ปัจจุบันการชุมนุมทางการเมืองมีแนวโน้มขยายวงกว้าง...ทั้งกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลที่รวมตัวกันหลายกลุ่มและล่าสุดก็จะมีการระดมพลกลุ่มคนผู้ที่สนับสนุนรัฐบาล...แล้วสถารณการณ์ของการชุมนุมทั้งสองกลุ่มจะเกิดอะไร...?
ต้องยอมรับว่า “การชุมนุม” เป็นเสมือนคู่แฝดในระบอบการปกครองประชาธิปไตย ที่สะท้อนถึงนัยของการแสดงออกถึงสิทธิและเสรีภาพตามกรอบรัฐธรรมนูญ แต่เป็นที่น่าสังเกตของปรากฏการณ์การชุมนุมที่มีแทบจะเรียกได้ว่าต่อเนื่องไม่ขาดสายของกระแสสายธารการแสดงออกทางสิทธิและเสรีภาพตลอดระยะเวลากว่า ๗ ปีมานี้ ต้องยอมรับว่ามีข้อพึงศึกษาและวิเคราะห์ทำความเข้าใจในกระบวนการดังกล่าวว่า มันคืออะไร ? บางคนก็จะผลักภาระไปให้กับอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน บางคนก็ผลักภาระไปยังวาทกรรมที่ว่าความคิดเห็นแตกต่างกัน บางคนก็ผลักภาระไปให้กับการเรียกร้องประชาธิปไตย เป็นต้น ดูวุ่นวายสับสนไปหมด
ประเทศไทยในวันนี้เปรียบเสมือนคนใกล้ตายที่ถูกยิงด้วยลูกศร ๓ ลูก ทั้ง
๑. ลูกศรของโลภะ : ความโลภในผลประโยชน์ด้านการเมือง...?
๒. ลูกศรของโมหะ : ความหลงมัวเมาในทิฏฐิที่ยึดติดถือมั่นที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่าย…?
๓. ลูกศรของโทสะ : ความโกรธ ความเกลียด ความอาฆาตที่เห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู...?
ลูกศรทั้ง ๓ ที่ฝังรากลึกมีขาหยั่งกัดกินเนื้อในทำให้คนภายในประเทศอยู่อย่างอาจจะเรียกได้ว่า “เกิดสุญญากาศแห่งความสุข” มีแต่ความหวดระแวง ความสับสน ความกลัว และมีเครื่องหมายคำถามติดอยู่กลางหน้าผากตัวเบ้อเร่อในทำนองที่ว่า ไม่รู้มันจะจบตรงไหน ? อย่างไร ? สีนี้ได้ตามเป้าหมาย สีนั้นไม่พอใจ สีโน้นเสียผลประโยชน์ ท้ายที่สุดแล้วมันก็จะเกิดเป็นวงจรแห่งวิกฤติไม่มีจุดเริ่มต้น ไม่มีจุดท้ายสุด หมุนวนเป็นวัฏฏะอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด แล้วจะทำยังไงต่อไปในอนาคตภายหน้า จะอยู่กันแบบสุญญากาศแห่งความสุขกันไปอย่างนี้หละหรือ ?
หากพิจารณาจากลูกศรทั้ง ๓ ลูกแล้วนั้นก็หนักหนาสาหัสในการสร้างปัญหาพอ ๆ กัน แต่หากพิจารณาวิเคราะห์ให้ดีจะพึงเห็นว่า ลูกศรของโมหะ คือ ความหลงมัวเมาในทิฏฐิที่ยึดติดถือมั่นที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่าย เป็นลูกศรที่ต้องถอนอย่างเร่งด่วนในปัจจุบัน เพราะลูกศรนี้นั้นมันสามารถเพิ่มดีกรีความรุนแรงให้กับลูกศรแห่งโทสะ (ความโกรธ ความเกลียด ความอาฆาตมาดร้ายที่เห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู) เพราะว่าหากมีความหลงและมัวเมา ยึดติดถือมั่นเฉพาะความคิดของฝ่ายตนว่าถูกต้องฝ่ายเดียวก็จะมองความคิดที่เห็นต่างว่าผิดหมด สิ่งนี้คือสัญญาณอันตรายในสังคมที่สั่งสมทำให้มองเห็นฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรูที่จะต้องทำลายล้างไปให้หมด
การถอนลูกศรโมหะ : ความหลงมัวเมาในทิฏฐิที่ยึดติดถือมั่นที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่าย...?
