นำกายบริหารแกว่งแขนมาฝากนะคะ เป็นวิธีการออกกำลังกายที่ไม่ยาก เพียงช่วงที่ทำใหม่ใช้ความอดทน ไม่ใจร้อน ทำได้ทุกสถานที่ที่ยืนได้สะดวก เวลาไหนก็ได้ เริ่มใหม่ๆ แกว่งแขน ๑๐๐- ๒๐๐-๓๐๐ ครั้งก่อนแล้วค่อยๆเพิ่ม ครั้งละ ๑๐๐ หรือมากกว่า การแกว่ง ๑๐ นาที เราจะได้ประมาณ ๕๐๐ ครั้ง จนได้มากถึง ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ครั้ง แกว่งคล่องดีแล้วก็ทำวันละ ๓๐ นาที หรือมากกว่า ทุกๆวันร่างกายจะสบายตัวดีมากค่ะ
ประวัติความเป็นมาของกายบริหารแกว่งแขน
ในปีพุทธศักราช ๑๐๗๐ ซื่งตรงกับรัชสมัยราชวงศ์เหลียง พระสังฆปรินายกโพธิธรรมชาวอินเดีย หรือที่ชาวจีนเรียกว่า “ ต๋าโม๋ ” (TA MO) ได้เดินทางมายังประเทศจีน และปักหลักเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่นั้นเป็นเวลาหลายสิบปี ครั้งหนึ่งในระหว่างการเทศนา และการทำสมาธิท่านพบพระสงฆ์หลายรูปมีสุขภาพอ่อนแอ และบางรูปถึงกับนอนหลับไปด้วยความเมื่อยล้าอ่อนเพลีย พระปรมาจารย์ต๋าโม๋ จึงได้ชี้ไห้เห็นว่า “ ร่างกายที่แข็งแรงเท่านั้น จึงจะยืนหยัดฝึกจิตบำเพ็ญธรรมได้สำเร็จ ”
ก่อนหน้าที่ท่านจะได้เน้นถึงความสำคัญของร่างกายอันได้แก่พลัง และท่าทางของร่างกายที่เหมาะสมในการฝึกสมาธินั้นพุทธศาสนิกชนต่างเน้นแต่การฝึกจิตโดยละเลยร่างกาย ดังนั้นท่านปรมาจารย์ต๋าโม๋ จึงได้คิดค้นท่าบริหารร่างกายสำหรับพระสงฆ์ในตอนเช้าเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และบันทึกขึ้นไว้เป็นคัมภีร์ ๓ เล่มได้แก่
๑. คัมภีร์ อี้ จิน จิง คือ วิชาเปลี่ยนเส้นเอ็น
๒. คัมภีร์ สี สุ่ย จิง คือ วิชาชำระไขกระดูกให้สะอาด
๓. สือ ปา หลัว ฮั่ว โส่ว คือ เพลงมวยฝามือสิบแปดอรหันต์
กายบริหารแกว่งแขน คือ อะไร?
กายบริหารแกว่งแขนนี้ เดิมทีเดียวเรียกว่า “ต๋า โม๋ อี้ จิน จิง” ซึ่งก็คือ คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นของพระโพธิธรรม คำว่า “เปลี่ยนเส้นเอ็น” มิใช่หมายถึงผ่าตัดเปลี่ยนเอาเส้นเอ็นออกมาตามความเข้าใจของการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่เป็นการปรับเปลี่ยนแก้ไขสภาพของเส้นเอ็นด้วยการออกกำลังกาย โดยวิธีแกว่งแขนซึ่งจะส่งผลให้เลือดลมภายในโคจรไหลเวียนได้สะดวก เป็นปกติไม่ติดขัด
ต่อมา ”คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น” นี้ได้ถูกเรียกชื่อเสียใหม่ว่า “กายบริหารแกว่างแขนบำบัดโรค” เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้นตำราโบราณนี้จึงเป็นหนังสือวิชาที่เก่าแก่มีอายุถึง ๑,๔๐๐ ปีซึ่งนับได้ว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชนชาติจีนอันมิอาจประมาณค่าได้ชิ้นหนึ่ง
เหตุใดการบริหารแกว่งแขนจึงสามารถบำบัดโรคต่างๆได้
