น้องต้อย(สมมุติ) เป็นเด็ก ผู้ช่วยเหลือคนไข้ ในหอผู้ป่วยหนัก 

หลังเรียนจบมัธยมปลาย น้องต้อยเลือกไปเรียนโรงเรียนผู้ช่วยพยาบาล 6 เดือนแล้วมาทำงานกับเรา 

น้องต้อยเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ 

 

"ฐานะเราไม่ค่อยดี พ่อแม่อยากให้ทำงาน" 

น้องมักจะตอบอย่างนั้น เมื่อ มีคนถามว่า ทำไม ไม่เรียนต่อ

 

หลายเดือนก่อน น้องต้อย เขามาหาผู้เขียนด้วยน้ำตานองใบหน้า 

 "แม่เป็นมะเร็งในสมอง ลุกลามไปเยอะมาก" 

ผู้เขียน บอกน้องว่า "ร้องไห้ให้พอ แล้วเราค่อยมาวางแผนกัน"

 

น้องต้อย เห็นคนไข้ ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ มีความทุกข์ทรมาน

จึงเลือก ที่จะให้แม่ จากไป ตามธรรมชาติ ของโรค 

"หนูรู้ หนูเข้าใจ หนูเลือกให้แม่จากไปที่บ้านของแม่" 

เมื่อผู้เขียน พูดคุยกับน้อง ในวันที่น้องเริ่มทำใจได้และเริ่มเข้าใจในธรรมชาติของโรค

 

หกวันก่อน แม่ของต้อย ได้จากไปแล้ว

พวกเราไปช่วยงานน้องเกือบทุกวัน 

น้องต้องช่วยพ่อจัดการงานศพเกือบทุกเรื่อง จนไม่มีเวลา แม้จะร้องไห้

 

วันนี้ ครอบครัวของน้องต้อย เหลือกัน สองคนพ่อลูก

"รู้สึกเหงาและอ้างว้างมาก" น้องบอกกับพวกเราในวันที่ พิธีกรรมทางศาสนาเสร็จสิ้นลง และญาติๆต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน 

"ความรู้สึกนี้ จะค่อยๆหมดไป เราต้องเข้มแข็งให้พอ" 

ผู้เขียนบอก กับน้องและพ่อไปอย่างนั้น 

ผู้เขียนเคยผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้ว เมื่อสูญเสีย พ่อแม่ 

สิ่งเหล่านี้ เป็นธรรมชาติ 

เมื่อเข้าถึง ธรรมชาติได้ ความทุกข์ก็จะค่อยๆหมดไป

 

ทุกชีวิต ต้องมี การผลัดพราก สูญเสีย 

และทุกชีวิต ต้องมีการดิ้นรน ที่จะมีชีวิตต่อไป

 

คนที่จากไป ขอให้ดวงวิญญานสู่สุคติ 

และ..คนที่ยังมีชีวิต ขอให้ มีความสุข ปลดเปลื้องจากความทุกข์ให้จงได้ 

ยอมรับ ในธรรมชาติ ของวงจรชีวิต "มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย"

 

ขอให้ดวงวิญญาน สู่สุคติ