motto ของศัลยแพทย์ (Eagle's eye, Lion's heart, and Lady's hand ตาแหลมคมประดุจนกอินทรี หัวใจเข็มแข็งเด็ดขาดประดุจราชสีห์ มือเคลื่อนไหวอ่อนโยนละเอียดอ่อนดั่งกุลสตรี)

ว่าด้วยตัวผมเอง 

     ผมเข้าร่วมการอบรม Narrative medicine มาใน 1 ครั้ง หลายครั้งผมต้องการรู้ว่ากระบวนการดังกล่าวนั้นจะเป็นอย่างไร แล้วเราจะทำแบบไหนต่อไป  เรื่องเล่านั้นมีพลังมากพอเพียงไร เปลี่ยนแปลงโลกได้มากมายขนาดไหน นั้นเป็นคำถามที่ยังต้องบอกว่าค้างคาใจของผมเป็นอย่างมาก...คำถามเหล่านั้นต่อมาเมื่อเราได้อบรมและลองเป็นผู้เขียนขึ้นผมจึงเข้าใจว่า....จิตใจผมอ่อนไหวไปกับสิ่งที่เพื่อนเล่า และอ่อนไหวต่อเรื่องราวตัวเองบรรยายออกมา ผมจึงอยากทำมากคือการลองประมวลความคิดเรื่องเรื่องเล่าทางการแพทย์ (หรือ Narrative medicine) สักครั้ง เป็นการทวนความคิดตนเอง...และสัญญาหากทำได้ (ทำได้นะครับจะทำการประมวลองค์ความรู้กระบวนการ Narrative medicine ออกมา) 

     และผมเองต้องบอกว่างานเข้ามาเยอะมากๆช่วงนี้ครับ จึงห่างหายไปพักใหญ่จาก G2K แห่งนี้แทบไม่ได้เข้ามาอ่านการทำงานของพี่ๆเพื่อนๆ แต่ต้องบอกว่ายังคิดถึงพี่ๆ ทุกท่านเสมอมานะครับ 

 

Narative medicine คืออะไร 

     Narrative medicine เป็นการใช้เทคนิคด้านการเล่าเรื่องราว การฟังและการซึมซับประสบการณ์และการรับรู้และชีวิตของผู้ป่วยแต่ละคนซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกัน นำมาประกอบในการเยียวยาและเข้าใจในตัวผู้ป่วยได้อย่างถ่องแท้มากยิ่งขึ้น คนไข้ต้องการแพทย์ หรือผู้รักษาที่เข้าใจในเรื่องโรคหรืออาการเจ็บป่วย รักษาอาการเจ็บป่วยนั้นด้วยความเป็นวิชาชีพ และสร้างสัมพันธภาพที่ดีด้วยการอยู่เคียงข้างและเข้าใจในตัวผู้ป่วยตลอดเวลาของช่วงเวลาที่เจ็บป่วยนั้น

  • ทักษะที่สำคัญของการใช้ Narrative medicine คือ การเข้าใจในเรื่องนั้นๆเป็นอย่างดี เช่นหากเป็นแพทย์พยาบาลต้องเข้าใจในอาการของโรค การรักษาพยาบาล มีทักษะการฟัง
  • ทักษะการซึมซับ  หรือการอ่านอย่างลึกซึ้งและเข้าใจ  การเคารพในศักดิ์ศรีของผู้ป่วย และการมีความรักและเมตตากรุณา

ข้อมูลอ้างอิงจาก สรุปกระบวนการคิด Narrative medicine อาจารย์ดวงสมร  บุญผดุง ที่ปรึกษา สรพ. 

 

จากเรียนสู่การเรียนรู้...ตนเอง..เสียงข้างใน

     ทั้งนี้จากการถอดบทเรียนเล็กๆงานหนึ่งคือการถอดบทเรียนการทำงานของบุคลากรโครงการ SHA ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้กล่าวถึงเครื่องมือสำคัญหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานมาก นั่นคือ "Narrative medicine"  ผมลองยกมา 2 ตัวอย่างนะครับ  ผลงาน นพ.เดชา  แซ่หลี และผลงานแปลเรื่อง Imelda ของอาจารย์สกล 

"เมื่อศพห่อด้วยผ้าขาวแล้ว เราก็ช่วยกันกางธงชาติคลุมครูผู้ล่วงลับ

มองดูเหมือนมีพลังอย่างน่าประหลาด ธงชาติอันประกอบด้วยสีแดง ขาว น้ำเงิน

คล้ายจะรวมเอาจิตวิญญาณผู้กล้า ผู้เสียสละทั้งหมดไว้บนธงชาติผืนนี้

ช่างเป็นเกียรติและศักิด์ศรีของราชการผู้ล่วงลับ"  

นพ.เดชา  แซ่หลี  รพ.กะพ้อ  จ.ปัตตานี

 