๑. ต้องทำความเข้าใจปฐมฐานในกระบวนการวาทกรรมของ “ความคิดเห็นที่แตกต่าง” ก่อน
“ความคิดเห็นแตกต่าง” เป็นวาทะกรรมที่เข้ามามีบทบาทในสังคมไทยเป็นอย่างมาก เมื่อครั้งที่เกิดการแบ่งเป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนแนวคิดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กับกลุ่มคนที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งนำโดยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แท้ที่จริงแล้วเส้นแบ่งระหว่างกลุ่มคนทั้งสองกลุ่มนั้น เป็นเส้นแบ่งที่จัดอยู่ในวาทะกรรมของมายาคติ “ความคิดเห็นแตกต่าง” จริงหรือ ?
“ความคิดเห็นแตกต่าง” ในทัศนะของผู้เขียนแล้วเห็นว่า วาทะกรรมของคำนี้ที่เป็นปกติในสังคมทั่วไปน่าจะจัดอยู่ในพลวัตรที่สะท้อนออกมาทางความคิดที่เป็นไปในลักษณะของ ความชอบ ความไม่ชอบ ความรัก ความเกลียด เป็นต้น ซึ่งความคิดเห็นในลักษณะแบบนี้ เป็นพลวัตรที่สามารถแปรเปลี่ยนไปได้ในอนาคต จากที่ชอบอาจเปลี่ยนเป็นไม่ชอบ จากที่ไม่ชอบอาจเปลี่ยนเป็นชอบ หรือ จากที่เคยรักอาจเปลี่ยนเป็นเกลียด จากที่เคยเกลียดอาจเปลี่ยนเป็นรักหากมีเหตุปัจจัยมาเป็นตัวกระตุ้น ซึ่งเป็นไปในลักษณะรูปแบบของมายาคติที่ถือเอา ความคิด ของตัวเองเป็นที่ตั้งและเป็นศูนย์กลางของการขับเคลื่อนสะท้อนออกมาทางความคิดและการกระทำที่มีต่อสิ่งหนึ่ง ๆ เช่น
คุณ ก. มองว่าผู้หญิงที่หน้าคม ผิวสีแทน เป็นผู้หญิงที่สวยในสายตาของเขา
คุณ ข. มองว่าผู้หญิงหน้าหมวย ผิวขาว เป็นผู้หญิงที่สวยในสายตาของเขา
คุณ ง. มองว่าผู้ชายหน้าเข้ม มีกล้ามโต เป็นผู้ชายที่หล่อในสายตาของเธอ
คุณ จ. มองว่าผู้ชายหน้าตี๋ ผิวขาว เป็นผู้ชายที่หล่อในสายตาของเธอ
คุณ ท. มองว่าสีแดง เป็นสีที่ดี มีมงคลสำหรับชีวิตของเขา
คุณ น. มองว่าสีน้ำเงิน เป็นสีที่ดี มีมงคลสำหรับชีวิตของเขา
คุณ ส. มองว่าสีเหลือง เป็นสีที่ดี มีมงคลสำหรับชีวิตของเขา
เป็นต้น
ความคิดเห็นที่แตกต่างกันเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ ปกติ ในทุกสังคมที่สะท้อนออกมาในเรื่องของความชอบหรือความไม่ชอบ ความรักหรือความเกลียด ย่อมมีความคิดเห็นแตกต่างกันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญทั่วไป และไม่สามารถบอกได้ว่า ความชอบและ/หรือความไม่ชอบ ความรักและ/หรือความเกลียด ของใคร ถูก – ผิด หรือ ดี – เลว กว่ากันได้ ตราบใดที่ความชอบ/ไม่ชอบ หรือ ความรัก/เกลียด ในกรณีดังกล่าวไม่ได้ก้าวล่วงเข้าไปละเมิดสิทธิของบุคคลอื่นหรือทำให้บุคคลอื่นเดือดร้อน โดยปกติทั่วไป ความชอบ/ไม่ชอบ หรือ ความรัก/เกลียด ในเรื่องใด ๆ มักขึ้นอยู่กับ ทัศนคติและรสนิยม ส่วนตนของบุคคลนั้น ๆ เป็นประการสำคัญ
แล้วระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนแนวคิดพธม.และกลุ่มผู้สนับสนุนแนวคิดนปช. “ความคิดเห็นแตกต่าง” ถือเป็นเส้นแบ่งระหว่างกลุ่มของทั้งสองฝ่ายอย่างนั้นหรือ ?
