จบมาใหม่ ๆ สนใจหลักการตลาด สาขานี้ เรียนแล้วน่าจะสนุก มีความสุขกับการทำงาน แต่เมื่อเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม กลับรู้สึกลังเลใจ ฉันเรียนแล้ว จะไปทำอะไร อยู่ในแวดวงธุรกิจ จะแสวงหากำไรหรือไม่ หรือแสวงหาวิธีการอะไร กลยุทธ์ไหนที่ควรจะนำมาใช้ เพื่อเปิดโอกาสทางการตลาด และเพิ่มช่องทางการมีส่วนแบ่งมากขึ้นทางการตลาด จะหลัก 4P หรือหลักอะไรดี ก็คงจะวนเวียนไปกับการแสวงหากำไร (แบบคิดไปเอง เออเองทุกประการ) ท้ายที่สุด ก็ไม่เรียนโทด้านนี้
ปะ ไปเรียนต่อโทที่กรุงเทพดีกว่า อ้าววว ไปสมัครงานเกี่ยวกับโบรกเกอร์สินค้าการเกษตรล่วงหน้า ได้แล้วก็ไม่เอาซะง้าน เกิดเปลี่ยนใจ ไม่อยากทำงานด้านนี้แล้ว
ทำงานด้านการศึกษาที่คณะแพทย์ มธ. ก็ดีเหมือนกัน ไอ้เจ้าความคิดก็อยากไปออสเตรเลียซะเหลือเกิน แบบว่า...ไม่ดูตัวเองเอาซะเล้ย ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เรื่องได้ราว ตังค์ก็ไม่ค่อยจะมี แต่เมื่อหันกลับมาพิจารณาตัวเอง ไม่ไปดีกว่า จะเรียนต่อโทบ้านเรานี่ละ อ้าว ไปสมัครเรียนโท เศรษฐศาสตร์สหกรณ์ น่าจะตอบโจทย์สังคม กับความต้องการของตนเองที่หวังกำไรน้อยกว่า สวัสดิภาพที่ดี สวัสดิการที่ดีต่อสมาชิกสหกรณ์หลักการนี้ น่าจะมีส่วนช่วยทำให้สังคมดีขึ้น (รึป่าว)
ถ้าเรียนไปแล้ว และยังทำงานที่หน่วยบริการการศึกษา คณะแพทย์ มธ. มันจะตอบโจทย์ตัวเองยังไง ถ้าไม่ลาออกแล้วไปสมัครงานด้านสหกรณ์ ออ!! ไปสมัครงานแบงค์จะดีกว่ามั้ย ไปสอบข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ ความคิดอยากทำงานราชการก็ผุดมาซะงั้น โอว! เค้าสัมภาษณ์ก็ดั้น บอกเค้าไปว่า อยากทำงานราชการ (อ้าว...ผิดแผนแล้วยัยเบญ) แล้วใครเค้าจะรับแก๊... เล่นไปตอบแบบนั้น
ออ! ไปสมัครงานราชการก็ได้แว๊
ไอ้สมองกลวง ๆ อย่างยัยเบญ ไปสมัครงานก็ดั้น ไม่ดูอะไรให้ดี ๆ ซะง้าน ดูแต่เงินเดือน ไม่ได้ศึกษารายละเอียดอื่น ๆ เอาซะเลย
ไปสมัครงาน เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล (พนักงานราชการ เงินเดือนหมื่นนิด ๆ ถ้าข้าราชการเจ็ดพันปลาย ๆ ยัยเบญเลยเลือกพนักงานราชการ โอว...)