หมอฟรานซิสซัสเป็นต้นแบบของศัลยแพทย์ในความรู้สึกของเราๆ สูงใหญ่ ดุดัน แข็งแรง และคมกริบในการเคลื่อนไหว รวมทั้งความพิถีพิถันในการแต่งเนื้อแต่งตัวด้วย ทุกวันจะใส่เสื้อกาวน์ยาวสีขาว ลงแป้งแข็งโป๊ก หนังสือประเภทเดียวที่ดูเหมือนหมอฟรานซิสซัสจะอ่านก็คือ หนังสือกายวิภาคของมนุษย์นั้นเอง สายตาของหมอฟรานซิสซัสจะเหมือนใน motto ของศัลยแพทย์ (Eagle's eye, Lion's heart, and Lady's hand ตาแหลมคมประดุจนกอินทรี หัวใจเข็มแข็งเด็ดขาดประดุจราชสีห์  มือเคลื่อนไหวอ่อนโยนละเอียดอ่อนดั่งกุลสตรี) หมอฟรานซิสซัสดูแลพิจารณาแผลทุกแผลอย่างละเอียดถี่ถ้วนที่สุด สามารถแยกแยะจำแนกมองเห็นการเริ่มหายของแผลได้ก่อนใครเพื่อน รวมทั้งร่องรอยที่แสดงว่าแผลอาจจะเริ่มมีปัญหาได้ก่อนใครๆ หมอฟรานซิสซัสบางทีจึงเสมือนโหราพยากรณ์นั่นทีเดียว ผู้รู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

จาก Letters to a Young Doctor: Imelda

การแปลอาจารย์สกล สิงหะ

      ผมค้นพบตวเองเล็กๆอย่างหนึ่งคือว่า  เรื่องทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่ทำให้เห็นกระบวนการทำงานคือการทำงานกับตัวตนและความรู้สึกข้างในของผมเอง...เพราะบางประโยคบางเรื่องนั้นไม่ต้องพูดมาก แต่มันพูดออกมาจากความรู้สึกและเป็นหนึ่งกับความคิดออกมาในการทำงานการออกแบบ....ประโยคหนึ่งอาจไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ทั้งหมด แต่เราก็สามารถเข้าใจตัวตนเราเองได้ และเชื่อไหมเมื่อท่านเข้าใจตนเอง ท่านจะสนใจผู้อื่นนั่นหมายถึงผู้ป่วย และเข้าใจผู้ป่วยมองข้ามไปมากกว่านั้นไม่มองเฉพาะเรื่องโรคคนเป็นเครื่องจักร แต่จะย้ายฐานการมองคนที่มีอารมร์และความรู้สึกมากยิ่งขั้นกระบวนการดังกล่าวยังทำให้ใส่ใจผู้ป่วยมากขึ้นพร้อมทั้งการเข้าใจ ไม่แปลกที่รูปแบบดังกล่าวจะนำมาซึ่งความผิดพลังทางการแพทย์ที่น้อยลงเนื่องมาจากใส่ใจและมองระบบด้วยความรักมากขึ้น..

 

Narrative medicine สู่การปรับระบบบริการและสร้างจิตสำนึกผู้ให้บริการ

          จากการถอดบทเรียนโครงการนั้น เครื่องมือหนึ่งในการนำมาปรับใช้และเกิดผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง คือ Narrative medicine ที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ทางการแพทย์พร้อมทั้งประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการเยียวยาผู้ป่วยกระบวนการเหล่านั้นสร้างแรงบันดาลใจและเกิดการเปลี่ยนแปลงในโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายนำเรื่องเล่าและเรื่องราวต่างๆเพื่อมาเป็นการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันในกลุ่มโรงพยาบาล 3 จังหวัด (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส)  ทั้งนี้จากการถอดบทเรียนนั้นแนวทางการนำมาใช้ในพื้นที่คือ How to narrative medicine

1)      involves  การทบทวนการประสานหาจุดเกี่ยวข้อง ประเด็นหลักของเรื่องที่จะเล่าทั้งนี้อาจจะมาจากการศึกษา ประสบการณ์โดยตรง (ประสบการณ์ทางการแพทย์) เป็นต้น

2)      Promotes สร้างการรับรู้นอกจากการเขียนเรื่องเล่ากระบวนการหนึ่งคือการสื่อสาร ให้เกิดการรับรู้เรื่องราวว่าพื้นที่ในการสื่อสารนั้นเป็นพื้นที่ปลอดภัย(safe space)  เรื่องกระบวนการเล่าเรื่องนั้น ทั้งในนี้กลุ่มโรงพยายาลได้มีการดำเนินการ จัดกลุ่ม CoP ในเรื่องเล่าเล่าทางการแพทย์ในโรงพยาบาล  หรือจุดจัดการประชุม KM ประจำสัปดาห์ กระบวนการดังกล่าวสามารถสร้าง inner ในกลุ่มคนทำงาน

3)      Exist is สร้างประเด็นร่วมกัน เพื่อกำหนดวาทกรรม (discourse) ผู้ป่วย ผู้ให้บริการ พร้อมทั้งสังคม เพื่อสร้างการเรียนรู้ผ่านกระบวนการเรื่องเล่าทางการแพทย์

4)      Includes developing กระบวนการพัฒนาจากเรื่องเล่าทางการแพทย์จะทำให้เกิดระบบความสัมพันธ์ใหม่ขึ้น ระหว่างทั้งตัวตนของตนเอง ตัวคนทำงาน และผู้ร่วมกับเรา ให้เกิดระบบการรับรู้พร้อมทั้งการเข้าใจกัน

5)      Enchases ดังนั้นกระบวนการการพัฒนายกระดับการทำงานจากเรื่องเล่าทางการแพทย์นั้น จะเกิดระบบความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับคนทำงาน ระบบงาน การปรับการทำงานที่เอื้อต่อผู้ป่วย พร้อมทั้งการมองการบูรณาการในการดูแลผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง

........................................