ในทัศนะของผู้เขียนแล้วเห็นว่า มุมมองในลักษณะอย่างนี้อาจจะมองผิวเผินและสุ่มเสี่ยงไปซักหน่อยสำหรับผู้ที่มีทัศนคติแบบนี้ เกี่ยวเนื่องจาก จะกลับกลายเป็นว่า มองปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นเพียง ทัศนคติและรสนิยมของความชอบ/ไม่ชอบ และ ความรัก/ความเกลียด ของแต่ละกลุ่มให้อยู่เหนือตรรกะของเหตุผล ความถูก – ผิด และ ความดี – ความเลว ซึ่งเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงเป็นอย่างมากหากจะผูกโยงระหว่างมายาคติของความคิดเห็นแตกต่างกันที่ใช้ทัศนคติและรสนิยมในทางความคิดให้เข้าไปเสพติดเจือปนและเชื่อมโยงระหว่างการแยกแยะความถูก – ผิด และ ความดี – เลว แล้วจะอรรถาธิบายมาตรฐานของความถูก – ผิด และ ความดี –เลว ที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมของสังคมไปในทิศทางใด ? หากสิ่งเหล่านี้ถูกทัศนคติและรสนิยมของความชอบ/ไม่ชอบ หรือ ความรัก/ความเกลียด เข้าครอบงำนำทางในสังคมอยู่อย่างนี้
นาย ก. ทุจริตคอรัปชั่น ?
นาย ข. มีทัศนคติและการกระทำที่หมิ่นต่อสถาบัน ?
นาย ค. ใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง
เป็นต้น
หากว่าใช้เกณฑ์ในการวัดด้านวาทะกรรมของ “ความคิดเห็นแตกต่าง” สิ่งเหล่านี้ ถ้าหากไปถามคนที่ชอบนาย ก. นาย ข. และนาย ค. ส่วนใหญ่ก็จะมองว่าบุคคลเหล่านี้ถูกใส่ร้ายและถูกกลั่นแกล้ง หรือ ถ้าหากไปถามคนที่ไม่ชอบ นาย ก. นาย ข. และนาย ค. ส่วนใหญ่ก็จะมองว่าบุคคลเหล่านี้ผิดจริง เป็นคนไม่ดี ซึ่งภาวะของสังคมไทยในปัจจุบันส่วนใหญ่กำลังตกอยู่ในวังวนกับดักของมายาคติของความชอบ/ไม่ชอบ และ ความรัก/ความเกลียด และถือเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นดัชนีชี้วัดอยู่เหนือเหตุผลของการกลั่นกรองสิ่งที่ถูก – ผิด และ ดี – เลว ผ่านเส้นแบ่งของมิติคำว่า “ความคิดเห็นแตกต่าง” ในทัศนะของผู้เขียนมองว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดเป็นอย่างมาก กลับกลายเป็นว่า อิทธิพลของความชอบ/ไม่ชอบ และ ความรัก/ความเกลียด อยู่เหนือเหตุผลและความถูกต้องตามจริง ทั้ง ๆ ที่แท้ที่จริงแล้วดัชนีชี้วัดในประเด็นดังกล่าวที่แยกแยะความถูก – ผิด และความดี – ความเลว ที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม ต้องยืนอยู่บนเส้นแบ่งของ สัมมาทิฏฐิ และ มิจฉาทิฏฐิ
- การที่เราชอบคน ๆ หนึ่งมาก ทั้ง ๆ ที่แท้ที่จริงแล้ว เขาคนนั้นเป็นคนเลว คดโกง แต่เราก็ยังเห็นเขาเป็นคนดีในสายตาและความคิดของเรา แสดงว่า เราถูกมิจฉาทิฏฐิ คือ ความรัก/ความหลง ครอบงำจนบดบังกระบวนการกลั่นกรองความคิดของตรรกะเหตุและผลที่ก่อให้เกิดปัญญาและตาสว่าง หาใช่ เป็นแก่นของความคิดเห็นแตกต่างจากคนอื่นไม่
