ชีวิตสังคมในเมืองไม่ว่าที่ไหน ล้วนมีปลายทางไปสู่ความวุ่นวาย มีปัญหากันทั้งนั้น ไม่มีสังคมใดที่เป็นสังคมแห่งสันติสุขอย่างแท้จริงหรือเป็นเมืองในอุดมคติเหมือนของเพลโตเลย แม้จะมีศาสนาหรือกฎระเบียบสังคมจัดระบบระเบียบก็ตาม นั่นเพราะธรรมชาติของมนุษย์มีขุมพลังแห่งความโกลาหล (Chaos) กันอยู่ทุกคนภายใน เมื่อทุกคนเรียกร้อง แล้วนำความเดือดร้อนของตนมารวมกันก็กลายเป็นปัญหาสังคมได้ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับนักปกครองสังคมว่า มีความจริงใจ มีเมตตา มีความยุติธรรม มีความคุณธรรมสากลหรือไม่
อย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็พยายามแก้ปัญหาเช่นนี้มาตลอดหลายศตวรรษแล้ว แต่ก็ยังหาข้ออยุติไม่ได้ เงื่อนไขคือ แต่ละคนมีแรงเรียกร้องอยู่เสมอ เหมือนลูกนกขออาหารจากพ่อแม่ เหตุผลใหญ่ของชีวิตคือ การอยู่รอด การมีอยู่มีกิน การอยู่สบาย ไม่ลำบาก ปลอดภัย และมีสุขภาพดี ฯ อันที่จริง ประชาชนเหมือนลูก ในขณะรัฐหรือนักปกครองเหมือนพ่อแม่ เมื่อลูกดื้อ พ่อแม่ก็ต้องจัดการ แต่โลกยุคใหม่มองว่า พ่อแม่รังแกฉัน เป็นการไม่เหมาะ มองในแง่ปัจเจกบุคคลแต่ละคนคือ กายคือ ลูก ใจคือ นักปกครอง
หากมองในแง่ชีวทัศน์ ชีวิตมีเส้นทางของตัวเอง ในช่วงเส้นทางดำเนินไปนั้น มีปัญหาในการบริหารอยู่อย่่างต่อเนื่อง แต่ชีวิตเหมือนพร้อมที่จะเป็นทุกอย่าง แล้วแต่ผู้คนอยู่ใกล้ชิดอะไรหรือมีจริตชอบพอใจอะไร ฝันอยากเป็นอะไร หากยกตัวอย่างเอาชีวิตแบบเมืองไทย โดยมีพื้นเพจากศาสนาพุทธ (รวมถึงศาสนาอื่นด้วย) ก็ต้องยกเอาหลักพุทธมาเป็นเป้าหมายการคิดหรือเส้นทางการมอง
ตำแหน่งมุมมองอยู่ที่กลางมุมมองกับสามเหลี่ยมมุมมอง โดยเสนอ "มุมมอง 3 D" (Three dimension viewpoints) เกี่ยวกับเส้นทางของชีวิตคือ
๑) ปัจจุบันขณะ (Minute Moment) คือ มุมมองในขณะปัจจุบันขณะ หมายถึง การตามรู้ ตามดู ตามดึง ตามสัมผัสและปลดปล่อย ขยะจิตหรือสิ่งก่อกวนใจ ที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว และในใจ มี ๒ อย่างคือ
๑) "การรู้ตัว" (Awareness) เป็นการจับอาการอิริยาบถของกายเมื่อเคลื่อนไหว เช่น การเดิน การพูด การทำงาน ว่า มือ เท้า ศีรษะอยู่ในกิจกรรมต่างๆ อยู่อย่างไร ท่าไหน เพื่อเป็นการรู้ตัวก่อนภัยจะตามมา เป็นแนวทางปฏิบัติเรียกว่า "กายในกาย"
๒) "รู้ตื่น" (Awakening) เป็นการรู้อิริยาบถของจิต ว่าคิดอะไร ทำอะไร คิดกว้าง ใกล้ ไกล หรือ ดี ไม่ดีอย่างไร เพื่อมิให้ใจหลงใหลลื่นไปอำนาจความฝัน ความคิด จินตนาการ ความรู้สึก มาครอบงำ แนวนี้เรียกว่า "ใจในใจ"
