่เกาะ    เพราะเด็กมีความรู้เดิมน้อย ไม่เพียงพอให้ความรู้ใหม่เกาะ

          หน้าที่ของครูในศตวรรษที่ ๒๑ จึงมีความสำคัญยิ่ง    ในการทำหน้าที่สนับสนุนส่งเสริมให้ศิษย์เรียนรู้ อย่างเต็มศักยภาพ    โดยเรียนรู้ตามวงจรการเรียนรู้แบบ Active Learning ตามแผนภาพข้างบน    ซึ่งครูต้องแสดง บทบาทอย่างถูกต้อง    คือไม่สอนแบบถ่ายทอดความรู้    แต่ทำหน้าที่ประเมินพื้นความรู้ของศิษย์ นำมาออกแบบ การเรียนรู้ โดยมีโครงสร้างของกิจกรรม ตามแผนภาพข้างบน ให้เหมาะสมกับพื้นความรู้ของศิษย์     และใน ระหว่างที่ศิษย์ทำกิจกรรมตามแผนผังข้างบน ครูคอยตรวจตราสังเกต เพื่อประเมินการเรียนรู้ของศิษย์เป็นรายคน    ที่เรียกว่า Embedded Formative Evaluation    นำมาให้คำแนะนำป้อนกลับ (Formative Feed Back) เพื่อให้ศิษย์คิด ไปข้างหน้า เพื่อหาทางปรับปรุงการเรียนรู้ของตน

          การทำหน้าที่ครูในอดีต เน้นการบอกวิชา และตอบคำถาม    เป็นที่คาดหวังว่า ครูต้องเป็นแหล่งความรู้ รู้ทุกเรื่อง    แต่ในยุคปัจจุบันความคาดหวังนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้    และครูไม่ควรตั้งตัวเป็นแหล่งวิชา หรือทำ หน้าที่แหล่งวิชา    เพราะครูควรทำหน้าที่ที่มีคุณค่าต่อศิษย์มากกว่านั้น    คือทำหน้าที่กระตุ้น และอำนวย ความสะดวก ให้ศิษย์เรียนรู้โดยตนเองลงมือทำ    โดยที่โจทย์มีความท้าทายพอเหมาะแก่พื้นความรู้ของศิษย์    และเมื่อศิษย์บางคนติดขัด ครูก็เข้าไป “ช่วยแบบไม่ช่วย”    คือช่วยให้ศิษย์ช่วยตัวเองได้    เช่นช่วยตั้งคำถามนำ เพื่อให้ศิษย์คิดออกเอง    กระบวนการนั้ เป็นรู้แบบหนึ่งของการให้โครง (Scaffolding) แก่ศิษย์ 

          จะเห็นว่า การทำหน้าที่ครูในศตวรรษที่ ๒๑ เป็นทั้งศาสตร์และศิลปะ    ครูต้องเข้าใจศาสตร์ว่าด้วย การเรียนรู้ (Cognitive Science)  ซึ่งก้าวหน้าไปอย่างมากมาย    และหลายส่วนแตกต่างจากความรู้เดิมแบบกลับ หน้ามือเป็นหลังมือ     และครูต้องมีทักษะในการทำหน้าที่ครูยุคใหม่    ที่เน้นตั้งคำถามมากกว่าให้คำตอบ     เน้นสร้างโครงให้ศิษย์ต่อยอดความรู้เอง มากกว่าบอกความรู้โดยตรง

          การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ครูเรียนรู้ไปพร้อมกันกับศิษย์    โดยศิษย์เน้นเรียนรู้ความรู้ที่ใหม่สำหรับตน    ครูเรียนรู้วิธีทำหน้าที่ครูยุคใหม่    เพื่อเน้นการทำหน้าที่เอื้ออำนาจ (Empower) การเรียนรู้ของศิษย์

 

การบริหารการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑

          การบริหารการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ จึงต้องเปลี่ยนแบบจากหน้ามือเป็นหลังมือ    คือเปลี่ยนจากเน้น การควบคุมสั่งการ (Command and Control)    เป็นเน้นการเอื้ออำนาจ (Empowerment) ความริเริ่มสร้างสรรค์ใน การจัดการเรียนรู้ ณ รอยต่อ หรือจุดสัมผัสระหว่างศิษย์กับครู     ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สำคัญที่สุดของการเรียนรู้

          ตามที่กล่าวแล้วในวีดิทัศน์ที่แนะนำข้างบน    การเรียนรู้ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ จะเกิดได้ดีที่สุด ในบรรยากาศที่เป็นอิสระ ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบก่อตัวขึ้นเอง (Self-Organized)    เป็นบรรยากาศที่เรียกว่า S.O.L.E (Self-Organized Learning Environment)