ในขณะเดียวกัน
- การที่เราเกลียดคน ๆ หนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนดี ทำประโยชน์ให้กับสังคม แต่เราก็ยังมองเขาว่าเป็นคนไม่ดีในสายตาและความคิดของเรา แสดงว่า เราถูกมิจฉาทิฏฐิ คือ ความเกลียด/ความอาฆาต ครอบงำนำทางจนบดบังกระบวนการกลั่นกรองทางความคิดของตรรกะเหตุและผลที่ทำให้เกิดปัญญาและตาสว่าง หาใช่ เป็นแก่นแท้ของความคิดเห็นแตกต่างจากคนอื่นไม่
ในภาวะปัจจุบันเราต้องทำความเข้าใจกับความหมายและนัยยะของ “ความคิดเห็นแตกต่าง” กับ “มิจฉาทิฏฐิ” ให้ชัดเจนเสียก่อนว่า กรณีใดแบบใดเป็นเรื่องของ “ความคิดเห็นแตกต่าง” และกรณีใดแบบใดเป็นเรื่องของการถูกครอบงำนำทางโดย “มิจฉาทิฏฐิ” ไม่ใช่ไปเหมารวมในเรื่องของความดี – เลว และ ความถูก – ผิด ตามครรลองคลองธรรมแล้วผลักภาระดังกล่าวไปให้กับ “ความคิดเห็นแตกต่าง” มาเป็นเส้นแบ่งในการตัดสินเรื่องดังกล่าว แล้วจะหามาตรฐานของเรื่องความถูก – ผิด และ ความดี – เลว ที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมจนนำไปสู่ข้อยุติได้อย่างไร หากมองประเด็นดังกล่าวเป็นเพียงความคิดเห็นแตกต่างที่ขับเคลื่อนโดยความชอบ/ไม่ชอบ และความรัก/ความเกลียด เป็นสำคัญ
หากสังคมไทยยังดำรงอยู่ท่ามกลางการแยกแยะในประเด็นดังกล่าวไม่ออก สังคมก็จะสุ่มเสี่ยงต่อความแตกแยกรุนแรงขึ้นไปอีก เพราะความไม่เข้าใจ และ/หรือความจงใจที่จะไม่เข้าใจในการใช้วาทะกรรม “ความคิดเห็นแตกต่าง” มาบิดเบือนแก่นแท้ของมาตรฐานของการแยกแยะถูก-ผิด และ ความดี –เลว แทนการมองถึงแก่นแท้และรากเหง้าของการถูก “มิจฉาทิฏฐิ” ครอบงำจนมืดบอดทางปัญญา แล้วสังคมในอนาคตจะดำรงอยู่ได้อย่างไร ? ในเมื่อเรื่องของความถูก – ผิด และ ความดี – เลว ที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม ถูกผลักภาระไปยังมายาคติ “ความคิดเห็นแตกต่าง” ที่ไม่สามารถสะท้อนออกมาทางมาตรฐานของดัชนีชี้วัดในเรื่องดังกล่าวได้ หากเป็นเช่นนั้นสังคมคงดำรงอยู่บนกับดักของสองมาตรฐาน (double Standard) ของความถูก –ผิด และ ความดี –เลว ที่ใช้ดัชนีชี้วัดจากความชอบ/ไม่ชอบ และความรัก/ความเกลียด แทน ความสมเหตุสมผลตามจริง ที่เป็นผลผลิตจากคุณธรรมและจริยธรรมที่ดีงามและสั่งสมมายาวนานในสังคมไทย
๒. ในการเข้าร่วมชุมนุมในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก่อนเข้าร่วม ตัวของเรา ต้องตั้งสติให้ดี ว่า
