ขนาดของชั้นเรียนมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ของการเรียนหรือไม่
บทความเรื่อง Class Size Does Matter เขียนโดย Ronald G. Ehrenberg และคณะ ตีพิมพ์ในนิตยสาร Scientific American ในปี ค.ศ. 2001 และพิมพ์ซ้ำในหนังสือ The Science of Education ในปี 2012 บอกว่า ขนาดของชั้นเรียนมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ของการเรียน
เชื่อกันโดยทั่วไปว่าชั้นเรียนเล็กมีประโยชน์ในแง่ ลดสิ่งรบกวนชั้นเรียน และช่วยให้ครูมีเวลาเอาใจใส่ นักเรียนเป็นรายคน รวมทั้งจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ เช่นให้นักเรียนเรียนเป็นกลุ่มย่อย
ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องวินัยนักเรียน ประโยชน์ส่วนใหญ่ของชั้นเรียนเล็กจะมาจากการที่ครูใช้วิธีจัดการเรียน โดยใช้ประโยชน์จากสภาพที่ชั้นเรียนเล็ก
ผลการวิจัยในสหรัฐอเมริกา รายงานแล้วรายงานเล่า บอกว่าครูไม่ได้เปลี่ยนสไตล์การสอน เพื่อให้เหมาะ ต่อชั้นเรียนเล็กเลย เพราะเป็นเรื่องยากมากที่ครูจะเปลี่ยนวิธีการสอนของตน ทำให้แม้ชั้นเรียนจะเล็ก เด็กก็ไม่ได้รับประโยชน์ด้านการเรียนรู้ของตน
ผลการวิจัยที่บอกว่าที่ชั้นเรียนเล็กมีผลทำให้ผลการเรียนของเด็กดีขึ้นบ้าง นั้น น่าจะมาจากกลุ่มครู ที่ใช้วิธีจัดการเรียนรู้แบบ active learning โดยจัดให้ศิษย์เรียนรู้เป็นกลุ่มย่อย ให้เรียนโดยลงมือทำโครงงาน และครูเอาใจใส่สร้างความใกล้ชิดกับศิษย์ นักเรียนของครูกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์จากชั้นเรียนเล็ก ทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ของการเรียนดีขึ้น และในด้านวินัยนักเรียนก็ดีขึ้น ผลงานของครูกลุ่มนี้ ฉุดให้ค่าเฉลี่ย ของผลดีของชั้นเรียนเล็กในรายงานการวิจัยสูงขึ้น
ผลงานวิจัยบอกว่า ชั้นเรียนเล็กให้ผลดีเฉพาะในชั้นอนุบาลถึง ป. ๓ ที่เป็นเช่นนี้เพราะครูในระดับนี้ มักใช้วิธีการสอนแบบให้เด็กฝึกปฏิบัติเป็นกลุ่มย่อย และครูสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเด็ก
บทความนี้แนะนำโจทย์วิจัย ซึ่งผมคิดว่าน่าจะมีคนทำเป็นวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกในประเทศไทย ว่าชั้นเรียนปกติกับชั้นเรียนเล็กให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาแตกต่างกันหรือไม่ ในนักเรียนระดับชั้นต่างกัน โดยจำแนกครูเป็น ๒ กลุ่ม คือกลุ่มสอนแบบเดิม (ถ่ายทอดความรู้) กับครูกลุ่มที่สอนแบบ PBL กลุ่มย่อย และครูเอาใจใส่สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเด็ก
หนังสือบอกว่า การดูผลเฉพาะที่ผลการเรียนไม่เพียงพอ ในสหรัฐอเมริกาต้องดูที่อัตรา การเลิกเรียนกลางคัน (drop-out rate) ประกอบด้วย และผลการวิจัยพบว่า การลดขนาดชั้นเรียนในช่วงปี ค.ศ. 1969 – 1997 ชั้นประถมจำนวนนักเรียนต่อห้องเรียนลดจาก 25.1 เป็น 18.3 และชั้นมัธยมลดจาก 19.7 เป็น 14.0 อัตราการออกจากโรงเรียนกลางคันในนักเรียนอายุ 16-24 ปี ลดลงจากร้อยละ 15 เป็นร้อยละ 11 และนักเรียนที่รอดจากการออกกลางคันเป็นนักเรียนกลุ่มที่ผลการเรียนต่ำสุด จึงฉุดให้ผลการเรียนในภาพรวม ของนักเรียนชั้นโตได้เกรดต่ำ จะเห็นว่า ต้องตีความผลการวิจัยอย่างซับซ้อน จึงจะไม่โดนตัวเลขหลอก
นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยต่างๆ อีกมากมายที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ในการเรียน เช่นเรื่องความเข้มแข็ง อบอุ่นและการเลี้ยงดูที่ดีของครอบครัว ในปี ค.ศ. 1995 นักเรียนอเมริกันร้อยละ 68 มีพ่อแม่อยู่ด้วยกัน ครบสองคน ลดลงจากร้อยละ 85 ในปี 1970 เขาเอ่ยถึงปัจจัยเหล่านั้นแต่ผมจะไม่เอ่ย แต่จะเรียนว่า ในช่วง ๓๕ ปีที่ผ่านมามีการวิจัยกว่า ๑๐๐ โครงการที่พยายามตอบคำถามว่าขนาดของชั้นเรียนมีประโยชน์ต่อนักเรียนหรือไม่ และพยายามหาทางวิเคราะห์เพื่อแยกเอาผลจากปัจจัยอื่นๆ ออกไป ผลของโครงการส่วนใหญ่สรุปว่าได้ประโยชน์ โดยเฉพาะต่อนักเรียนที่เรียนอ่อน และนักเรียนชั้นต่ำๆ
ที่น่าเสียดายคือโครงการวิจัยเกือบทั้งหมด ออกแบบการวิจัยไม่ดี
ที่ออกแบบการวิจัยดีเยี่ยม คือโครงการ STAR (The Student - Teacher Achievement Ratio) ที่ใช้เงินถึง ๑๒ ล้านเหรียญ ในปี ค.ศ. 1986 - 1989 โดยนิยามชั้นเล็กว่ามีนักเรียน 13-17 คน ชั้นปกติมีนักเรียน 22-26 คน สรุปว่าชั้นเรียนเล็กได้ผลดีในชั้นเรียนต้นๆ ผลการเรียนดีกว่า และเป็นการวางรากฐานการเรียนรู้ให้แก่เด็ก เมื่อเด็กกลับเข้าสู่ชั้นเรียนขนาดปกติในชั้นประถมปลาย ผลการเรียนของเด็กกลุ่มที่เรียนชั้นเรียนเล็ก ในชั้นอนุบาลและประถมต้น ก็ยังดีกว่า
ผลดีนี้เด่นชัดกว่าในนักเรียนที่มาจากครอบครัวชนส่วนน้อย (คนดำและฮิสปานิก) แต่ก็มีคนแย้งผลการวิจัยนี้ด้วยเหตุผลต่างๆ ที่เป็นความซับซ้อนทางสังคม
รัฐแคลิฟอร์เนีย ประยุกต์ผลการวิจัยนี้ สู่นโยบายลดขนาดชั้นเรียน โดยตั้งเป้าให้จำนวนนักเรียนต่อชั้น เท่ากับ 20 หรือน้อยกว่า พบว่าผลการเรียนของนักเรียนดีขึ้นจริง (มีนัยสำคัญทางสถิติ) แต่ไม่มาก
รัฐวิสคอนซิน จัดโครงการ SAGE (Student Achievement Guarantee in Education) เป็นโครงการนำร่อง ๕ ปี เริ่มในปี 1996 ในโรงเรียน14 แห่ง ที่นักเรียนร้อยละ 30 มาจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า เส้นระดับความยากจน โดยใช้เกณฑ์ชั้นเรียนเล็ก 20 คนหรือน้อยกว่า โดยจำนวนนักเรียนเฉลี่ยในชั้นอนุบาล - ป. ๓ ในชั้นเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียน 13.47 คน ชั้นเรียนขนาดใหญ่มีนักเรียน 22.42 คน
ผลวิจัยเบื้องต้นพบว่า นักเรียนในชั้นเรียนขนาดเล็ก มีผลการเรียน 3R (Reading, wRiting, aRithmetic) ดีกว่านักเรียนในชั้นเรียนขนาดใหญ่ ที่มีปัจจัยอื่นๆ เหมือนกัน
นอกจากลดขนาดชั้นเรียน และจัดวิธีเรียนเป็นแบบกลุ่มย่อย ให้ทำโครงงาน และเรียนแบบ 21st Century Learningแล้ว บทความแนะนำให้เลือกจ้างครูที่มีทักษะด้านวัจนะภาษา (verbal ability) ดีเป็นพิเศษสำหรับชั้นเรียนระดับอนุบาลและประถม และเลือกจ้างครูที่มีความรู้เชิงเนื้อหาดี สำหรับชั้นมัธยม ซึ่งตรงกับความเชื่อของผม ว่าครูมัธยมควรจบปริญญาตรีในสาขาหลัก เช่นมนุษยศาสตร์/อักษรศาสตร์ วิทยาศาสตร์ แล้วฝึกวิชาครูเสริม ไม่ใช่จบครุศาสตร์
การลดขนาดชั้นเรียนนั้นดีแน่ หากใช้ประโยชน์ของชั้นเรียนขนาดเล็กเป็น ก็จะเกิดคุณค่าต่อนักเรียนอย่างใหญ่หลวง แต่รัฐก็ต้องลงทุนเพิ่มอย่างใหญ่หลวงเช่นเดียวกัน
เรื่องทั้งหมดนั้น เป็นบริบทอเมริกัน ของไทยเป็นอย่างไร ควรมีการวิจัยให้ประจักษ์ เพราะนิยามของขนาดชั้นเรียน ก็อาจไม่เหมือนกัน
ผมเคยบันทึกผลการสังเคราะห์ผลการวิจัยเรื่องขนาดของชั้นเรียนไว้ ที่นี่
วิจารณ์ พานิช
๒๗ ธ.ค. ๕๖