ตามรอยพระศาสดาในแดนพุทธภูมิ ตอนที่ 13 - ( กุสินารา)
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2556
วันที่ 8 ของการจาริกแสวงบุญ
กุสินารา ( Kushinagar) เป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งใน 4 แห่งของ ชาวพุทธ เป็นสถานที่ตั้งของ สาลวโนทยาน (Sal Grove) หรือป่าสาละ มีชื่อเรียกเป็นภาษาท้องถิ่นว่า “มาถากุนวะระกาโกฎ” (Matha-Kunwar-Ka-Kot) ซึ่งแปลว่า “ตำบลเจ้าชายสิ้นชีพ” อยู่ใกล้แม่น้ำหิรัญญวดี (Hiranyavati River) ฝั่งตรงกันข้ามกับเมืองปาวา (Pava) กุสินาราเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน เป็นที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ และเป็นที่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
กุสินาราตั้งอยู่ในตำบลมถากัวร์ อำเภอกุสินคร หรือกาเซีย หรือกาสยา (Kushinaga; Kasia; Kasaya) ในเขตจังหวัดเทวริยา (Devria; Devriya) รัฐอุตตรประเทศ (Uttar Pradesh) พระอานนท์กราบทูลว่าเมืองกุสินาราเป็นเมืองที่เล็กมากเกินไป ไม่มีความสำคัญใด ๆ เลย ขอให้เลือกเมืองใหญ่ ๆ เช่น จำปา ราชคฤห์ สาวัตถี สาเกต โกสัมพี และพาราณสี ให้สมพระเกียรติด้วยเถิด แต่พระองค์ก็ยืนยันที่จะเลือกเมืองกุสินารา และอธิบายว่า กุสินาราในอดีตคือเมืองกุสาวดี (Kushavati) มีพระจักรพรรดิ์ราชามหาสุทัศนเป็นผู้ครองนคร เป็นศูนย์กลางของเมืองใหญ่ถึง 84,000 เมือง มีประชากรหนาแน่น มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ ซึ่งในอดีตชาติ พระองค์ก็คือพระจักรพรรดิราชามหาสุทัศนผู้เพียบพร้อมด้วยรูปสมบัติ คุณสมบัติ อาริยะทรัพย์ และโภคทรัพย์ทรัพย์อันอุดม พลานามัยแข็งแรงตลอดพระชนมายุอันยืนยาวพระองค์นั้นนั่นเอง
สาเหตุที่พระพุทธองค์ทรงเลือกเมืองกุสินาราเป็นสถานที่ดับขันธปรินิพพาน
1. เพื่อเป็นโอกาสที่จะประกาศพระมหาสุทัศนสูตร ( Maha Sudassana Sutta)
2. เพื่อแสดงธรรมโปรดพระสุภัททะ (Subhadra) ปัจฉิมสาวกและพระอรหันต์
3. เพื่อมอบหมายให้โทณพราหมณ์ (Don Brahmin) เป็นผู้แก้ปัญหาในการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อป้องกันมิให้แคว้นต่าง ๆ เกิดศึกแย่งชิงพระสรีระและพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ไปบูชา
4. อนึ่งเมืองกุสาวดี (Kushavati) เป็นเมืองที่ในอดีตชาติของพระองค์ พระองค์เคยละสังขารที่เมืองนี้มาแล้วถึง 6 ครั้ง หากจะทรงกระทำเป็นครั้งที่ 7 ก็ไม่น่าแปลกอะไร และตามพระคัมภีร์ โบราณ เมืองนี้เคยเป็นสถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าที่ทรงพระนามว่า “ผุสสะ” มาก่อน
สถานที่ที่ชาวพุทธนิยมมาแสวงบุญที่เมืองกุสินารา ได้แก่
1. พระสถูปปรินิพพาน พระเจ้าอโศกมหาราชเคยเสด็จมายังสถานที่ปรินิพพาน ณ เมืองกุสินารา และได้บริจาคทรัพย์ โปรดให้สร้างพระสถูปขนาดใหญ่ครอบแท่นปรินิพพานพร้อมด้วยต้นสาละไว้ พระสถูปนี้มีลักษณะเป็นทรงมนรูปบาตรคว่ำ สูงประมาณ 70 ฟุต บนยอดพระสถูปมีฉัตร 3 ชั้น ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่กษัตริย์มัลละแห่งเมืองกุสินาราได้รับมาหนึ่งในแปดส่วนแรกจากโทณพราหมณ์ หลังจากการถวายพระเพลิงเสร็จสิ้นลง ซึ่งโทณพราหมณ์ได้จัดสรรเป็นแปดส่วนดังนี้