          การบริหารการศึกษาในอุดมคติแห่งศตวรรษที่ ๒๑ คือการบริหารให้เกิด S.O.L.E. ณ จุดสัมผัสระหว่างศิษย์กับครู    เพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็นอิสระ    เปิดโอกาสให้ความสงสัยใคร่รู้ อันเป็นสัญชาตญาณของมนูษย์ ออกมาทำงาน    นำไปสู่การเรียนรู้เพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนด คือการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑

          การบริหารการศึกษาในปัจจุบัน ต้องเน้นที่เป้าหมาย     กำหนดเป้าหมายที่ต้องการ    แล้วจัดการแบบ เอื้ออำนาจให้หน่วยปฏิบัติได้ใช้ความริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อให้ศิษย์เกิดการเรียนรู้แบบ S.O.L.    คือจัดการเรียนรู้ ของตนเอง    และนักเรียนร่วมกันจัดการเรียนรู้ของตน    โดยมีครูเป็น “ตัวช่วย”

 

บริหารแบบให้เกียรติ ให้คุณค่าต่อครู

          การบริหารการศึกษาไทยในยุคปัจจุบัน เป็นการบริหารแบบเน้นพิธีรีตอง (Bureaucracy)     เน้นการ ควบคุมสั่งการ    ครูเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ต้องทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด   

          ในสภาพเช่นนี้ เมื่อทำงานไประยะหนึ่ง ครูจะถนัดแต่ทำงานแบบทำตามสั่ง ไร้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์    แล้วครูจะกระตุ้นและเอื้อให้ศิษย์พัฒนาความริเริ่มสร้างสรรค์ในตนได้อย่างไร 

          ในสภาพปัจจุบันครูทำหน้าที่สอน และทำงานอื่นๆ ตามที่สั่งการมาจากเบื้องบน    ซึ่งมีโครงการต่างๆ สั่งลงมาให้ทำมากมาย     แต่การประเมินผลสัมฤทธิ์ของศิษย์ ทำโดยส่วนกลาง    หรือกำหนดมาจากส่วนกลาง    ซึ่งเท่ากับไม่ไว้วางใจครู ว่าหากมอบให้เป็นผู้ประเมินผลการเรียนเอง ครูจะประเมินได้ไม่แม่นยำ หรือไว้ใจไม่ได้ 

          สภาพเช่นนี้ ทำให้การศึกษาไทยเน้นการประเมินผลแบบ Summative Evaluation    ซึ่งวัดได้เพียง พัฒนาการด้านปัญญาหรือด้านวิชาความรู้    ละเลยพัฒนาการทางอารมณ์ สังคม จิตใจ และด้านกายภาพ    การศึกษาไทยจึงอยู่ในลักษณะ “สอนเพื่อสอบ”    นักเรียนไม่ได้เรียนเพื่อพัฒนาการที่ครบด้าน    คุณภาพ การศึกษาไทยจึงต่ำ 

          หากจะให้คุณค่าของการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการที่ครบด้าน     ต้องให้เกียรติและมอบความไว้วางใจแก่ครู     ให้เป็นผู้รับผิดชอบการจัดการเรียนรู้ที่ครบด้าน    และประเมินผลการเรียนรู้แบบ Embedded Formative Assessment    ซึ่งครูจะประเมินศิษย์ได้ครบทุกด้าน   แล้วครูใช้ข้อมูลจากการประเมินแบบ Formative นี้ในการให้คำแนะนำป้อนกลับเชิงบวก (Formative Feed Back) เพื่อให้นักเรียน/นักศึกษา เกิดความมุมานะ และคิดไปในอนาคต (Forward Thinking) อันจะมีผลเชิงบวกต่อการเรียนรู้ของศิษย์     ให้ศิษย์มีความเชื่อว่า ตนสามารถเรียนสิ่งนั้นได้สำเร็จ หากมีความตั้งใจ มานะพยายาม    การบริหารการศึกษาที่ถูกต้อง จึงพึงบริหาร แบบให้เกียรติ และมอบหมาย ความรับผิดชอบแก่ครู    รวมทั้งช่วยเอื้ออำนาจให้ครูสามารถทำหน้าที่ดังกล่าว ได้อย่างมีคุณภาพ น่าเชื่อถือ

 

สิ่งที่ควรทำในการบริหารการศึกษา

          การบริหารการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑  ควรพิจารณาดำเนินการในประเด็นต่อไปนี้    เพื่อยกระดับคุณภาพของผลลัพธ์ในการเรียน

