เห็นบรรดาสหายนำของสมัชชาปกป้องประชาธิปไตยรวมถึงแกนนำและแกนนอนของฟากแดงรวมถึงช่องเอเชียอาบแดดออกมาตะโกนปาวๆ วาดภาพสงครามกลางเมืองกำลังมา ถ้าฝั่ง กปปส.ทำการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งได้สำเร็จ ช่างกลัวสงครามกลางเมืองกันจริงๆ ทั้งๆ ที่ผู้ถืออำนาจรัฐก็กำลังใช้อำนาจเผด็จการรัฐตำรวจทำสงครามเข้าต่อตีกับคนเห็นต่างคนคัดค้านในทุกด้านทั้งใต้ดินและบนดิน และไม่ใช่ว่าสหายเหล่านี้จะไม่รู้ถึงความน่ากลัวของสิ่งที่เป็นไป หากกลับเลือกที่จะสงบปากอย่างเงียบงันตลอดมา หรือเพียงเพราะผู้ถือกฏหมายยืนอยู่ข้างเดียวกับฝ่ายรัฐที่ตนสนับสนุน พึ่งจะมาเห็นแถลงการณ์ครั้งแรกในนาม สปป. ไม่กี่วันที่ผ่านมาประณามความรุนแรงที่กระทำต่อ กปปส. และไม่เห็นด้วยกับ พรก.ฉุกเฉินร้ายแรง แต่ก็ไม่วายเรียกร้องต่อขบวน กปปส.ให้หยุดการขัดขวางการทำงานของหน่วยงานกลไกของรัฐและเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง ในขณะที่อีกหลายมือยังเดินหน้ามวลชนแอ๊บขาวจุดเทียนเรียกหาสันติภาพ ไม่เว้นแม้แต่สหายแกนนำและแกนนอนที่ยังยึดยุทธวิธีปิดตาข้างเดียววิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่ฟังใคร 

บทความล่าสุดของ อ.นิธิ ศาสดานำแห่งสมัชชาปกป้องประชาธิปไตยได้พูดถึงสงครามกลางเมืองจะไม่เกิดอย่างกว้างขวางถ้ารัฐไม่เข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง.... “หากเกิดสงครามกลางเมืองในประเทศไทย โดยที่รัฐไม่เข้ามาร่วมเป็นคู่ปรปักษ์ ผมอยากเดาว่า ความรุนแรงในการลอบสังหารและก่อวินาศกรรมไม่น่าจะรุนแรงเท่า เพราะการต่อสู้ของคู่ปรปักษ์ต้องกระทำโดยเรียกร้องการสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้าง”..... หรือในอีกส่วนที่พยายามพูดถึงสงครามกลางเมืองที่จะเกิดอย่างกว้างขวางหากกองทัพทำรัฐประหาร.... “แต่หากรัฐเข้ามาเป็นคู่ปรปักษ์ สถานการณ์จะเปลี่ยนไปทันที เช่นหากกองทัพทำรัฐประหาร กองทัพย่อมรู้ดีว่า ฝ่ายที่คัดค้านหรือจนถึงต่อต้านการรัฐประหารย่อมมีมาก เป็นธรรมดาที่กองทัพต้องขยายการ คุม ออกไปให้เห็นอย่างชัดเจน ยิ่งขยายมากกำลังก็ยิ่งบางลง ตกเป็นเหยื่อของการต่อต้านได้มากขึ้น” 

ในกรณีนี้ดูเหมือนว่า อ.นิธิได้จงใจอย่างร้ายแรงในฐานะปราชญ์ผู้รู้แห่งล้านนาที่จะไม่กล่าวถึงความเป็นรัฐตำรวจที่เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลที่ตัวเองสนับสนุน และยังดำรงอยู่อย่างโจ่งแจ้งกระทั่งปัจจุบันในช่วงรัฐบาลรักษาการ ซ้ำยังเรียกฝ่ายต่อต้านว่าเป็นพวกอันธพาลและกบฏกลางเมืองไปโน่น คำถามคือนี่ไม่ใช่เรื่องของการที่รัฐเข้ามาเป็นคู่ปรปักษ์โดยตรงกับฝ่ายเห็นต่างหรอกหรือ และอีกอย่างคงต้องขอให้ อ.นิธิ ไปเคลียร์คำนิยามสงครามกลางเมืองกับแกนนำคนสำคัญที่ก่อตั้ง สปป. เช่น อ.เกษียร ที่ได้ให้คำนิยามว่าเป็นส่วนหนึ่งของสงครามกลางเมืองแบบใหม่ที่เกิดๆ หยุดๆ มาแล้วหลายปี  