1. Lichhavis of Vaishali
2. Ajatshatru the King of Magadha
3. Sakyas of Kapilavastu
4. Bulis of Alakappa
5. Koliyas of Ramagram
6. A Brahmin of Vethoweep
7. Mallas of Pava
8. Mallas of Kushinagara
2. มหาปรินิพพานวิหาร ตั้งอยู่ด้านหน้าบนฐานเดียวกันกับพระสถูปปรินิพพาน บริเวณภายในวิหาร ประดิษฐานพระพุทธรูปปางปรินิพพาน บรรทมตะแคงขวา มีขนาดความยาว 23 ฟุต 9 นิ้ว กว้าง 5 ฟุต 6 นิ้ว องค์พระยาว 10 ฟุต สูง 2 ฟุต 1 นิ้ว พุทธประติมากรรมพพระองค์นี้ แกะสลักจากหินจุนศิลาก้อนเดียว จากเมืองจูน่า ใกล้กับเมืองพาราณสี ฐานที่รองรับสร้างด้วยอิฐ ด้านซ้ายสุดของฐาน มีรูปปั้นของพระสุภัททะ (Subhadra) ซึ่งเป็นปัจฉิมสาวกและพระอรหันต์องค์สุดท้าย ตรงกลางฐานเป็นรูปปั้นพระอนิรุทธ (Anirudha) ผู้เข้าสมาบัติติดตามพระพุทธองค์จนเข้าสุ่มหาปรินิพพาน ถัดมาด้านขวาเป็นรูปพระอานนท์ พุทธอนุชาที่กำลังโศกเศร้า
3. มกุฏพันธนเจดีย์ ตั้งอยู่ห่างจากปรินิพพานสถูปไปทางทิศตะวันออกประมาณ 1 กิโลเมตร ชาวท้องถิ่นเรียกว่า รัมภาร์สถูป (Ramabhar Stupa) เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระในวันที่ 7 หลังจากพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน ปัจจุบันเป็นเนินดินทรงกลมขนาดใหญ่ ก่อด้วยอิฐ
ขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกจากเมืองปาวา (Pava) ซึ่งเป็นเมืองที่พระองค์ปลงพระชนมายุสังขาร พระองค์ทรงประชวรมากแล้ว ครั้นเข้าเขตเมืองกุสินารา ใกล้แคว้นมัลละ พระองค์ได้พักที่สวนมะม่วงของนายจุนทะ และรับบิณฑบาตรอาหารที่ชื่อว่า สูกรมัททวะ (sukaramaddava) ซึ่งเป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่นายจุนทะ (Cunda) ลูกพ่อค้าช่างทองนำมาถวาย พระองค์ทรงพระประชวรมากขึ้น จากนั้นจึงได้ลงสรงสนานเป็นครั้งสุดท้ายที่แม่น้ำตากุตถา (Kakuttha River) ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ นั้น พอถึงเมืองกุสินารา พระองค์ได้เสด็จขึ้นที่ประทับบนภูตาคาร ศาลาของมัลละกษัตริย์ที่ทรงสร้างไว้เป็นที่พักผ่อนในระหว่างที่เสด็จมาประพาสน์ภูตาคาร ศาลาหลังนี้ตั้งอยู่ระหว่างไม้สาละคู่หนึ่งที่มีลำต้นกลมงาม มียอดน้อมเข้าหากัน พระพุทธองค์ตรัสขอให้พระอานนท์จัดตั้งที่นอน หันศีรษะไปทางทิศเหนือ ระหว่างไม้สาละคู่นั้น เมื่อพระองค์ประทับสีหไสยาสน์ ก็ปรากฏสิ่งอัศจรรย์ขึ้น กล่าวคือ ต้นสาละผลิดอกออกผลผิดฤดูกาล หล่นพรูลงมาถวายเป็นสักการะบูชาพระตถาคต พระพุทธเจ้าจึงตรัสแก่พระอานนท์ว่า
“อานนท์ การบูชาก็เท่านี้แหละ ตถาคตมิได้ยินดียิ่งไปกว่าพระภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามพระธรรม คำสั่งสอน เป็นการบูชาอย่างสูงต่อพระตถาคต”
คืนสุดท้ายก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน สุภัททะปริพาชก (Subhadra) พราหมณ์วัย 120 ปี มาขอพระอานนท์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แต่พระอานนท์ไม่อนุญาตเพราะพระพุทธเจ้ากำลังประชวรหนัก เกรงจะเป็นการรบกวน แต่พระพุทธเจ้าทรงสดับได้ด้วยทิพโสตญาณ จึงอนุญาตให้สุภัททะปริพาชกเข้าเฝ้า พระองค์ได้ตอบข้อซักถามและทรงเทศนาปรารภเรื่องขันธ์ ๕ กับสุภัททะปริพาชก ว่า