  •         การกระจายอำนาจ และความรับผิดชอบ การจัดการจากส่วนกลาง ไปสู่ระดับโรงเรียน และเขตพื้นที่การศึกษา     โดยในส่วนกลางควรทำหน้าที่ด้านวิชาการเท่านั้น     ไม่ควรมีอำนาจสั่งการ    เพื่อลดภาระงานของครู ส่วนที่ไม่ก่อประโยชน์ต่อศิษย์
  •         เปลี่ยนแปลงระบบผลงานเพื่อเลื่อนวิทยะฐานะ    จากผลงานในกระดาษ (ซึ่งอาจจ้างผู้อื่นทำให้ก็ได้)  ไปสู่ผลงานที่ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนของศิษย์    โดยพิจารณาจาก ค่าเฉลี่ยของความรู้ที่เพิ่มขึ้นใน ๑ ปี เป็นสำคัญ
  •         เปลี่ยนแปลงหน้าที่ และความรับผิดชอบ ของผู้บริหารสถานศึกษา ให้ต้องรับผิดรับชอบ ต่อผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของนักเรียน
  •         เปลี่ยนระเบียบ ให้การเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร พิจารณาจากผลงาน มากกว่าที่ปริญญา    นั่นคือ ผู้ไม่มีปริญญาด้านบริหารการศึกษา ก็สามารถเข้าสู่ตำแหน่งบริหารได้หากมีความรู้ ความสามารถและผลงานเป็นที่ประจักษ์
  •         จัดเวลาให้ครูได้มีเวลาทำงาน และเรียนรู้เป็นทีม (PLC – Professional Learning Community, http://www.gotoknow.org/posts?tag=dufour)    ทั้งการออกแบบการเรียนรู้ของศิษย์   การประเมินแบบ Embedded Formative Assessment    การให้ Formative Feed Back แก่ศิษย์    การวัดความรู้ ที่เพิ่มขึ้นใน ๑ ปี ของนักเรียนแต่ละคน    การไตร่ตรองทบทวน (Reflection) การทำหน้าที่ ต่างๆ ของครู   และการเรียนรู้ในการทำหน้าที่ครูในศตวรรษที่ ๒๑ อื่นๆ
  •         จัดระบบเทคโนโลยีด้านข้อมูลและการสื่อสาร (ICT – Information and Communication Technology)     เพื่อเอื้ออำนวยการนำเอาพลังของ e-Learning เข้ามาขับเคลื่อนการศึกษา แห่งศตวรรษที่ ๒๑    และเพื่อหนุนการกลับทางห้องเรียน (Flip the Classroom - http://www.scbfoundation.com/publishing.php?project_id=292#publishing/292/5137)
  •         จัดให้การเรียนทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมด เป็นการเรียนแบบ “กลับทางห้องเรียน”
  •         จัดระบบส่งเสริมให้มี ผู้มีปัญญาปฏิบัติ (Phronesis) ได้เข้ามาทำหน้าที่ เป็น “ผู้ช่วยครู” (Co-Educator)    ให้คำแนะนำ “ความรู้ปฏิบัติ” สำหรับนักเรียน/นักศึกษา ใช้ใน PBL (Project-Based Learning)   เพื่อให้เป็นการเรียนรู้บนฐานของความเป็นจริง (Authentic Learning)
  •         จัดระบบงานให้นักเรียน/นักศึกษาที่มีผลการเรียนดี ทำหน้าที่ผู้ช่วยครู/อาจารย์ ในด้านต่างๆ ที่เหมาะสม    มีระบบการให้เกรดที่เอื้อ รวมทั้งระบบการบันทึกประวัติการทำงานอาสาสมัคร  
  •         จัดระบบการเก็บข้อมูล/สารสนเทศ ด้านการเรียนรู้ อย่างเป็นระบบ    และมีโจทย์คำถามวิจัย    เพื่อให้การทำงานประจำด้านการเรียนการสอน นำไปสู่งานวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ ในบริบทของไทย    สำหรับเป็นผลงานทางวิชาการของครู/อาจารย์

 