สิ่งที่เป็นปัญหาเกิดขัดแย้งกันภายในร่างกายของคนเรา จนก่อให้เกิดความไม่สบายแก่ร่างกายนั้น แพทย์จีนแผนโบราณกล่าวว่า เกิดจาก “เลือดลม” เป็นต้นเหตุ หากเลือดลมภายในร่างกายของเราผิดปกติโรคต่างๆมากมายก็จะเกิดขึ้นกับเราทันที เริ่มแรกจะทำให้เรารับประทานอาหารได้น้อยลง นอนหลับน้อยลงต่อไปก็จะกระทบกระเทือนถึงสภาพของร่างกายคือ ทำให้ซูบผอมอ่อนแอเป็นต้น เมื่อเราทำให้เลือดลมเดินสะดวกไม่ติดขัดแล้ว โรคร้ายทั้งหลายก็จะหายไปเอง โดยอาศัยหลักดังกล่าวนี้ การทำกายบริหารแกว่งแขนจึงสามารถแก้ไขเลือดลม และเปลี่ยนแปลงสภาพของร่างกาย หากแก้ให้ถูกจุดสำคัญที่ขัดแย้งกันเสียก่อนได้ เมื่อนั้นปัญหาอื่น ๆก็จะแก้ได้ง่ายดายขึ้น
คำอธิบายเคล็ดวิชา ๑๖ ประการ ของกายบริหารแกว่งแขน
๑. ส่วนบนปล่อยให้ว่าง หมายถึง ส่วนบนของร่างกาย คือ
ศีรษะ ควรบ่อยให้ว่างเปล่า อย่าคิดฟุ้งซ่าน มีสมาธิแน่วแน่ ควรทำอย่างตั้งอกตั้งใจมีสติ
๒. ส่วนล่างควรให้แน่น หมายถึง ส่วนล่างของร่างกายใต้บั้นเอวลงไปต้องให้ลมปราณสามารถเดินได้สะดวก เพื่อให้เกิดพลังสมบูรณ์ ฉะนั้นคำว่า “ส่วนบนว่าง ส่วนล่างแน่น” จึงเป็นหลักสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารแกว่ง ขณะทำกายบริหาร หากไม่สามารถเข้าถึงจุดนี้ได้แล้วก็จะทำให้ได้ผลน้อยลงไปมากทีเดียว
๓. ศีรษะให้แขวนลอย หมายถึง ศีรษะของท่านจะต้องปล่อยสบายๆประหนึ่งว่ากำลังแขวนลอยไว้ในอากาศกล้ามเนื้อบริเวณลำคอปล่อยให้ผ่อนคลายไม่เกร็ง ไม่ควรโน้มศีรษะไปข้างหน้าหรือหงายไปข้างหลัง หรือเอียงไปข้างๆ ต้องมองตรงไม่ก้มไม่เงยหน้า
๔. ปากปล่อยให้เงียบสงบตามปกติ หมายถึง ไม่ควรหุบปากแน่น หรืออ้าปากไปตามจังหวะที่ออกแรงแกว่งแขน ไม่ควรให้ปากอ้าตามใจชอบ ให้หุบปากเพียงเล็กน้อยโดยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ไม่เม้มริมฝีปากจนแน่น
๕. ทรวงอกเหมือนปุยฝ้าย คือกล้ามเนื้อทุกส่วนบนทรวงอกต้องให้ผ่อนคลายเป็นธรรมชาติ
เมื่อกล้ามเนื้อไม่เกร็งก็จะอ่อนนุ่มเหมือนปุยฝ้าย
๖. หลังยืดตรงให้ตระหง่าน หมายความว่าไม่แอ่นหน้าแอ่นหลัง
หรือก้มตัวจนหลังโก่งต้องปล่อยแผ่นหลังให้ยืดตรงตามธรรมชาติ
๗. บั้นเอวตั้งตรงเป็นแกนเพลา หมายถึง บั้นเอวต้องให้เหมือนเพลารถ ต้องให้อยู่ในลักษณะตรง
๘. ลำแขนแกว่งไกว หมายถึง แกว่งแขนทั้งสองข้างไปมา ได้จังหวะอย่างสม่ำเสมอ
๙. ข้อศอกปล่อยให้ลดต่ำตามธรรมชาติ หมายถึงขณะที่แกว่งแขน ๒ ข้างไปข้างหน้า
และข้างหลังนั้น อย่าให้แขนแข็งทื่อ ควรให้ข้อศอกงอเล็กน้อยเป็นธรรมชาติ
๑๐.ข้อมือปล่อยให้หนักหน่วง หมายถึง ขณะที่แกว่งแขนทั้ง ๒ ข้างนั้นควรผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
ที่ข้อมือ เมื่อไม่เกร็งแล้วจะรู้สึกคล้ายมือหนักเหมือนเป็นลูกตุ้มถ่วงอยู่ปลายแขน