ทำงานที่กรมฯ ไป 2-3 เดือน ก็รู้ตัวแล้วว่า ฉันตัดสินใจผิด คิดว่าพนักงานราชการดีกว่าข้าราชการ อ้าว! ไม่เป็นไร อายุยังน้อย ทำงานแบบบ้าพลังอยู่แร้ว อ้าว! เรียนต่อดีกว่า เรียนอะไรดี เรียนด้านนี้ละกัน "ประกาศนียบัตรบัณฑิต (วิชาชีพครู)" และเผอิญ น้องที่น่ารัก "น้องแฟง" โทร. หาเรา แนะนำให้เราไปเรียนต่อด้านวิชาชีพครูซะง้าน แนะนำให้ไปเรียนที่ มรภ.พระนคร ก็ว่าจะไปสมัครเรียนที่นั่นแล้ว และก็ชวนเพื่อนที่กรมฯ ไปเรียนด้วยกัน เค้าก็ว่าน่าสนใจจะไปเรียนด้วย แต่เปลี่ยนเป็น มรภ.จันทรเกษมดีกว่ามั้ย ใกล้หอพักเรากว่ากันเยอะ หักลบ กลบค่าเดินทางไปจันทรเกษมถึงแม้ค่าเทอมจะแพงกว่าประมาณสองหมื่น ก็น่าจะคุ้มกว่า
ท้ายที่สุดเรียนวิชาชีพครูที่จันทรเกษม (อีกสองสามคนว่าจะไปเรียนด้วย ไม่ไปซะงั้น)
วิชาแรก หลักการศึกษาและหลักวิชาชีพครู สอนโดย ผศ.ดร.รมดี พิมลบรรยงก์ ฝึกการนำเสนอข่าวการศึกษาหน้าชั้นเรียน ฝึกการพูดในบทบาทสมมติต่าง ๆ เช่น เป็นแกนนำ (ม็อบ) ประท้วง, ครูสอนไทเก๊ก, เป็นพิธีกรขึ้นบ้านใหม่, เป็นคู่บ่าวสาว, เป็นตัวแทนกล่าวนู่นนั่นนี่ ฯลฯ เยอะแยะมากมายกับบทบาทสมมติต่าง ๆ ในโลกของความเป็นจริง ส่วนเรื่องของยัยเบญเป็นคนอวยพรงานบ่าวสาว (ตั้งแต่เรียน public speaking สมัย ป.ตรีละ ได้รับบทบาทสมมติเป็นเจ้าสาว ไม่วายเรียนวิชาชีพครู ก็ได้รับบทบาทสมมติเป็นคนกล่าวอวยพรบ่าวสาว หนีไม่พ้นเรื่องนี้จริง ๆ) เรียนหลักการศึกษา พรบ. การศึกษา หรือแม้กระทั่งปรัชญาการศึกษา รูปแบบการจัดการศึกษา แนวคิดที่ครูควรมี ทัศนคติที่คนเป็นครูควรจะมี ดีหนักหนา แม้ว่าจะไม่ได้เป็นครู แต่ก็เป็นแนวคิดที่สามารถปรับกับการใช้ชีวิตของเราได้ การมองแบบไหนที่ถือได้ว่าเป็นแง่ลบ ในเบื้องต้น แล้วส่งผลให้ตัดสินใจผิดพลาด นั่น...เป็นจุดเริ่มต้น เป็นเข็มทิศชีวิต เข็มทิศความสุขของยัยเบญเลยค่ะ ทำให้เราเปลี่ยนมุมมองหลาย ๆ เรื่อง Change to be better อยากจะบอก อ.รมดีว่า หนูคิดถึ้งคิดถึงอาจารย์มั่กมากเลยค่ะ แต่ปี 2557 ยังไม่ได้ไปกราบครูเลย ครูทำให้หนูมีความเป็นคน เพื่อจะได้ก้าวความเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น และที่สำคัญ ครูทำให้หนูได้ฝึกสมอง อ้าว! ท่องหลักการศึกษาแล้วสอบปากเปล่าเลยในคาบนั้น มะมาสอบ อ้าว บทบาทสมมติแบบนี้ ให้เวลาคนละ 5 นาทีออกมาพูด อะไรอย่างงี้ ฝึกความกล้าพูดของยัยเบญอย่างมากมาย เพราะหลัง ๆ นั่งเรียน นั่งทำงานแบบน้ำลายบูด ไม่พูดไม่จา ทำงานอย่างเดียว เง้อ!! ทักษะการพูด ทักษะการนำเสนอของชั้นนนนหายไป (คิดว่า มันคงไม่มีตั้งแต่ต้นด้วยแหละ)