๒.๑ อุดมการณ์ : แน่นอนที่สุดคนส่วนใหญ่ในสังคมมีอุดมการณ์เป็นของตัวเองทั้งนั้นไม่มากก็น้อย แต่อุดมการณ์ดังกล่าวต้องมีสติ ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องตามจริง ไม่ใช่ อุดมการณ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ส่วนตนโดยไม่สนใจในความถูกต้องตามกฎหมายและศีลธรรม และแน่นอนที่สุดแกนนำในการชุมนุมส่วนใหญ่ต้องหยิบยกเอาอุดมการณ์ทางด้านการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม ของพ่อแม่พี่น้องมาเป็นข้ออ้างในการเคลื่อนไหวและชุมนุม เพื่อตีตราประทับรับรองสร้างความชอบธรรมให้กับข้อเรียกร้องเป็นสามัญโดยทั่วไป แต่ผู้ที่จะเข้าร่วมชุมนุมคือ ประชาชนโดยส่วนใหญ่ในสังคมนี้แหละ ควรเพ่งพินิจ วิเคราะห์ให้ดีว่า
๒.๑.๑ พิจารณาบนพื้นฐานของความสมเหตุสมผลตามจริงโดยใช้สติเป็นตัวนำ ไม่ใช่ ถือเอาความชอบใจ – ไม่ชอบใจ หรือรสนิยมที่เข้ากับจริตของตนเป็นตัวตั้งในการตัดสินใจ
๒.๑.๒ การชุมนุมตามระบอบประชาธิปไตยที่พึงให้สิทธิ์ เสรีภาพในการชุมนุมแต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย หากแกนนำในการชุมนุมใช้วาทกรรมในการปลุกเร้าการชุมนุมที่สุ่มเสี่ยงต่อการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น ยกระดับการชุมนุมให้เข้มข้นขึ้นโดยการไปปิดถนน ปิดสนามบิน หรือปิดสถานที่สำคัญทางเศรษฐกิจ และสถานที่ราชการต่าง ๆ ที่ผิดกฎหมาย ประชาชนคนทั่วไปในฐานะที่เข้าร่วมชุมนุมต้องตั้งคำถาม (หัดพกคำถามติดตัวไปบ้างไม่ใช่มีแต่คำตอบว่า ใช่ ในหัวอย่างเดียว) กับตัวเองแล้วว่า “สิ่งนี้มันเป็นอุดมการณ์และแนวทางในการต่อสู้ของเราจริง ๆ หรือไม่ ?” หากว่าเราที่ร่วมชุมนุมยอมรับในแนวทางและการกระทำดังกล่าวที่ผิดกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนและไปละเมิดสิทธิ์ของบุคคลอื่น เราจะตอบคำถามให้กับตัวเองเกี่ยวกับเรื่องของการชุมนุมที่สันติ อหิงสา และประชาธิปไตยไปในทิศทางใด ?
๒.๑.๓ การชุมนุมที่สันติ อหิงสา ที่ชอบกล่าวอ้างเพื่อตีตราประทับรับรองความชอบธรรมให้กับฝ่ายตน หากประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมแล้วมีแกนนำประกาศว่า
- วันนี้ต้องไปจับตัวไอ้ ... มาแขวนคอให้ได้
- วันนี้ต้องไปจับตัวไอ้ ... มากระทืบให้ได้
- วันนี้ต้องไปจับตัวไอ้ ... แล้วเอาเลือดหัวมันมาล้าง ...
- บ้านของไอ้ ... อยู่ที่ ... ให้ไปเผาบ้านมันได้เลย
ฯลฯ
หากเราในฐานะที่ไปเข้าร่วมชุมนุม เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองอย่างมีสติและใช้เหตุและผลแทนอารมณ์ (ร่วม) ว่าเรารับสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ? และพร้อมจะทำสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ?