๑๑.สองมือพายไปตามจังหวะแกว่งแขน หมายถึง ขณะที่แกว่งแขนนั้น
ฝ่ามือด้านในหันไปด้านหลัง ทำท่าคล้ายกับกำลังพายเรือ
๑๒. ช่วงท้องปล่อยตามสบาย หมายถึง เมื่อกล้ามเนื้อบริเวณช่องท้องถูกปล่อย
ให้ผ่อนคลายแล้วจะรู้สึกว่าแข็งแกร่งขึ้น
๑๓. ช่วงขาผ่อนคลาย หมายถึง ขณะที่ยืนให้เท้าทั้งสองแยกห่างกันนั้น
ควรผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ช่วงขา
๑๔. บั้นท้าย ควรให้งอนขึ้นเล็กน้อย หมายถึงระหว่างทำกายบริหารนั้น
ต้องหดก้นคือขมิบทวารหนัก คล้ายยกสูงให้หดหายเข้าไปในลำไส้
๑๕. ส้นเท้ายืนถ่วงน้ำหนักเสมือนก้อนหิน หมายถึง การยืนด้วยส้นเท้าที่มั่นคงยึดแน่น
เหมือนก้อนหินไม่มีการสั่นคลอน
๑๖. ปลายนิ้วเท้าทั้ง ๒ ข้างต้องงอจิกแน่นกับพื้น หมายถึง ขณะที่ยืนนั้น
ปลายนิ้วเท้าทั้ง ๒ ข้างต้องงอจิกแน่นกับพื้นเพื่อยึดให้มั่นคง
“กายบริหารแกว่งแขน” มีประโยชน์อย่างไร?
กายบริหารแกว่งแขน เป็นวิธีออกกำลังเพื่อบริหารร่างกายที่มีประโยชน์มากวิธีหนึ่ง หลังจากได้มีการค้นพบ และเผยแพร่ตำรานี้ออกมาที่นครเซี่ยงไฮ้สาธารณะรัฐประชาชนจีน ก็มีประชาชนนิยมทำกายบริหารแบบนี้ทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้โดยการแพทย์ปัจจุบัน ก็สามารถใช้การบริหารแบบง่ายๆนี้รักษาให้หายขาดได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ จนแทบไม่น่าเชื่อเลยจริงๆกายบริหารแกว่งแขนนี้ ทำง่ายหัดง่าย และเป็นเร็วนอกจากนี้ยังมีประสิทธิภาพในการบำบัดโรคได้รวดเร็วอีกด้วย โรคเรื้อรังมากมายหลายชนิดก็สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยวิธีทำกายบริหารแบบนี้
* ขอบคุณกายบริหารแกว่งแขน จากหนังสือ กายบริหารแกว่งแขน เรียบเรียงโดย รัศมีธรรรม
เริ่มทำนะคะ เพียงขอให้ขยันทำ
จาก 5 นาที ค่อยเพิ่ม เป็น 10.. นาที 15 นาที ..20 นาที...25 นาที ..30 นาที .....
แล้วร่างกายจะเบาสบายตัว สดชื่น สบายใจ มีความสุขค่ะ
ด้วยความปรารถนาดี กานดา แสนมณี
วันจันทร์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ ๒๕๕๖
-สวัสดีครับพี่กานดา...
-กำลังแกว่งแขวนได้สองสามวัน 555
-ขอบคุณสำหรับข้อมูลนะครับ..
-ต้องอ่านและฝึกปฎิบัติให้ถูกต้องครับ....
-ขอบคุณครับ
ขอบคุณความรู้ดีๆ ค่ะ พี่ดา
บิดขี้เกียจก็เป็นท่าหนึ่งในการออกกำลังกายนะคะ คล้ายๆ โยคะค่ะ (อันนี้บันเทิงค่ะพี่ดา)
หากได้ทำทุกวันคงจะดีมากนะคะ ร่างกายจะได้มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงค่ะ
ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆ ที่นำมาบอกต่อนะครับ ได้ประโยชน์มากมายสำหรับผู้ สว.เช่นผม ได้ทำมาซักพักแล้ว
ครับแต่ทำแบบไม่รู้จริง พอได้มาอ่านบันทึกนี้ถึงกระจ่างในการปฎิบัติ ขอบคุณครับ
บริหารกายแบบนี้ทุกเช้าค่ะ...ดีมากๆ