ปลายเดือนพฤศจิกายนของปีที่ผ่านมา ผมได้กลับไปทำธุระที่บ้าน ได้มีโอกาสพูดคุยกับแม่ในหลายเรื่อง ส่วนพ่อนั้นไม่ชอบพูดคุย ถามคำตอบคำ (แต่อย่าให้กินเหล้า กินเมื่อไรเป็นได้เรื่อง-ปัจจุบันหยุดเหล้าเด็ดขาด-เป็นบุญวาสนาของลูกๆ) แม่เล่าให้ฟังว่า ย่าเป็นชาวน้ำ เดินทางเร่ร่อนไปตามสายน้ำ ดำน้ำเก่งมาก (นั่นนะสิ ผมถึงชอบเล่นน้ำ คงจะติดเชื้อย่ามาบ้าง) ผมแปลกใจว่า ชาวน้ำคือใคร จะใช่ชาวมอแกนหรือชาวเลอย่างที่นักวิชาการศึกษากันหรือไม่ แต่ที่จำความได้ ผมไม่เคยเห็นย่าแสดงระเบียบพิธีกรรมอย่างที่ชาวเลเขาทำกันเลย อีกอย่างหนึ่ง ย่าเป็นคนผิวขาว อย่างไรก็ตาม เมื่อมาปักหลักตั้งฐานอยู่กับปู่ ย่าจับจองที่ดินไว้หลายร้อยไร่ แต่สุดท้ายก็ให้คนอื่นที่เข้ามาอาศัยในแถบนั้นได้ทำมาหากินกัน (คิดแล้วก็น่าหัวเราะตัวเอง เพราะมรดกตกทอดเหลือถึงผมเพียงไม่กี่ตารางวา ฮา แต่ก็น่าภาคภูมิใจตรงที่ ย่าเป็นคนใจดี คนสมัยก่อนเป็นคนจิตใจงาม ใครขออะไรหากช่วยเหลือได้ก็จะช่วยเหลือ แม้เขาจะไม่ใช่ชาติเชื้อพงศ์เผ่าตัวเองก็ตาม ในงานศพย่ามีคนเยอะมาก ในแถบพื้นที่นั้น ผมยังไม่เคยเห็นงานศพใครมีคนเยอะขนาดนั้น แต่ละคนผมไม่รู้จักเลย ทั้งที่ย่าเป็นชาวบ้านแบบบ้านๆคนหนึ่งเท่านั้น) ผมได้ถามถึงชีวิตพ่อบ้าง เพราะพ่อไม่เคยเล่าอะไรให้ฟังเลย แม่บอกว่าพ่อเป็นลูกคนสุดท้องของย่า ดังนั้น ชีวิตพ่อก็มีแต่ยิงนกตกปลา ตามประสาชีวิตบ้านนอก เท่าที่ผมสังเกต ชีวิตพ่อนั้นอยู่อย่างไรก็อยู่ได้ แต่สิ่งที่พ่อไม่เคยทำเลยคือ การมีผู้หญิงอื่น ผมรู้ได้อย่างไร? คำตอบคือ จะให้มีได้อย่างไร หน้าตาของพ่อไม่ได้หล่อ (ฮา) ความลับดังกล่าวนี้เราต้องหาจากวงเหล้าในกลุ่มผู้ชายวัยเดียวกัน
มีอยู่คืนหนึ่ง ขณะที่ผมนั่งคุยกับแม่ และนั่งดูทีวีไปด้วย แม่ได้เดินไปหยิบกระเป๋าสตางค์ที่แม่ใช้ประจำ จากนั้นเปิดกระเป๋าสตางค์ (ผมทำท่ากระหยิ่ม สงสัยแม่จะให้ตังค์ ฮา) แม่หยิบภาพขาวดำขึ้นมาภาพหนึ่ง เป็นภาพนี้