“การก้าวออกมาจากการกระทำที่ไร้สติ ไม่ใช่มาตรวัดของความอ่อนแอ แต่เป็นความกล้าหาญที่ธำรงไว้เพื่ออุดมการณ์ที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม เป็นการเอาชนะมิจฉาทิฏฐิที่กัดกินปัญญาของเรา”
ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มไหน (สีไหน) ก็ตาม หากมีแกนนำที่มีพฤติกรรมอย่างนี้ก็ไม่ต่างกับการมี “อุดมการณ์ที่ไร้สติต่อส่วนรวม” สมมติว่าถ้าหากสังคมต้องเลือกจริง ๆ ระหว่างอุดมการณ์ที่ไร้สติกับคนไร้อุดมการณ์ จะเลือกแบบไหน ?
- อุดมการณ์ที่ไร้สติต่อส่วนรวม : จะเป็นอุดมการณ์ที่ก้าวข้ามผ่านเส้นแบ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ความถูก - ผิด ความดี – ชั่ว กุศล – อกุศล แล้วจะให้สังคมตกอยู่ในวงจรและกับดักอย่างนี้หละหรือ อุดมการณ์ที่ไร้สติอย่างนี้ก็ไม่ต่างไปจาก (อวิชชา + ขยัน) ขยันมาชุมนุมเรียกร้องกลัวตกกระแสและขบวนของการมีส่วนร่วมแต่ก็ไม่เคยหาข้อมูลและข้อเท็จจริงที่รอบด้านและถูกต้องตามจริงเป็นไปในลักษณะของการชุมนุมโดยไม่ยึดหลักกฎหมาย ไม่คำนึงถึงสิทธิของบุคคลอื่นที่อยู่ในสังคม สร้างความเดือดร้อนให้สังคมส่วนใหญ่โดยไม่สมเหตุสมผล
- ไม่มีอุดมการณ์ต่อส่วนรวม : ก็คือ ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ใครหรือกลุ่มใดจะมาชุมนุมเรียกร้องอะไร...ก็ไม่สนใจหากไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เป็นไปในลักษณะของความเห็นแก่ตัว (อวิชชา + ขี้เกียจ) ไม่ร่วมชุมนุมกับฝ่ายไหนทั้งสิ้นไม่ว่าฝ่ายนั้นจะถูกหรือผิดหรือมาเรียกร้องอะไร ขี้เกียจหาข้อมูลข้อเท็จจริงก็เลยขี้เกียจเข้าร่วมชุมนุม
เราต้องหันมามองความเป็นจริงของสังคมไทยในปัจจุบันว่า อุดมการณ์ทั้งสองแบบมีอยู่จริงหรือไม่ ? และหากว่ามีจริงแล้ว สมมติว่า ในสังคมมีให้เลือกอยู่สองลักษณะ คุณคิดว่าอุดมการณ์แบบไหนที่จะสร้างความวุ่นวายและเดือดร้อน สร้างปัญหาให้กับสังคมมากกว่ากัน ?
