"ศัพท์หลายคำ เป็นคำที่มีความหมายมากกว่าคำแปล"  อันนี้เห็นด้วย 100% เลยค่ะ

แต่่จากตัวอย่างที่พี่สุธียกมาดูเหมือนพี่สุธีจะหมายถึงคำแปลข้ามภาษาตามพจนานุกรมซะมากกว่ารึเปล่า่

หลายๆคำแปลข้ามภาษาแบบตรงตัวแล้ว ไม่ได้ความหมายจริงๆ อันนี้ก็เรื่องนึง (เดี๋ยวมัทจะเขียนถึงการแปลอีกแบบทีหลังค่ะ)

เห็นด้วยที่พี่สุธีบันทึกไว้ค่ะ คือเมื่อเราได้รู้บริบท ได้เรียนรู้ว่ามันใช้ตอนไหนมากขึ้นๆ เราก็จะเข้าใจหน้าที่ของคำ หรือ ประโยคนั้นๆและใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างที่พี่บอก(เวลาแปลก็จะแปลแบบไม่ตรงตัวได้คล่องขึ้นเรื่อยๆ) 

ส่วนเรื่องการคิด มัทว่าคิดทั้งสองภาษาได้เลย คือถนัดอันไหนก็เอาโลด เพราะตอนนี้ฝรั่งสนใจและศึกษาวัฒนธรรมชาติอื่น ศาสนาอื่นมากขึ้น จน มัทคิดว่ามีศัพท์พอที่จะคิดพร้อมๆกันไปได้ (บางคำถ้าฝรั่งไม่มี เค้าก็ใช่ทับศัพท์ตามสันสกฤต ตามภาษาอินเดียนแดง ตามโรมันไป ไม่แน่ ของไทยเราอาจจะมี ศัพท์ที่ฝรั่งจะเอาไปใช้ก็ได้!)

ที่สำคัญคือเราต้องเลือกให้ถูกว่าศัพท์นั้นๆมาจากฐานความคิดไหน ถ้าเป็นคำศัพท์จากทฤษฎีฝรั่งแบบดั้งเดิมก็คงหาคำที่เราถูกใจไม่ได้
มัทเคยคิดไม่ออก แล้วไปหาหนังสือทาง นิเวศวิทยา ทางทฤษฎีเชิงระบบ หรือแม้แต่ศาสนาพุทธ แล้วรู้สึกว่าได้ศัพท์ที่ตรงใจเรามากกว่า

อ. คนนึงที่นี่สอนว่าให้เขียนเป็นภาษไทยก่อนเลยก็ได้ ถ้าเขียนภาษาอังกฤษไม่ออก เขียนเพื่อเรียบเรียงความคิดตัวเอง เอาแค่ขั้นนี้ให้ได้ ให้รู้ว่าตัวเองคิดอะไร แล้วสื่ออกมาได้ด้วยภาษาแม่อย่างเป็นระบบ แล้วขั้ขต่อไปก็จะแปลเป็นอังกฤษได้เอง ถ้าไม่ได้ก็หาคนคุยด้วย

อ. ที่ปรึกษาสอนว่า ถ้าหาคำที่ต้องการไม่ได้ หลายๆครั้งเป็นสิ่งดี็ ให้อธิบายมาเลยว่าที่สื่อหน่ะ หมายความว่าอะไร ให้คนธรรมดาอ่านรู้เรื่องด้วย

มัทก็ใช้วิธีไปพูดๆให้อ.ฟังว่าจะสื่ออะไร พูดยาวเลยบางทีเกินสิบประโยค พอเค้าเข้าใจแล้วเค้าก็ช่วยหาคำ หรือ ประโยคสรุปให้ 

อ. พูดว่า "ให้คิดว่าเขียนจม.กลับไปเล่าให้พ่อแม่ฟัง หน่ะ จะเขียนว่ายังไง ให้เข้่าใจง่ายๆ" อย่าไปติดกับ "คำ" ที่เป็น ภาษาที่ใช้กันเฉพาะกลุ่ม (lingo หรือ jargon) มากเกินไป เพราะ

การแปลภาษาอังกฤษเป็นอังกฤษเองนั้นก็มีเป็ญหาไม่ใช่ย่อยเลย 

คำหนึ่งคำก็เป็น ป้าย (label) ที่คนเราตั้งขึ้นมาเรียก สิ่งของ ความคิด ทฤษฎีที่ ซับซ้อนมากแค่ไหนเราก็มักจะจัดการติดป้ายให้มันได้โดยใช้คำหรือวลีเดียว

  • บางคำพ้องรูปมีหลายความหมายแต่ทุกคนเป็นอันเข้าใจรู้กัน
  • บางคำใช้ในคนละสาขาวิชา ก็มีคนละความหมาย แบบนี้ไม่ค่อยเป็นไร บริบทมันบอก
  • แต่บางคำไม่มีคำพ้องรูป ใช้ในสาขาวิชาเดียวกันนี่แหละ แต่ผ่านการวิเคราะห์ผ่านการเมืองผ่านเวลา ความหมายก็เปลี่ยนไป แบบนี้แหละที่เป็นปัญหามาก (semantic) ทำให้กลุ้มใจเวลาคุยและเขียนงานเรื่อยๆเลยค่ะ

ปล.

  • ฝรั่งพูดว่า "What is your argument?"
  • คนไทยคงพูดว่า "ไหนช่วยกรุณาชี้แจงเหตุผลที่มาที่ไปในจุดยืนของคุณหน่อยค่ะ"
  • คนไทยพูดว่า "ไม่เป็นไร"
  • ฝรั่งพูดว่า "That's alright (หรือ That's OK). No need to bother. (หรือ Don't bother)" ถ้าเค้ายืนยันที่จะทำอะไรให้เราก็มักจะต่อด้วย "Really...I mean it...please. That's OK"

------------------------------------------- 

เคยคิดว่าฝรั่งไม่รู้จัก คำว่า "เกรงใจ" แต่พอมาแคนาดาแล้วเปลี่ยนใจค่ะ ฝรั่งที่นี่โคตรขี้เกรงใจเลย คำที่แปลตรงๆของคำว่าเกรงใจอาจจะไม่มี (เค้าใช้คำว่า considerate,nice, polite)
แต่จากการกระทำแล้ว สิ่งที่เค้าทำนั้น คนไทยเรียกว่า"ความเกรงใจ"แน่นอนค่ะ

-------------------------------------------