ทุกวันที่ 10 ธันวาคม จะเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของอัลเฟรด โนเบล ชาวสวีเดน ผู้ซึ่งได้ประดิษฐ์ไดนาไมต์ ไว้แก่โลกใบนี้ และสิ่งที่เขาประดิษฐ์ได้ให้ทั้งคุณและโทษแก่มนุษย์อย่างมากมาย (แล้วแต่วัตถุประสงค์ของการนำไปใช้) จะบอกว่าเขาคงเสียใจที่สิ่งประดิษฐ์ของเขาถูกนำไปใช้ในทางทำลายกัน เข่นฆ่ากัน จึงพยามผลักดันให้มีการนำผลการวิจัยไปสร้างคุณประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ให้กว้างขวาง โดยการให้รางวัล เจตนาก็เพื่อให้นักวิจัยนำรางวัลที่ได้ไปเป็นทุนในการวิจัยต่อยอดต่อไป ซึ่งต่อมาในปี 1901 ก็เป็นครั้งแรกที่มีการมอบรางวัล NOBEL PRIZES นี้ขึ้น (ผ่านมาจะครบ 104 ปีแล้วครับ)

          ในช่วงเวลานี้ จึงได้มีการเตรียมการมอบรางวัลแห่งแห่งเกียรติยศ "โนเบล ไพรซ์" แก่คนในวงการวิชาการทั่วโลก (คุ้น ๆ ว่าอาจารย์หมอวิจารณ์ ฯ จะพูดถึงว่าในปีนี้มีผู้ที่ถูกประกาศชื่อไปแล้วสักคน เคยได้รับรางวัล “มหิดล” ขณะที่เขียน Blog เรื่องนี้เป็นการเขียนแบบ Offline เลยไม่ได้ค้นดูครับ) ลองมาดูสาขาทั้งหมดที่มีการมอบรางวัลคือ สาขาสรีรศาสตร์หรือการแพทย์ สาขาฟิสิกส์ สาขาเคมี สาขาสันติภาพ สาขาเศรษฐศาสตร์ สาขาวรรณกรรม และรางวัลอิก โนเบล (IG NOBEL PRIZES) หรือรางวัลที่มอบให้ผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีใครสามารถทำได้อีก ไม่น่าจะเลียนแบบได้อีกแล้วด้วย หากได้ข้อมูลว่าเป็นใคร ประเด็นเรื่องอย่างไรบ้างแล้ว ที่ได้รับรางวัลในปีนี้ จะได้นำมาลงบันทึกต่อไว้ครับ ส่วนข้อมูลเก่าเมื่อปีที่แล้ว คือ ปีพ.ศ 2547 (ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ) 

          สาขาการแพทย์ เป็นของ ศ.ริชาร์ด แอ็กเซล จากสถาบันแพทย์โฮเวิร์ด ฮิวจ์ และมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในนิวยอร์ก และศ.ลินดา บัก จากศูนย์วิจัยมะเร็งเฟรด ฮัทชิสัน ในซีแอตเติล 2 นักวิจัยอเมริกัน ซึ่งได้รับรางวัลจากการค้นพบกระบวนการ “รับและจำกลิ่น” ของมนุษย์ โดยมียีนกระตุ้นเพิ่มโปรตีนของหน่วยรับกลิ่น ทำให้เราจดจำกลิ่นได้เป็นจำนวนมาก
          สาขาฟิสิกส์ เป็นของเดวิด กรอส, เดวิด โพลิตเซอร์ และแฟรงค์ วิลคเช็ก นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน 3 ราย ซึ่งได้ทำงานเกี่ยวกับ "ควาร์ก" ซึ่งเป็นหน่วยธรรมชาติที่เล็กที่สุด และสามารถทำให้เข้าใกล้ทฤษฎีแห่งความหวังของนักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ทั้งหลายได้นั่นก็คือ ทฤษฎีสรรพสิ่ง (theory for everything) 
          สาขาเคมี เป็นของ อารอน ชีชาโนเวอร์, อาวราม เฮิรชโก และ ไอร์วิน โรส “กลุ่มนักวิชาการ” จากอิสราเอล 2 และสหรัฐอีก 1 ที่ค้นพบกระบวนการทางเคมีที่เซลล์หลั่งออกมาซึ่งเรียกว่า "คิส ออฟเดธ” (kiss of death) ในช่วงปี 1980 ซึ่งกระบวนการดังกล่าวได้ให้โปรตีนทำหน้าที่ทำลายโปรตีนที่เสื่อมสภาพในร่างกาย โดยโปรตีนที่เสื่อมจะถูกแบ่งเป็นชิ้นๆ เพราะหากปล่อยโปรตีนเสื่อมสภาพคงอยู่ในร่างกายอาจจะทำให้เกิดโรค อย่างมะเร็งและเนื้องอก
          สาขาวรรณกรรม เป็นของ เอลฟรีเดอ เยลีเนก ซึ่งคณะกรรมการฯ ยกย่องการใช้ภาษาอันลื่นไหลในผลงานนวนิยายและบทละคร ของนักเขียนนิยายและบทละครชาวออสเตรีย
          สาขาสันติภาพ เป็นของ วังการี มาไท ชาวแอฟริกัน เธอได้รับรางวัลจากการเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวให้มีการปลูกต้นไม้ 30 ล้านต้นในแอฟริกาเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม
          สาขาเศรษฐศาสตร์ เป็นของ ฟินน์ คิดแลนด์ และเอ็ดเวิร์ด เพรสคอตต์ จากการศึกษาที่ช่วยวางรากฐานให้ธนาคารกลางมีความเป็นอิสระมากขึ้น และส่งเสริมการวางนโยบายเศรษฐกิจในระยะยาวโดยเฉพาะด้านการเงิน

          บ่นโดยผู้เขียน blog ว่า อยากเห็นใครสักคนที่เป็นคนไทย ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จากการจัดการความรู้ จนนำไปสู่สังคมสันติสุข ไม่แน่อาจเป็นไปได้นะครับ หรือว่าไปเลย "โนเบล ไพรซ์" กับคนพัฒนา Blog ไม่ใช่คนเขียนฯ ครับ :)- ที่ผมเห็นว่าเป็นการจรรโลงการจัดการความรู้ได้ดีมากทีเดียว น่าจะมีบ้างนะครับ "โนเบล ไพรซ์"สาขาการจัดการความรู้