ไอเดียที่จะเขียนบล๊อกนี้ มาจากคุณครูที่ช่วยดูแลเรื่องการเขียนโครงร่างงานวิจัยภาษาอังกฤษชื่อ

คุณครู Kate Cadman 

http://www.staff.adelaide.edu.au/graduatecentre/rep/contact/

ครูเคทได้บอกกับพวกเรานักเรียนว่า ภาษาคือพาหนะของความคิด โลกทัศน์ของเรามีขอบเขตจำกัดอยู่แค่ที่ความสามารถทางภาษาของเราจะไปถึง

ไม่กี่วันถัดมาได้ฟัง คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ พูดถึงภาษาไทยในเทป รายการต่างสมัยรอยไทยจาก managerradio

26/06/48 คุยกับคุณ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เรื่อง สุนทรภู่

w3.managerradio.com

พบว่า ทั้งครูเคท และครูเนาวรัตน์ เห็นตรงกันคือ ความคิด มีความเกี่ยวพันกับ ภาษา และความสามารถทางภาษามาก

ครูเนาวรัตน์บอกว่า กระบวนการที่เกิดขึ้นในจิตใจของคน คงไม่พ้น "รู้สึก" "นึก" และ "คิด"

เวลาคิด ต้องใช้ภาษาในการคิด

คนไทย คิดเป็นภาษาไทย

ฝรั่ง คิดเป็นภาษาฝรั่ง

ผมเลยเกิดวาบขึ้นมาว่า

เอ๊ะ เวลามาเรียนต่างประเทศแล้วต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารตลอดเวลาเนี่ย เราควรคิดหรืออย่างน้อยฝึกหัดตัวเองให้คิดเป็นภาษาอังกฤษไหม?

ถ้าสมมติฐานที่ว่าภาษาจำกัดความคิดเป็นจริง

ข้อจำกัดในภาษาอังกฤษของเรา ย่อมจำกัดขอบเขตในความคิดของเราด้วย

ได้เรียนรู้จากการใช้ชีวิตต่างประเทศ ว่าศัพท์หลายคำ เป็นคำที่มีความหมายมากกว่าคำแปล

ลองยกตัวอย่าง เช่น คำว่า argument เปิดพจนานุกรม จะพบคำแปลว่า การโต้เถียง, การโต้แย้ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ คือเราคนไทยรู้สึกว่าอยู่ดีๆ ก็ไม่ควรเถียงกันหรือมีความเห็นแย้งกัน

แต่พอมาพบเจอคำนี้ในชีวิตจริง มันกินความหมายความกว้างไปถึง ฐานของความคิดที่แต่ละคนยืนอยู่ มันเป็นการหาเหตุผลสนับสนุนความคิดของตน และเป็นแกนสำคัญของการสร้างสังคมแบบตะวันตก หรืออาจกล่าวได้ว่า สังคมตะวันตกพัฒนาบนวัฒนธรรมของการโต้เถียงกัน

ดังนั้นเวลาที่ฝรั่งเขาถามกันว่า What is your argument? จึงไม่ได้หมายความว่าจะชวนทะเลาะ แต่หมายถึงการสร้างความกระจ่างให้คู่สนทนาได้รู้ว่า เรายืนอยู่บนฐานความคิดแบบไหน

ฉันใด ฉันนั้น เวลาผมคิดจะอธิบายความหมายของ "ไม่เป็นไร" ในบริบทคนไทย ก็เกิดความขลุกขลักอยู่มาก เพราะไม่เป็นไรมันไม่ได้แปลตรงๆ ว่า it doesn't matter

จากตัวอย่าง ทำให้ผมเกิดความคิดได้ว่า หากคนไทย เติบโตมากับรุ่มรวยของภาษาไทย จะมาหัดคิดเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อตอนระบบความคิด วิธีคิด ปักหลักมั่นคงเป็นภาษาไทยแล้วล่ะก็ การคิดด้วยภาษาอังกฤษ จะติดอยู่ในกรอบที่แคบกว่า การคิดด้วยภาษาไทย

ผมได้ข้อสรุปส่วนตัวว่า หากต้องการคิด เพื่อให้เกิดความสร้างสรรค์ อย่างใหม่ หรือเพื่อหาแง่มุมที่หลากหลาย ในการแก้ปัญหา เราควรจะคิดเป็นภาษาไทย โดยใช้มิติของภาษาอื่นๆ มาช่วยเสริมให้เกิดมุมมองที่กว้างขวางขึ้น

อย่างไรก็ตามผมไม่คัดค้านการฝึกคิดเป็นภาษาอังกฤษ  การฝึกคิดเป็นภาษาอังกฤษ ก็เป็นเรื่องจำเป็นต้องพัฒนาให้เกิดขึ้น แต่ใช้ในจุดมุ่งหมายเพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างราบรื่น

จะให้ดีเราน่าจะหาโอกาสศึกษาภาษาอื่นๆ ที่เราชอบเพิ่มเติมด้วยช่วยเสริมโลกทัศน์ให้กับเรา ยิ่งเรียนรู้ภาษาอื่นๆ มากขึ้น ยิ่งทำให้เราเข้าใจโลกผ่านวิธีคิดที่หลากหลายขึ้น

เราศึกษาภาษาอังกฤษเข้าใจความหมายของ "argument" และใช้ประโยชน์จากมัน

คนต่างชาติมาศึกษาภาษาไทย ก็อาจเข้าใจความหมายของ

"ไม่เป็นไร" ในบริบทวัฒนธรรมไทย และใช้ประโยชน์จากมันได้พอๆ กัน