“ จงอย่าสนใจกับร่างกายของตน อย่าสนใจร่างกายของคนอื่น อย่าสนใจกับวัตถุธาตุใด ๆ ทั้งหมด เพราะทุกอย่างเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง ถ้าหากเข้าไปยึดแล้ว ก็เป็นทุกขัง เป็นทุกข์แล้ว ในที่สุดก็จะพัง เป็นอนัตตา ดึงมันไว้ไม่อยู่ ฉะนั้นขอเธอจงปรับใจของเธอให้เข้าใจถึงเรื่องนี้ให้รู้ตามความเป็นจริงเถิด”
สักครู่หนึ่งสุภัททะปริพาชกก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์และได้บวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเป็นรูปสุดท้ายในขณะที่พระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่
คืนนั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ ถึงสถานที่เพื่อการระลึกถึงและเจริญในกุศลทั้งหลาย ให้กุลบุตรผู้ศรัทธาควรเห็น อันได้แก่ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล คือสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน ผู้จาริกไปยังเขตเหล่านี้ด้วยความเลื่อมใสแล้ว จักเข้าถึงโลกสวรรค์ได้เมื่อถึงเวลา ทรงประทานโอวาทและรับสั่งกับพระอานนท์ว่า
“เมื่อเราปรินิพพานไปแล้ว บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดว่าพระบรมศาสดาของเราไม่มีข้อนี้ พวกเธอไม่ควรเห็นอย่างนั้น ธรรมะก็ดี วินัยก็ดี ที่เราได้แสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ ธรรมวินัยนั้นจะเป็นศาสดาของพวกเธอเมื่อเราปรินิพพานไปแล้ว”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งเป็นปัจฉิมวาจากับพระภิกษุของพระองค์ว่า
“ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราจักเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลาย จงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”
วันนั้นเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง เดือนวิสาขะ (Vaisakh Purnima) ก่อนคริสตศักราช 543 ปี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวันวิสาขบูชา หรือวิสาขปุณณมีของชาวพุทธมาตั้งแต่บัดนั้น ต้นสาละทั้งคู่ที่กำลังผลิดอกบานสะพรั่งนอกฤดูกาลก็โปรยปรายลงมาเฉพาะบนพระสรีระ เพื่อบูชาพระตถาคต แม้ดอกมณฑารพบนสวรรค์ก็ตกลงมาจากอากาศ แม้แก่นจันทน์ที่เป็นพิษก็ตกลงมาจากอากาศ แม้แต่เทวดาก็ยังมาชุมนุมกันเฝ้าส่งเสด็จพระตถาคตที่ป่าสาลวัน (Sal Grove) เมืองกุสินารา
อ่าน กุสินาราในสมัยพุทธกาลและ หลังพุทธกาลได้ที่นี่ค่ะ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2

เอาดอกไม้มามอบให้ก่อน เดี๋ยวจะกลับไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่นะครับ...ขอบคุณบันทึกอันงดงามทั้งหลายทั้งหมดที่เขียนนมาให้ได้อ่านและชื่นชมมากๆ เลยนะครับ
ฝันดีจ้ะ
ขอบคุณอาจารย์ นุ อาจารย์กัลยา อาจารย์มะเดื่อ และพี่หนานมากค่ะ มีเวลากรุณามาแวะอ่านอีกนะคะ ขอบคุณสำหรับความเห็นของพี่หนานมากค่ะ