วิชาที่สองเรียนสนุกกับการสอนแบบ บรรยาย แต่แบบฝึกหัด ทำให้เราได้ศึกษาค้นคว้ามากกว่าในตำรา ฝึกคิด โอวที่สำคัญประยุกต์มั่กมาก คือ การบริหารจัดการสำหรับครู สอนโดย ผศ.นสพ.สุรพล พหลภาคย์ และ อ.จุฑาทิพย์ พหลภาคย์ ชอบแนวข้อสอบมั่กมาก แต่จำไม่ค่อยจะได้แล้วละ ว่ามีการบ้านอะไรบ้าง และมีแนวข้อสอบอะไรบ้าง รู้แต่ว่าสอบ final ข้อหนึ่งที่ถามว่า การบริหารการศึกษา กับ การบริหารภาคธุรกิจเป็นอย่างไร อะไรประมาณนี้
วิชาที่สร้างแรงบันดาลใจ แต่ยังไม่ไปทำอะไรสักที คือ วิชา การพัฒนาหลักสูตร สนุกมากตอนเรียนในห้อง เช่น ให้วิเคราะห์ เปรียบเทียบ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 คือให้อ่านในห้อง และให้ทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จภายใน 30 นาที หรือว่า 1 ชั่วโมงนี่ละ คือว่าเราชอบไงมันสนุกกับการทำงานแผน การทำงานเพื่อพัฒนาเป็นสู่สิ่งที่สอดคล้องกับสมัยปัจจุบัน (หรือที่บางคนชอบเรียกว่า ปรับไปสู่สิ่งที่ดีกว่า) คือ มันสนุกอ่ะ มันไม่นิ่ง เราต้องศึกษาอยู่ตลอด โดยนำข้อมูลจากสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี หรืออะไรที่มีผลกระทบกับชีวิตของมนุษย์ ที่ทำให้เราจะต้องปรับระบบ วิธีการ หรือรูปแบบการศึกษา เพื่อให้สอดรับและสอดคล้องกับกระแสต่าง ๆ ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป มันน่าสนใจ และสนุกมั่กมากเลยละ
วิชาที่ตอนเรียนในห้องยัยเบญสนุกกับการตอบคำถาม และตั้งคำถามเป็นที่สุด ให้ทายซิ ว่าเป็นวิชาอะไร....
ไม่น่าเชื่อ นั่งทำงานน้ำลายบูด แต่พอเรียนวิชา จิตวิทยาสำหรับครู สนุกกับการตั้งคำถาม และมีความสุขกับการตอบคำถาม เออ...ยัยเบญมีความสุขแฮะ เรียนจิตวิทยาสำหรับครูโน่นนั่นนี่ เด็กแต่ละช่วงอายุมีพัฒนาการอย่างไร คนเป็นครูควรจะใส่ใจ และพัฒนาเด็กด้านใด จึงจะเหมาะสมกับเด็ก เฮ้ย!! แต่ทุกวันนี้ เด็กเรียนอะไรกันหนักหนาแว๊ ท่องจำ การบ้านมหาศาลไปเพื่อ... สอบเสร็จคืนครู ผู้ปกครองช่วยทำการบ้าน (บรรลัย...มั้ยเนี่ย)
ยัยเบญยังไม่เหนื่อยกับการเล่า เดี๋ยวขอเล่าต่อละกันนะคะ
วิชา การจัดการเรียนรู้ สอนโดย ผศ.เรวัตร พรหมเพ็ญ และ อ.นาถฤดี โปราณานนท์ วิชานี้ ทำให้อารมณ์สุนทรีขึ้น ใจเย็นขึ้น จากแต่ก่อน ใจร้อน เน้นทำงานให้เสร็จไว ๆ มานั่งพับโน่นนั่นนี่ ออกแบบ ต่อกระดาษ ทำสื่อแบบซับซ้อน ว้าว ยัยเบญถูกฝึกให้เป็นมนุษย์มากขึ้น ดีจังเลยแฮะ รวมถึงศึกษากระบวนการสอนและกระบวนการเรียนรู้ จากทฤษฎีต่าง ๆ เช่น เกสตัลท์ ที่ว่าเรียนรู้จากภาพรวม ไปหาย่อย ยกตัวอย่าง เรียนทำราดหน้า(ภาพใหญ่) ภาพย่อย ค่อยบอกว่ามีอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง, ทฤษฎีสนาม ทุกคนมีโลกที่เรียกว่า "Life space" ชอบจัง ทำให้รู้สึกว่า