เจ้าต้นไม้อายุหกขวบแล้วปีนี้ เด็กอายุเท่านี้นี่จะเริ่มมีการเรียนพิเศษ บางคนพึ่งเริ่มเรียน บางคนเรียนมาหลายปีก่อนหน้านี้แล้ว เด็กบางคนเสาร์อาทิตย์ไม่ได้อยู่บ้านเลย เรียนพิเศษตลอด

ส่วนเจ้าต้นไม้ไม่เรียนพิเศษกับเขาเลย สิ่งที่มีการ "เรียนที่เป็นพิเศษ" ก็คือเรียนยิมนาสติกกับเรียนทำขนมซึ่งทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้เข้าข่ายที่เขาเรียกว่าเรียนพิเศษกับเขาหรอก มันเป็นการไปเล่นเสียมากกว่า เล่นยิมฯ นั้นไปเล่นกีฬากระโดดโลดเต้นกับเพื่อน ส่วนเรียนทำขนมนั้นไปเล่นละเลงแป้งซึ่งเด็กร้อยเปอร์เซนต์ชอบทั้งนั้น (ร้านเขาชื่อ "ละเลงแป้ง" พอดี ช่วยโฆษณาให้)

สิ่งที่พ่อแม่เด็กกลัวกันนักหนาคือกลัวว่าลูกจะไม่เก่งภาษาอังกฤษ ซึ่งผมก็ให้คำแนะนำกับพ่อแม่หลายคนที่มีโอกาสได้คุยกันว่า "ถ้าอยากให้ลูกเก่งภาษาอังกฤษ ให้ลูกเก่งภาษาไทยก่อน" แต่ดูเหมือนไม่มีใครเชื่อผมเลย

ทักษะทางภาษานั้นมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาษาใดภาษาหนึ่งครับ แต่เป็นทักษะข้ามภาษา เป็น "ศิลป์" ครับ

คนที่ ฟัง พูด อ่าน เขียน ดีในภาษาใดภาษาหนึ่งก็จะทำได้ดีในภาษาอื่นๆ ที่เขาได้เรียนรู้ "ศาสตร์" ของภาษานั้นๆ อันได้แก่ ไวยกรณ์ ศัพท์ ลักษณะประโยคที่ใช้ในการสื่อสาร ฯลฯ ซึ่งศาสตร์เหล่านี้เป็นส่วนน้อยนิดมากเรียนรู้ไม่นานก็ได้

สิ่งที่สำคัญคือศิลปะในการใช้ภาษาต่างหากที่ต้องเรียนรู้กันตลอดชีวิตทีเดียว

คนที่ทักษะในการใช้ "ภาษาแม่" หรือที่ฝรั่งเรียกว่า native language ไม่ดีนั้น ไม่มีทางจะใช้ภาษาที่สอง (สาม สี่ ฯลฯ) ให้ดีได้เลย

อย่างผมนี่ตอนไปเหยียบอเมริกาใหม่ๆ ฟัง พูด อ่าน เขียน แทบจะไม่ได้ อยู่ไปอยู่มาไม่นานก็ใช้ได้ไม่มีปัญหาอะไร เรื่อง ฟัง อ่าน และเขียน นั้นผมทำได้เท่ากับภาษาไทย แต่พูดจะมีปัญหาที่ทำสำเนียงไม่ได้เหมือนกับเจ้าของภาษา ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ พ่อผมพูดภาษากลางยัง "ทองแดง" ร่วงพรู เวลาผมพูดภาษาอังกฤษมันก็ต้อง dropping some copper coins กันบ้าง (ปล.สำนวนนี้ไม่มีในภาษาอังกฤษจริงๆ นะครับ)

เด็กที่เรียนภาษาอังกฤษกับครูคนไทยในประเทศไทยไม่ว่าจะเริ่มเรียนจากอายุเท่าไหร่ยังไงก็พูดไม่ได้เหมือนเจ้าของภาษา เป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

อย่าว่าแต่เด็กเลย ลูกคนไทยที่เกิดและโตในอเมริกา ถ้าพ่อแม่พูดภาษาอังกฤษด้วย เด็กคนนั้นยังติดสำเนียงพ่อแม่มาเลยครับ เวลาเด็กไทยไปพร้อมกับพ่อแม่แล้วไปเรียนที่โรงเรียนในอเมริกา ครูในโรงเรียนเขาเลยบังคับนักหนาว่าอย่าให้พ่อแม่พูดภาษาอังกฤษกับลูกครับ

แต่การพูดของผมนั้นแม้จะไม่ได้สำเนียง แต่ผมก็พูดได้ดีเท่ากับผมพูดภาษาไทย นั่นคือใช้งานได้ เรียนได้ หาเงินใช้ได้ (และอย่าบอกใครนะ จีบสาวก็ยังได้ แหม... อย่าให้เล่าในรายละเอียด)

ในขณะเดียวกันตอนผมอยู่อเมริกา ผมเห็นชาวอเมริกันที่ภาษาไม่ดีเยอะแยะมากมาย ผมยังเคยต้องช่วยเพื่อนแก้ไวยกรณ์รายงานจากภาษาอังกฤษทั่วไปของเขาเป็นภาษาอังกฤษแบบวิชาการ จัดเรียงลำดับการสื่อสาร ย่อหน้า ฯลฯ ให้ดีเลย มันเป็นเรื่องศิลป์ของการใช้ภาษาล้วนๆ ไม่ได้ต่างจากการที่ผมช่วยเพื่อนเขียนรายงานภาษาไทยสักนิดเดียว

ดังนั้นอย่าเสียเวลาครับ ใครอยากให้ลูกใช้ภาษาอังกฤษได้ดี ส่งเสริมให้ลูกใช้ภาษาไทยให้ได้ดีเสียตั้งแต่วันนี้ครับ