สิ่งที่ไม่ควรทำในเรื่องการบริหารการศึกษา

  •         ผู้บริหารเอางานที่ไม่เกี่ยวกับการดูแลการเรียนรู้ของศิษย์มาให้ครูทำ     จนเวลาทำงานเอาใจใส่ การเรียนรู้ของศิษย์ถูกเบียดบัง
  •         การปล่อยปละละเลย ให้มีพฤติกรรมฉ้อฉล บกพร่องด้านคุณธรรม/ศีลธรรม ของครู/อาจารย์/ ผู้บริหารการศึกษา     โดยไม่ห้ามปราม และลงโทษ    เพราะจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้แก่ศิษย์    การเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ เน้นการเรียนรู้จากของจริง เรื่องจริง    เรื่องจริงที่เป็นความชั่ว ต้องถูกห้ามปรามและลงโทษ เพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่า เป็นเรื่องที่สังคมไม่ยอมรับ
  •         การบังคับให้ครูต้องไปเข้ารับการอบรมต่างๆ     โดยที่ครูไม่มีโอกาสตัดสินใจด้วยตนเองว่า ควรไปหรือไม่
  •         การเน้นให้ครูสอนเพื่อสอบ    เพื่อให้ได้คะแนนสอบสูง     การทำเช่นนี้จะทำให้ครู และโรงเรียนละเลยการดูแลการเรียนรู้เพื่อพัฒนาการรอบด้านของเด็ก    สนใจแต่การเรียน วิชาเพื่อการสอบเพียงอย่างเดียว
  •         ให้นักเรียนเข้าสอบแข่งขันเพื่อชื่อเสียงของโรงเรียน    โดยไม่คำนึงถึงการเรียนรู้รอบด้าน ของนักเรียน 
  •         ผู้บริหารทิ้งโรงเรียน และครูทิ้งศิษย์ ไปคลอเคลียผู้มีอำนาจ     เพื่อของบประมาณ หรือเพื่อ ความก้าวหน้าของตนเอง
  •         จัดงบประมาณ และทรัพยากรให้แก่โรงเรียน ตามความเป็นพวกพ้อง    ไม่ได้จัดตามเกณฑ์ ที่กำหนด
  •         เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนวิทยะฐานะ โดยให้ผลประโยชน์แก่พวกพ้อง     ไม่คำนึงถึงระบบ คุณธรรมตามผลงาน (Merit System)  

 

          สิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่ไม่ควรทำ ในการบริหารการศึกษา นี้    ผู้ที่คลุกคลีอยู่กับงานด้านการศึกษา จะสามารถเพิ่มได้อีกมาก    โดยยึดหลักการว่า สิ่งใดที่เป็นอุปสรรคต่อการยกระดับคุณภาพของผลสัมฤทธิ์ ในการเรียนรู้ของผู้เรียน เป็นสิ่งไม่ควรทำ     สิ่งที่จะช่วยส่งเสริมการยกระดับคุณภาพของผลการเรียนในทุกด้าน เป็นสิ่งพึงทำ

          แต่ก็ต้องตระหนักว่า การบริหารการศึกษานั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อน    บางเรื่องคิดตามสามัญสำนึก น่าจะมีผลดีต่อผลสัมฤทธิ์ในการเรียน    แต่เมื่อจัดให้มีมาตรการนั้น และวัดผล อาจแทบไม่มีผลต่อการยกระดับ ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้เลยก็ได้    ดังนั้น มาตรการต่างๆ ที่นำมาใช้ เพื่อหวังผลยกระดับผลสัมฤทธิ์ในการเรียน ควรได้มีการวิจัยประเมินผลที่ได้

 

สรุป

          ระบบการบริหารการศึกษา ต้องเป็นระบบที่เรียนรู้ (Learning Systems) มีการเรียนรู้และปรับตัว อยู่ตลอดเวลา     ที่เรียกว่า Complex-Adaptive Systems)    นั่นคือภายในระบบการศึกษามีระบบข้อมูลและ สารสนเทศฝังตัวอยู่     สำหรับนำข้อมูลมาวิเคราะห์ และสังเคราะห์ เป็นหลักฐานประกอบการเรียนรู้ และปรับตัวเชิงระบบ    โดยที่เป้าหมายของการบริหารการศึกษาคือ  (๑) ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ของผู้เรียน ที่เป็นผลสัมฤทธิ์รอบด้าน  ไม่ใช่เฉพาะด้านวิชาความรู้เท่านั้น   (๒)​ ความสุข ความภูมิใจ และความเจริญ ก้าวหน้าของครู และบุคลากรทางการศึกษา   (๓) เกียรติภูมิ ของวงการศึกษา ในฐานะผู้วางรากฐานความมั่นคง ทางปัญญาของประเทศ 

ในอีกมิติหนึ่ง การบริหารการศึกษา เป็นการบริหารการเปลี่ยนแปลง

……………………………….

 

 

[1] บรรยายในงานดุษฎีสัมนาทางวิชาการ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย วันที่  1 มีนาคม 2557

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

I see the utopians society in a lot of goals. But I have learned rises and falls of civilizations (or utopians societies/empires) under many frameworks. I don't think developments in 21C would be any diferent.

The problems that trouble all societies are things like "Measurement", Fairness and Equality. We don't have a way to measure X (whatever we can think of) that is fair and equal to all. How could we say we are better or worse without (accepted) 'measurement'? How could reward achievements without comparisons of (measured) achievements (with/without considerations for wealth measurement)? How could we disregard differences in gender, race, language, profession, past experience/environment,...?

If we can come up with a good measure then wecan go forth fast.

$ is what we understand at the present time!

ขอบพระคุณท่านอาจารย์วิจารณ์มากครับ ผมขออนุญาตนำบันทึกของอาจารย์ไปอ้างอิงในบันทึกของผมครับ