แต่ละคนมีพื้นที่อะไรบางอย่าง เฉพาะเจาะจงเป็นรายคน (คิดว่า น่าจะนำไปสู่การศึกษารายกรณี เพื่อพัฒนาผู้เรียน), ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ ที่กล่าวว่า บุคคลเกิดการเรียนรู้จากกระบวนการซึมซับหรือดูดซึม (assimilation) ขัอมูลและประสบการณ์ต่าง ๆ เข้าไปเชื่อมโยงกับโครงสร้างสติปัญญาเดิม ถ้าปรับไม่ได้ก็จะเกิดภาวะไม่สมดุล อ้าว! อย่าสอนเด็ก ถ้าเด็กไม่พร้อม (แล้วจะทำยังไงให้เด็กพร้อม), ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของบรุนเนอร์ คนเลือกรับรู้ในสิ่งที่ตนสนใจ ดังนั้น ต้องให้เค้าค้นพบด้วยตนเอง, ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ชอบมากพ่อใหญ่ "เดวิด ออซูเบล" อธิบายว่า การเรียนรู้ที่ดี คือ การเรียนรู้อย่างมีความหมาย โดยบุคคลสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้ใหม่กับสิ่งเดิมที่มีอยู่ ดังนั้น การสอนต้องเสนอความคิดรวบยอดให้ผู้เรียนได้รู้ล่วงหน้าก่อนที่จะสอน เพื่อให้ผู้เรียนได้ใช้ในการเชื่อมโยงกับสาระที่เรียนรู้, ทฤษฎีการเรียนรู้ของมาสโลว์ มี 5 ขั้น ยัยเบญคิดว่า น่าจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่ปรับจากด้านกายภาพคือ สภาพห้องเรียน อาหาร อากาศ รวมถึงปรับจากภายใน การกล่าวทักทาย การปรากฎกายของครูที่จะมีส่วนช่วยให้เด็กเกิดความพร้อมมากขึ้น ตามหลักของเพียเจต์ที่ว่า อย่าสอนถ้าเด็กไม่พร้อม หน้าที่ของครูอีกตามเคย ที่ควรจัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้จะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักตนเองตามสภาพจริง, แต่เราชอบทฤษฎีการเรียนรู้ของรอเจอร์ส ที่บอกว่า ครูควรสอนแบบชี้แนะ (non-directive) โดยให้ผู้เรียนเป็นผู้นำตนเองในการเรียนรู้ เนื่องจากผู้เรียนมีศักยภาพ และแรงจูงใจที่จะพัฒนาตนเองอยู่แล้ว มนุษย์สามารถพัฒนาตนเองได้ดี หากอยู่ในสภาพที่ผ่อนคลาย และเอื้อต่อการเรียนรู้ อีกหลายทฤษฎีที่เรียน พอจะสรุปเอาเองได้ว่า การจัดการเรียนรู้ ควรเน้นที่ผู้เรียนเป็นสำคัญ ครูควรเป็นผู้อำนวยการ (facilitator) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีอิสระที่จะเรียนในสิ่งที่ตนเองต้องการ และให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมรับผิดชอบในกระบวนการเรียนรู้ของตน และควรจะมีเวลาให้ผู้เรียนได้มีเวลาพัก เพื่อใคร่ครวญ ไตร่ตรองสิ่งที่เรียน หรือเพื่อมีเวลาในการเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมที่มี แต่นี่อะไรกัน สอนกันแบบยัด ๆ ยัด ๆ และก็เยียด ๆ กันเข้าไป (เฮ้อ...เพลียใจจริง ๆ)