ถ้าจะว่าไปเมืองไทยมีโอกาสเกิดสงครามกลางเมืองแบบเต็มรูปในอนาคตใกล้ๆ นี้หรือไม่ คงเป็นคำถามปลายเปิดที่ทุกฝ่ายยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ แม้บางฝ่ายจะพยายามสร้างภาพที่น่ากลัวจากการลุกฮือขึ้นของคนในชนบทหากการปฏิรูปเกิดก่อนการเลือกตั้งโดย กปปส. หรือหากเกิดการรัฐประหารโดยกองทัพ แต่ก็มีนักคิดหลายคนได้ออกมาวิพากษ์แล้วว่าโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์แบบรวันดาหรือแบบซีเรียในเมืองไทยคงเป็นไปได้น้อย ถึงแม้ว่าความขัดแย้งในความคิดทางการเมืองของคนในสังคมจะเกิดอย่างรุนแรงจนบางพื้นที่ถึงกับแตกแยกคุยกันไม่รู้เรื่องก็ตาม นั่นคงเป็นเพราะส่วนหนึ่งน่าจะมาจากอิทธิพลทางศาสนาและอีกหลายส่วนจากนิสัยสันดานเดิมของคนไทย เช่นความอิสระ ยืดหยุ่นสูง ปรับตัวเก่ง รักสบาย เปิดรับวัฒนธรรมต่างถิ่นเป็นต้น และคนไทยก็ไม่มีความขัดแย้งในเรื่องเชื้อชาติและศาสนาอย่างเด่นชัดเช่นในประเทศอื่นๆ ยกเว้นสามจังหวัดภาคใต้ จึงทำให้สังคมไทยโดยทั่วไปไม่ใช่สังคมที่เก็บกดเป็นสังคมที่ค่อนข้างสบาย เมื่อเทียบกับอีกหลายๆ สังคมในโลก ถึงมันจะมีความเหลื่อมล้ำความไม่เท่าเทียมทางโอกาสและการเข้าถึง แต่ก็ไม่เคยเห็นคนอดตายแบบที่เกิดขึ้นในประเทศแถบแอฟริกา   

แน่นอนความรู้สึกโดยรวมของการเป็นคนเหนือคนอีสานที่แยกจากคนภาคกลางและคนใต้หรือในทางกลับกัน อาจจะมีมากกว่าช่วงก่อนๆ ตามทิศทางของการเลือกทางการเมืองที่แบ่งแยกเป็นกลุ่มก้อนชัดเจน แต่คงยังไม่ถึงขนาดที่ทำให้ขาดจากความรู้สึกร่วมว่าเป็นคนไทยด้วยกัน เพราะการเดินทางย้ายถิ่นฐานผสมพันธุ์ข้ามภาคของคนไทยได้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางมานานแล้ว ตั้งแต่การเปลี่ยนฐานผลิตจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรม และความขัดแย้งในครั้งนี้ถึงจะซึมลึกลงไปถึงระดับหน่วยพื้นฐานของสังคมเช่น ครอบครัว เครือญาติและเพื่อนฝูงกระจัดกระจายไปทั่วทั้งประเทศมากบ้างน้อยบ้างตามถิ่นฐานที่อยู่อาศัย แต่กลับเป็นข้อดีที่สายใยสัมพันธ์ขนาดเล็กนี่เองยังทำหน้าที่เป็นเส้นบางๆ ให้ทุกคนเชื่อมถึงกันได้ภายใต้โครงข่ายใหญ่ๆ ขึ้นจนถึงระดับประเทศ ถามว่าคนอีสานยี่สิบจังหวัดจะลุกฮือขึ้นทำสงครามปิดภาคและแบ่งแยกประเทศตามคำประกาศใหญ่โตของแกนนำบางคนที่พึ่งถูกถล่มเป็นชุดด้วยกระสุนนิรนาม ในขณะที่มีเพื่อนฝูงลูกหลานญาติพี่น้องจำนวนหลายล้านคนอาศัยอยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศอย่างนั้นหรือ และในภาคอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน สังคมไทยในภาพรวมจึงยังเป็นสังคมที่ผสมผสานอยู่มากแม้ไม่ข้นเท่าที่เคยเป็นมา  

นอกจากนั้นแล้วเรื่องทำมาหากินของคนชนบทโดยเฉพาะกลุ่มชาวนาชาวสวนชาวไร่ที่ยังเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม ก็เป็นเรื่องที่มาก่อนความขัดแย้งทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด ไม่เช่นนั้นคงไม่เห็นชาวสวนยางชาวไร่จนมาถึงชาวนาลุกขึ้นประท้วงปิดถนนไปทั่วประเทศในขณะนี้โดยไม่แบ่งแยกสีทางการเมือง และก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงวาทกรรมแบ่งชนชั้นระหว่างคนเมืองกับคนชนบท หรือคนชั้นกลางกับคนรากหญ้า หรือไพร่กับอำมาตย์อย่างที่สหายนำบางจำพวกพยายามปลุกปั่นชี้นำและปลูกฝังว่ามีอยู่จริงหรือไม่  

ที่พูดมาทั้งหมดนั่นเป็นความเห็นของคนชายขอบศูนย์อำนาจทางการเมือง ที่อยากเห็นประเทศมีการปฏิรูปเพื่อสังคมส่วนรวมโดยการหาฉันทามติร่วมของคนทั้งสังคมไม่ว่าจะยืนอยู่ฟากไหนของฝั่งคลอง ไม่ถูกชี้นำกำหนดทิศทางโดยบรรดาแกนนำแกนนอน พรรคการเมืองจนถึงเจ้าของพรรค และไม่เกิดสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบเหมือนที่สหายนำหลายๆ คนวาดภาพอย่างน่ากลัวว่าจะเกิดหากมีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

จันทบุรี 23/01/2557