๒) "เส้นทางชีวิต" (The way of life) เป็นการมองการดำเนินชีวิตในโลก ที่มีกายดำเนินไปตามเส้นทางของมัน โดยมีใจขับเคลื่อนเหมือนโชเฟอร์ เส้นทางของชีวิตทุกชีวิตมีจุดเริ่ม จุดระหว่าง และจุดจบ ซึ่งมีภัยและภาระกิจที่ต้องเผชิญ ๒ เรื่องคือ
๑) "เจ็บป่วย" (Sickness) ทุกสรรพชีวิตมีโทษที่ถูดตัดสินตามพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตคือ เกิด เติบโต เจ็บ ป่วย ชรา และตาย อยู่ที่ว่า เรามองเห็นแล้วซาบซึ้งแล้ววางแผนอย่างไร แต่ส่วนมากเราก็มักจะถูกกิจกรรมในระหว่าง พาให้เขวไป จนลืมว่า เรามีภาระเหล่านี้อยู่ การตระหนักและรู้จักคิดให้รอบด้าน รอบสาย ย่อมจะช่วยมิให้ประมาทและพร้อมที่จะเตรียมการไว้ได้
๒) "จุดหมายใจ" (Mind's goal) ใจนั้นดำเนินไปพร้อมกับกาย แต่ไม่เห็นภาระกิจที่เป็นรูปธรรมชัดนัก กระนั้น แต่ละคนย่อมรู้ดีว่า ตัวเอง (ใจ) ต้องการอะไร คิดอะไร ฝันอะไร เส้นทางของใจคือ เข้มแข็ง กำลังใจ สู้ๆ (สู้อะไรหรือ) ตัวเอง
๓) "อนาคตของจิตวิญญาณ" (Soul's future) ในวิถีการดำรงชีวิต เราดำเนินไปตามกลไกของโลก นั่นคือ ทำให้ชีวิตอยู่รอดในโลกนี้ แต่ก็ไม่รู้อนาคตว่า จะจบตรงไหน เมื่อกายสิ้นสุดลง ก็ถือว่าจบสิ้นโลก เราจึงคิดว่า ความสุข คือ แก่นสารหรือเป้าหมายของโลกมนุษย์เท่านั้น แต่เรามีศาสนาที่มีหลักอุดมคติในการมองชีวิตเหนือไปกว่านี้หรือไม่ ใช่มีโลกมีศาสนาในการขัดเกลาให้เรามองชีวิตกว้าง ไกล ยาว ในเชิงภพ ชาติทีเดียว แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีวิสัยทัศน์ขนาดนั้น การมองเช่นนี้มี ๒ มุมมองคือ
๑) "จับจิตจบในโลก" (Now end) ปลายทางของจิตในช่วงเศษเสี้ยวการจากลากาย เป็นช่วงที่ต้องเตรียมการไว้ก่อน เพราะการนำพาจิตดับไปในทางสับสน ย่อมมืดมนได้ หรือไปอย่างไม่อยากไป จิตย่อมผูกโลก ญาติ สิ่งของได้ อำนาจจิตที่หน่วงหานั้น จะไปเกาะกุมสิ่งนั้นไว้ เรียกว่า "จบไม่สวย"
๒) "มองเหนือภพ" (Over existence) ในศาสนามักจะสอนกันในเรื่องชีวิตหลังตาย ว่าจิตจะดำเนินไปอย่างไร แต่คำตอบก็ไม่มีให้เห็นอย่างชัด มีเพียงหลักการให้ อย่างไรเสีย มุมนี้ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะหาคนที่จะรู้ว่า วิญญาณหลังตายเป็นอย่างไร การมองเหนือมุมมนุษย์ อาจเป็นทางหนึ่งที่ไม่ควรปฏิเสธ และด่วนรับ เนื่องจากเราถูกสอนว่า จิต เมื่อตายลงย่อมจำนนต่อกาย หาที่พึ่ง ที่ยึดเกี่ยว และปลดปล่อยตัวเอง
ทั้งหมดนี่คือ มุมมองข้ามภพ ข้ามชาติ สามมิติ การมองแค่โลกมนุษย์นั้น ยังไม่พอ ต้องมีมุมมองมากกว่านี้ ดั่งโบราณกล่าวว่า สัตว์โลกเป็นไป ๔ โลก คือ โลกเปรต ผี โลกเดรัจฉาน โลกมนุษย์ และโลกสวรรค์ แต่ใครจะรู้ละ เพระมีมุมมองด้านเดียวคือ เชื่อตนเอง
.... มุมมอง 3D ...ดีจริงๆ ค่ะ ...ขอบคุณนะคะ