วิชานี้ ก็เจ๋ง ตอบโจทย์ชีวิตคนโง่ ๆ อย่างเราได้เลยละ เรื่องเทคโนโลยีนี่ ล้าสมัยสุด ๆ เลยอ่ะ ต้องเรียน photoshop หัดทำภาพ ทำสื่อจากโปรแกรม Ulead ทำสื่อจากโปรแกรมอะไรอีกน้า 2 โปรแกรม (ลืมละ) แต่น่าเสียดาย ตอนเรียนทำภาพกับ photoshop โน๊ตบุคที่มีก็เต่าเหลือหลาย ลงโปรแกรมนี้ไม่ได้ เพราะสมรรถนะของ notebook เราไม่ถึง เง้อ! เลยเรียนไม่ค่อยจะได้เรื่องได้ราว ได้ทำเฉพาะอยู่ห้องเรียน นอกห้องเรียนจะไปฝึกที่ไหนละ เฮ้อ!! คอมพ์ที่ทำงานก็เป็นเครื่องที่แย่ที่สุดของกรมฯ (ช่างเค้าบอกว่าอย่างง้าน ว่าเครื่องที่แย่ที่สุดของกรมฯ อยู่ที่นี่เองหรา... ของยัยเบญนี่เอง เจง ๆ ไม่ต้องบอกก็รู้ จะเปิดไฟล์แต่ละที รอ รอ และรอ กว่าจะได้ แอบเมาท์นิดนุง เวลาพี่ชัยวัฒน์ตามงานให้ print เอกสารโน่นนี่นั่น ชอบบอกว่า ทำไมให้ print งานเดิมถึงช้าจัง ไอ้เราก็บอกว่าคอมพ์มันช้าเพ่ กว่าจะเปิดได้ต้องรอ ปัดโธ่ คนทำงานเน้นความเร็วอย่างเรา ยังเซ็งอ่ะ แล้วนี่ อธิบาย CW (ชัยวัฒน์) ฉายาแกตั้งของแกเอง ว่าทำไมเราทำงานช้าจังแว๊... บอกแล้วบอกอีก ว่าคอมพ์หนูมันช้าค่ะเพ่ ก็ไม่ฟัง และก็บอกเราว่าทำไมไม่ให้ช่างมาซ่อมให้ บอกแล้วว่า ช่างมาซ่อมแล้ว เค้าให้ซื้อใหม่ ต้องรอซื้อใหม่ แต่ระบบราชการก็รอกันไป อ้อ! สุดท้าย พี่หัวหน้า "อู๊ด" ช่วยจัดการ ผ่านพี่เอฟ หาคอมพ์ที่ดีกว่าเดิมนิดนึง ขอบอกว่านิดเดียวเจง ๆ แต่ก็เอาเฮอะ ดีกว่าตัวเดิมนั่นอยู่ก็ดีแล้ว แง่ววววว มันฝึกเราจริงๆ ในเรื่องการทำงาน ทำให้เราทำงานช้าเป็นบ้าง) และที่สำคัญการทำสื่อในการเรียนวิชานี้ ถ้าไม่ได้แพช (พัชรี) ยัยเบญคงไม่จบอ่ะ เพราะเครื่อง notebook ยัยเบญมันเก๊า เก่า เก่าจริง ๆ ลงโปรแกรมไม่ได้ (ทีทำงานไม่ต้องพูดถึง ประสิทธิภาพก็ไม่ค่อยต่างกัน) ดีใจที่มีเพื่อนอย่างแพช ทำให้เราเรียนจบ ไปทำงานตัดต่อที่บ้านแพช จนถึงเช้า ไปทำภาพ ทำสื่อบ้านแพช ถึงเช้าก็ครั้งน้า... ตอนนั้นยังเอ๊าะ ๆ ไม่ได้นอนไปทำงาน ไม่ได้นอนไปเรียน ที่สำคัญไม่ได้นอนไปสอบ 3 วิชา (เช้า-บ่าย) เพื่อ...มัวแต่ไปทำสื่อบ้านแพชนีละ ทำได้ไงเนี่ย... อึดจริง ๆ ตอนนี้คาดว่าไม่สามารถแล้วละ อึดปานนั้น (ลืมบอกไป วิชานี้ ชื่อว่า นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา)
อ้าว วิชาต่อไป วิชา การวัดและประเมินผลการศึกษา โอว เพราะเคยทำงานคณะแพทย์มา วิชานี้ ก็เลยพอมีไอเดีย มีแนวคิดอะไร พอเข้าใจบ้าง เรียนกับ ดร.พรศรี ฉิมแก้ว ชอบการออกข้อสอบของครู มันเจ๋งมว๊ากกกก (คือ ขอใช้ศัพท์วัยรุ่นนิดนึงส์) ข้อสอบของ อ.พรศรี นี่อ่านไปเถอะ ร้อยครั้ง พันครั้ง ถ้าคิดไม่เป็น ก็คิดว่า น่าจะสอบไม่ผ่าน แต่ที่เราผ่าน เพราะเพื่อนแอบดูของเรา และก็บอกว่า เราคิดผิด ฮ่า! แก้ใหม่ ๆ แก้ใหม่ ๆ คือ สอบที่เพื่อนดูได้อ่ะ คือ สอบแบบเก็บคะแนนในห้องทั่วไป ไม่ได้จริงจัง และอ.