พร้อมกับยื่นให้ผม และพูดขึ้นว่า "รูปนี้ แม่เก็บใส่กระเป๋าสตางค์ไว้นานแล้ว ไปไหนมาไหนก็พาไปด้วยตลอดเวลา" ทำเอาผมมีความคิดบางอย่างในใจ พร้อมกับหัวเราะ "ฮาฮา" แต่ไม่ได้พูดอะไร สิ่งที่ทำให้ผมฉงนคือ ผมให้ภาพนี้แก่แม่ตั้งแต่เมื่อไร ผมจำไม่ได้ แต่แม่กลับมีผมตลอดเวลาหรือนี่ ที่น่าแปลกอีกอย่างหนึ่งคือ ภาพนี้ยังไม่ถือว่าชำรุด ทั้งที่อาชีพของแม่ต้องเจอน้ำ เจอฝุ่น เจอฝน เจอแดด ช่างแปลกดีแท้ ดูข้างหลังภาพมีตัวนูนเป็นห้องภาพศิลปกร ชุมพร มีหลายเลข 153 บนหลังภาพ ผมจำไม่ได้ว่าถ่ายภาพไว้เมื่อปีไหน แต่คาดเดาว่า น่าจะประมาณปี ๒๕๒๘-๒๕๒๙
แม่ยื่นภาพคืนให้แบบนี้ ห้วงความคิดหนึ่งเกิดขึ้นว่า ถึงเวลาที่เราต้องเดินโดยที่ไม่มีพ่อแม่อีกแล้วนะ แวบความคิดหนึ่งก็ว่า หรือว่าแม่บอกลา แต่นี่ผ่านมาสามเดือนแล้ว แม่ของผมยังแอบไปเล่นไพ่ตองอยู่เลย แสดงว่า ยังแข็งแรง (ฮา)
ผมมานั่งพิจารณาเด็กที่อยู่ในภาพนี้โดยไม่ใช่ผม เห็นรูปหน้าและแววตาแล้วรู้สึกว่า "เด็กคนนี้น่าสงสาร"
เช้านี้ ออกจากบ้านถึงที่ทำงาน เจ็ดโมงเช้า ขณะเดินไปเซ็นชื่อ กลอนบทนี้ก็โผล่ขึ้นมา ทำให้ผมต้องรีบหยิบปากกาในย่ามมาจดเก็บไว้
ต่างผู้ต่างมีต่างต่าง
ต่างคน ต่างวาง หมุดหมาย
ต่างตัว ต่างต้อง วางวาย
ต่างจิต ต่างใจ ไม่ต่าง....
08.12 / 11.03.2557

สงสัยเราคงจะรุ่นราวคราวเดียวกันเลยนะครับ ช่วงนี้เลยคิดอะไรตรงกัน
พ่อผมก็ชอบเล่นไพ่ตองเหมือนกันนะครับ เลยทำให้ผมพลอยเล่นเป็นตามไปด้วย 555
แม่-ลูกผูกพัน จากภาพเก่าเล่าเรื่องได้นะคะ...
-สวัสดีครับ
-ตามมาชมภาพ..อดีต..
-ผมสามสิบต้น ๆ ยังชอบรำลึกถึงความหลัง..อิๆ
-ขอบคุณครับ..
ไม่มีใครทราบหรอกค่ะว่า...หัวอกแม่นั้น คิดเช่นไรกับลูก ๆ...รัก + ห่วงใย + เป็นห่วงเขาอยู่ทุกลมหายใจ...ยามลูกอยู่ห่างไกลตา...อดคิดถึงและอดน้ำตาไหลไม่ได้หรอกค่ะ...แม่อาจไม่พูดให้เรารู้ เราเห็นเพราะ "แม่" เก็บความรู้สึกเก่งค่ะ...รักแม่ให้มาก ๆ นะคะ
ปิ้งงงง..มาก..สำหรับ..ความ ต่าง ที่บันทึก..มา...(เจ้าค่ะ..ยายธี)
แม่จำภาพลูกได้เสมอค่ะ รักพ่อกับแม่ให้มากๆ นะคะ