ตามรอยพระศาสดาในแดนพุทธภูมิ ตอนที่ 14 - (ลุมพินีวัน)
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2556
วันที่ 9 ของการจาริกแสวงบุญ
ลุมพินีวัน (Lumbini) เป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญ 1 ใน 4 ของชาวพุทธ คือเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่อำเภอไภรวา (Bairwa) ประเทศเนปาล ในสมัยพุทธกาลลุมพินีวันตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์ (Kapilavatthu) และกรุงเทวทหะ (Devadaha) บนฝั่งแม่น้ำโรหิณี (Rohini River)
ในปี 249 BC. พระเจ้าอโศกมหาราช พร้อมด้วยพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ (บิดาของพระโมคคัลลานะ และเป็นประธานในการทำสังคายนาของศาสนาพุทธครั้งที่ 3) ได้เสด็จมานมัสการสังเวชนียสถานต่าง ๆทั่วชมพูทวีปเนื่องในวโรกาสครบรอบ 20 ปีของการครองราชย์ พระองค์ขอให้พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ (Mokkalliputratissathera) นำทางและชี้จุดที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ แล้วสร้างพระสถูปเจดีย์ 4 แห่ง เสาศิลา 1 ต้น จารึกเป็นภาษาพราหมี เรียกว่า “เสาอโศก” (Ashokan Pillar) มีใจความสำคัญว่า
“ข้าคือพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้เป็นที่รักของปวงเทวาอารักษ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีของการครองราชย์ ข้าจึงมาสถานที่แห่งนี้เพื่อการแสวงบุญและสักการะสถานที่ประสูติของพระศรีศากยะมุนีพุทธเจ้า ข้าได้สร้างแนวรั้วหิน (stone railing) ล้อมรอบสถานที่ประสูติ และสร้างเสาหิน (stone pillar) ปักไว้ เพื่อชี้ตำแหน่งของสถานที่ประสูติ และเพื่อเป็นการสักการะบูชาแด่พระพุทธองค์ ข้าขอประกาศให้ลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า เป็นเขตปลอดภาษีตั้งแต่นี้เป็นต้นไป”
หลังจากยุคของพระเจ้าอโศกมหาราช เรื่องราวของลุมพินีวันได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาเกือบ 700 ปี โดยไม่ปรากฏหลักฐานเอกสารที่สามารถสืบค้นถึงความเป็นไปของลุมพินีวันในช่วงนั้นได้
ปีพ.ศ. 900 หลวงจีนฟาเหียน (Chinese pilgrim Fa Hsien ) เดินทางจากประเทศจีน มาท่องเที่ยว แสวงบุญ และศึกษาพุทธศาสนาในอินเดีย ได้บันทึกเกี่ยวกับลุมพินีวันว่าได้พบบ่อสรงสนาน และระบุที่ตั้งของลุมพินีวันว่าอยู่ห่างจากกรุงกบิลพัสดุ์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 14-16 กิโลเมตร