พรศรีก็ให้โอกาสในการถามกันได้ คือ ข้อสอบมันเจ๋งไง บางทีถามไปเถอะ ใช่ว่าจะถูก อะไรประมาณนี้ เราชอบการวัด 3H คือ Head, Heart, และ Hand มันทำให้เราหันกลับมาถามตัวเองนะ ว่าจะทำอะไรมีสติถึงพร้อมหรือไม่ จิตใจเธอเป็นเช่นไร คลังความรู้ หรือเสบียงบนสมองน้อยนิดของเธอมีอะไร และจะทำอะไรลงไป ใคร่ครวญดี ๆ ไตร่ตรองให้ถ้วนถี่นะ คือ การวัดนี่เป็นการวัด การประเมินผลผู้เรียนก็จริง แต่มันสามารถเชื่อมโยงการใช้ชีวิตของเราได้ไง และอีกวิชาที่เรียน กับ อ.พรศรี คือ วิชา วิจัยทางการศึกษา ออ! สนุกดีฝึกคิดคำนวณ แต่ก็อย่างว่านะ ข้อสอบจารย์ยากส์โคตร
อีกวิชาที่ขาดไม่ได้ คือได้ฝึกตนเอง มองเห็นความไม่เท่ากันของคนที่เกิดมา เพื่อให้โอกาสที่เท่าเทียมกับพวกเค้า คือ วิชา การศึกษาแบบเรียนรวม สงสัยมั้ยคะว่า เรียนรวมอะไรน่ะ เป็นการเรียนเพื่อสอนผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ เช่น บกพร่องทางสายตา บกพร่องทางหู...เยอะแยะมาก ไปจนถึงผู้พิการซ้อน เราได้เรียนภาษามือด้วยละ เรียนหลายคำ หลายประโยคมั่กมาก จำได้แต่ตอนที่เรียน และช่วง 3 เดือนแรกที่เรียน มันไม่ได้ใช้ไง ตอนนี้ลืมแล้ว ถ้าใครมาถามนี่ น่าอายมั่กมากลืมไปแว้วววว เรียนอักษรเบรลล์ด้วย (แต่เรียนไม่เยอะ และตอนนี้ก็ลืมแล้วว่า เขียนยังไง อ่านยังไง) เรียนวิธีการจัดการศึกษาสำหรับผู้เรียนแต่ละกลุ่ม ซึ่งน่าสนใจมั่กมาก
วิชานี้ ถ้าไม่ได้เรียนก็ไม่ได้อีกละ คือ ภาษาสำหรับครู เขียนภาษาไทย ฝึกเป็นพิธีกรอีกตามเคย เรียนคราวนี้ จากเดิมเรียนหลักการศึกษาฯ คะแนนเต็ม 10 ให้ตัวเอง -5 แต่พอเรียนครั้งนี้ ฝึกเป็นพิธีกรให้ตัวเอง 2 คะแนนฮัฟฟฟ เก่งขึั้นนะเนี่ย (ถึงแม้ว่า ถ้าเทียบกับคนอื่น เราก็คงตก แต่เราไม่เทียบไง เพราะเราเทียบเค้าไม่ได้ อิ อิ) เรียนภาษาอังกฤษ ก็ยากส์อ่ะ เอาน่ายัยเบญสู้ ๆ
อีก 2 วิชา สุดท้าย การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 1 จุดเริ่มต้น กับการตัดสินใจ และวิชา การฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู 2 ต้องตัดสินใจ ว่าจะอยู่หรือจะไป จะทำอะไร ต้องเลือกสักอย่างแล้วละ ทำงานกรมฯ ไปทำงานฝึกสอน (ตายแน่ ๆ) พูดนำเหนออะไรก็ไม่ได้เรื่อง เนี่ย... ต้องไปสอนเด็กนะโว้ยยยยย จะไหวมั้ย ต้องเลือกซักทางแล้วละ อ.รมดี บอกว่ายัยเบญยังไม่ส่งชื่อโรงเรียนที่จะไปฝึกสอนเลยอ่ะ อ้าว จะไปสอนโรงเรียนไหนละเธอ ก็ชั่วโมงนะ ฝึกสอน 2 ครั้งนี้ เค้านับชั่วโมงยังไงนะ จำไม่ได้แล้ว จำได้แต่ว่า เมื่อคิดเป็นวันแล้วประมาณเกือบ 3 เดือน โอ๊ย!! แม่เจ้า...
