"เราจะทำอย่างไรกันดี"

 

เมื่อครั้งที่พวกเรารวมทีมกันเพื่อให้กำลังใจผู้ป่วยที่เป็นโรครักษาไม่หาย 

แรกๆเราไม่มีเคล็ดวิชาอะไรเลย

ใช้ประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยมานาน ล้วนๆ

ซึ่งมันใช้ได้ผลบ้างไม่ได้บ้าง

 

 

ตอนนั้นรู้สึกเลยว่า ตกม้าตาย

พวกเรากลับมา นั่งคุยกันใหม่ เอาไงดี

คุณหมอบอกว่าเป็นโรคอะไรคะ คุณหมอยังไม่ได้บอกค่ะ บอกเพียงว่า มีจุดดำในปอด มีก้อนในท้อง 

เรามักได้คำตอบแบบนี้ จาก คนไข้และญาติ หลายต่อหลายคน

แล้วเราก็จบลงด้วยการ สอบถามสารทุกข์สุขดิบกันไป

 

มีหลายครั้ง ที่ผู้เขียนถูกตามให้ไป ดูแลคนไข้ 

ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือ ไม่มีผู้ดูแลหลัก 

กิจกรรมทุกอย่าง พยาบาลต้องทำให้ 

เมื่อมีอาการเจ็บป่วยต้องมาโรงพยาบาลเท่านั้น 

 

ผู้เขียนทบทวน กับทีมดูแลผู้ป่วยว่า

เราควรจะหาผู้ดูแลหลักให้ได้ก่อน

คุณหมอควรจะเป็นคนบอกเรื่องพยาธิสภาพของโรค 

 

พอได้ ผู้ดูแลหลัก 

ผู้เขียนก็มักจะบอก แบบตรงๆกับญาติ

เพราะจากประสบการณ์ ยิ่งอ้อมค้อม คนไข้และญาติยิ่งอึดอัด

แต่ ก็ใช่ว่า ไม่มีการเกริ่นนำใดๆ 

แบบนั้น คนที่ต้องนอนโรงพยาบาล อาจจะเป็นญาติคนไข้ก็เป็นได้ 

 

ญาติบางคน ขอร้องให้ปิดคนไข้ ไม่อยากให้บอก 

บางคนอยากให้บอก เพราะคนไข้เองรับได้

แต่ก่อนที่จะบอกคนไข้และญาติได้ ก็ต้องมาเยี่ยมกันบ่อยๆ ให้เกิดความไว้วางใจ(ตามทฤษฎี) 

ทำเอาบางราย เริ่มสงสัยว่า ต้องใช่แน่แล้ว 

 

การเข้าหาคนไข้และญาติ แต่ละราย ไม่เหมือนกัน 

บางรายเดินมาบอกเลยว่า "พี่เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร" 

อย่างนี้ การวางแผนการดูแลก็ง่ายขึ้น 

บางคนบอกว่า "จะกิน เที่ยว เต็มที่ ก่อนตาย" 

ผู้เขียนก็มักจะบอกคนไข้ว่า เพื่อนที่เป็นมะเร็งก็ทำแบบนี้

5ปีผ่านไป ตัวยังไม่ตายจากมะเร็ง แต่กำลังจะตายเพราะหนี้สิน จากการกินเที่ยว

ก็ได้เสียงฮากันไป

 

การดูแลชีวิตคนไม่มีอะไรที่ตรงไปตรงมา

เป็นศิลปะ เป็นทักษะ เป็นไหวพริบ

เป็นเรื่องความรู้สึก และกำลังใจล้วนๆ

 

ไม่มียาขนานใด จะรักษาได้ หากใจไม่แข็งแรง