ปีพ.ศ. 1181 สมณะเฮี้ยนจัง (Chinese pilgrim Xuanzang) หรือ พระถังซำจั๋งเดินทางมาถึงลุมพินีวัน ได้บันทึกเกี่ยวกับสถานที่ต่าง ๆ ในลุมพินีวัน ท่านก็ได้กล่าวถึงบ่อสรงสนานเช่นกัน และคงเป็นบ่อแห่งเดียวกับบันทึกของหลวงจีนฟาเหียน ห่างจากบ่อนี้ไปประมาณ 24 ก้าว มีต้นสาละอยู่หนึ่งต้น น่าจะเป็นเป็นสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ จากจุดนั้นไปทางใต้ มีเจดีย์อยู่หนึ่งองค์ เชื่อว่าน่าจะเป็นจุดที่พระอินทร์เสด็จจากสวรรค์ลงมาต้อนรับพระราชโอรสที่ประสูติใหม่ ใกล้ ๆ กันนั้นมีพระสถูปเจดีย์อีกสี่องค์ ที่สร้างไว้เพื่อถวายแก่ท้าวจตุโลกบาล เพื่อถวายอภิบาลพระโอรสที่ประสูติใหม่ และใกล้กันนั้นมีเสาอโศกมีรูปสิงห์อยู่บนยอด แต่ปัจจุบันเหลือเฉพาะเสาเพียงครึ่งต้น เพราะเคยถูกฟ้าผ่าและหักกลางเสา
ระหว่างปี พ.ศ. 2438 - 2439 เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม (Sir Alaxander Cunningham) และคณะ ได้พบเสาศิลาพระเจ้าอโศกซึ่งฝังอยู่ในดิน และพบว่าจารึกไว้เป็นอักษรพราหมีระบุว่าที่แห่งนี้คือสถานที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ จากนั้นจึงเริ่มมีการขุดค้นทางโบราณคดี และพบซากปรักหักพังอีกจำนวนมาก มีซากสถูปเจดีย์มากกว่า 50 องค์ และซากวิหารอารามหลายสมัยคือ สมัยราชวงศ์โมริยะ(Mauryan) ราชวงศ์กุษาณะ ( Kushana Dynasty) และราชวงศ์คุปตะ (Gupta Dynasty)
ปัจจุบันลุมพินีวัน มีพื้นที่ประมาณ 6000 ไร่ อยู่ในเขตประเทศเนปาลติดชายแดนประเทศอินเดียทางเหนือของเมืองโครักขปูร์ (Gorakhpur) ทิศตะวันออก ห่างจาก กรุงกบิลพัสดุ์ (Kapilavatthu) 11 กิโลเมตร และทิศตะวันตก ห่างจาก กรุงเทวทหะ (Devadaha) 11 กิโลเมตรเท่ากัน ทางการอินเดียเรียกสถานที่นี้ว่า รุมมินเด (Rummindei) เป็นเมืองชนบทเล็ก ๆ มีอนุสรณ์สถานทางพุทธศาสนาไม่มาก แต่มีวัดพุทธทั่วโลกอยู่ในบริเวณนี้รวม 41 วัด รวมทั้งวัดไทยลุมพินี
ลุมพินีวันได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540
ถาวรวัตถุสำคัญที่ชาวพุทธนิยมไปสักการะ คือ
1. เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช (Asokan Pillars) ที่ระบุว่าที่นี่คือสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ
2. วิหารมายาเทวี (Maya Devi) ภายในประดิษฐานภาพหินแกะสลักพระรูปพระนางสิริมหามายาประสูติพระราชโอรส ซึ่งเป็นวิหารหลังใหม่ครอบทับหลังเก่าไว้ และได้ขุดค้นพบศิลาจารึกรูปคล้ายรอยเท้า สันนิษฐานว่าเป็นจารึกรอยเท้าก้าวที่เจ็ดของเจ้าชายสิทธัตถะที่ทรงดำเนินได้เจ็ดก้าวในวันประสูติ
3. สระโบกขรณี (Puskarni – the sacred pond)ที่พระนางสีริมหามายาลงสรงสนาน ก่อนประสูติเจ้าชายสิทธัตถะ

ขอบคุณ เรื่องเล่า และถาพถ่าย ดีดีนี้ค่ะ
...เป็นมรดกทางโลก และเป็นมรดกทางพระพุทธศาสนา ยิ่งใหญ่มากนะคะ...
ขอบคุณคุณหมอและอาจารย์ทุกท่านที่ให้ดอกไม้ค่ะ
และขอขอบคุณอาจารย์ Dr. Ple และอาจารย์ ดร. พจนา แย้มนัยนา ที่ให้ความเห็นค่ะ ไปเห็นสถานที่แล้วซาบซึ้งและปิติมากค่ะอาจารย์ เขายังคงขุดพบของใหม่เรื่อย ๆ นับว่ามีค่าสำหรับชาวพุทธและทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างยิ่งค่ะ