ก็อย่างที่เคยบอกมา ทำงานกรมฯ กับตำแหน่งพนักงานราชการทำให้เรากล้า (จริงมั้ย) ที่จะลาออก เพื่อไปเป็นครูอย่างเต็มตัวที่โรงเรียนเอกชน นามว่าไรนั้น อุบไว้ก่อน ตอนนี้ เค้าเป็นวิทยาลัยแล้ว ยินดีด้วยจริง ๆ
เป็นวิทยาลัยที่ให้โอกาสเราในการทำงาน ให้โอกาสความเป็นครู เด็กๆ เรียก จารย์ ๆ
และที่วิทยาลัย อาจารย์ในแผนกก็น่ารัก แผนก คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และพลานามัย
ขอบคุณ อ.กวางที่สอนแนวทางการสอนคณิตให้กับเรา ขอบคุณมาสเตอร์ ที่ให้คำแนะนำ ขอบคุณ อ.ตูน ที่สอนการปฏิเสธคนอื่นบ้าง และสอนการใช้ชีวิตในสังคม ขอบคุณน้องบ๊วย ครูวิทย์ที่น่ารัก (ป่านนี้ จบโทแล้วมั้ง) ขอบคุณ อ.เจี๊ยบ กับการทำตัวสบาย ๆ ขอบคุณน้องแนท ที่ทำให้ได้เรียนรู้ การเป็นครูประจำชั้นที่แข็งแกร่ง ขอบคุณน้องโด่ง ครูวิทย์สุดมั่น และ อาจารย์พละอีกสามคน อ.บี, อ.หนุ่ย และ อ.เจมส์
วิชาชีพครูที่เรียนเมื่อ 13 มิ.ย. 2553 ได้สร้างการปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงยัยเบญได้อย่างมหาศาล ถึงแม้ เมื่อคิดเป็นตัวเงินแล้วจะมากมาย เหมือนกับที่jj มักจะบอกว่า เรียนไปแล้ว ก็ไม่เห็นไปสอบเป็นครู เรียนเสียตังค์แม่เปล่า ๆ นี่จะเรียนโทอะไรอีกละ เรียนแล้วไม่เกิดประโยชน์ เรียนแล้วไม่เอาไปทำอะไร ไม่ต้องมาขอตังค์แม่เลย (แป๊ว!!!! แป๊ว!!!!) เกิดสำนึกตรงว่า ขี้เกียจฟัง jj บ่นนั่นเอง อิ อิ (จริง ๆ jj คงไม่อยากให้เราทำบาปกับแม่ ไปถลุงตังค์แม่อีก เหมือนอย่างสมัยวัยเด็ก แก่ขนาดนี้ยังขอตังค์แม่มั้ง เน๊าะ)
ขอบคุณพี่ทิพย์ที่แอบเข้าใจบ้าง ขอบคุณคุณรุ่งโรจน์ที่ห่วงใยน้องเสมอมา ขอบคุณ jj ที่เป็นห่วงน้องเกิ๊น จนบางครั้งอาจจะรู้สึก เป็นห่วงกอดน้องแน่นเกิ๊น
หายใจไม่ค่อยออก ไม่ต้องห่วงน้องขนาดน้านก็ได้ รักพี่ ๆ นะคะ
และที่สำคัญขอบคุณคุณแม่ที่ดูแลลูกมาเป็นอย่างดี
ด้วยรักและระลึกถึงผู้มีพระคุณทุกท่าน
เบญจวรรณ สุมารัตน์
15 ก.พ. 2557
มีความสุข สนุกกับการเป็นครูนะคะ...เป็นกำลังใจค่ะ
กด Like ;)...
-สวัสดีครับ
-อ่านไปก็ยิ้มไป..เพลิน ๆกับการใช้ชีวิต.
-วิชาชีพครู...เจ๋ง....อ่ะ..
-ขอบคุณเรื่องเล่านี้นะครับ..
ชอบบันทึกแบบนี้
เขียนละเอียดมากเลยครับ