แน่นอนที่สุดทุกสังคมล้วนต้องการ “อุดมการณ์ที่มีสติ” สังคมไทยในวันนี้ต้องก้าวข้ามพ้นผ่านไปสู่สังคมอุดมการณ์ที่มีสติ มีความสมเหตุสมผล ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม ซึ่งผมเชื่อว่ามีอยู่ในสังคมแต่ยังมีส่วนน้อย (วิชชา + ขี้เกียจ) ทุกภาคส่วนในสังคมต้องช่วยกันสร้างองค์ความรู้ เพื่อให้ประชาชนโดยส่วนใหญ่เสพความรู้ได้อย่างถูกต้องตามจริง (วิชชา + ขยัน) และที่สำคัญที่สุด ตัวของเราเอง หากกระเหี้ยนกระหือรือ (กลัวตกขบวน) อยากมีส่วนร่วมกับการชุมนุมก็ต้องพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมด้วยโดยการต้องเสพความรู้และข้อมูลบนพื้นฐานของสัมมาทิฏฐิ ไตร่ตรองเหตุและผลตามจริงก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ เสพข้อมูลหรือชุดความรู้ที่อิงแอบแนบชิดบนพื้นฐานของการชอบ – ไม่ชอบ หรือรสนิยมส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันก็จะสะท้อนไปตามค่านิยมที่ไม่ได้คำนึงถึงเหตุและผลตามจริง คำนึงถึงเฉพาะความเท่ห์ ความโก้หรูที่ได้มีส่วนร่วมไปตามกระแสเป็นแฟชั่นเท่านั้นเอง ซึ่งทัศนคติอย่างนี้ถือได้ว่าอันตรายเป็นอย่างมาก หากตัวเราเลือกที่จะเข้าไปชุมนุมไม่ว่ากับกลุ่มใด (สีใด) โดยเลือกที่ว่าถูกจริตของตนที่ได้มีความเท่ห์ในการขี่รถมอเตอร์ไซค์ หรือขี่รถยนต์ป่วนเมือง หรือยกโขยงไปข่มขู่ คุกคาม ฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เห็นกับฝ่ายตน โดยมีความคึกคะนอง ความสนุกสนาน ความเท่ห์ เป็นเป้าหมายหลักในการได้กระทำในสิ่งเหล่านั้น ก็ไม่ต่างไปจากเป็นการแสดงออกถึงวุฒิภาวะทางอุดมการณ์ที่ไร้สติ (อวิชชา + ขยัน) ขยันที่สร้างความเสียหาย ความวุ่นวาย และหายนะให้กับสังคมเท่านั้น
ในภาวะที่เป็นไปในสังคมไทยปัจจุบันนั้น ท่านคิดว่าการชุมนุมส่วนใหญ่มีประพฤติกรรมที่เป็นไปในลักษณะของอุดมการณ์แบบใด ?
*** หมายเหตุ : ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นหรือดูแคลนอุดมการณ์ของคนที่แน่วแน่ในการร่วมชุมนุมไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดหรือสีใด แต่พึงต้องการสะท้อนให้เห็นถึงข้อมูลหรืออุดมการณ์จานด่วนที่ซ่อนเร้นสำหรับคนหรือกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้นเอง สังคมต้องเปิดกว้างพร้อมรับฟังข้อมูลในหลาย ๆ ด้าน แน่นอนที่สุดอุดมการณ์เป็นสิ่งที่อยู่ภายในไม่มีใครสามารถไปตรวจจับได้ว่าแก่นแท้แล้วมีอุดมการณ์อย่างไร นอกจาก ดูผลสะท้อนที่ออกมาทางประพฤติกรรม มันจะมีความหมายในอุดมการณ์ที่การชุมนุมไปในทิศทางใด หากแกนนำป่าวประกาศว่า ชุมนุมโดยสันติ อหิงสา แต่ประพฤติกรรมคุกคาม จาบจ้วง และทำลายฝ่ายตรงข้ามทั้งทางวาจารวมทั้งทางร่างกาย แล้วมันไปกันได้กับอุดมการณ์ของการชุมนุมเพื่อเรียกร้องโดยสันติ อหิงสา อย่างนั้นหรือ ? ไม่ว่าจะใช้วาทกรรมมาประดิษฐ์ประดอยรังสรรค์สวยงามปานใด แต่สุดท้ายทั้ง การยกระดับการชุมนุมอย่างเข้มข้น อารยะขัดขืน ที่ชอบอ้างกันจนฟั่นเฝือ อุดมการณ์ที่รอไม่ได้ (ไม่ว่าเพราะเหตุปัจจัยอะไร) ต้องชนะให้ได้อย่างรวดเร็วเท่านั้นโดยไม่สนวิธีการ อุดมการณ์ที่สามารถแปรเปลี่ยนเพียงชั่วระยะข้ามคืนหรือระยะเวลาเพียงสั้น ๆ หรือมีเหตุปัจจัยอย่างอื่นมาล่อ อุดมการณ์ที่เป็นไปในลักษณะอย่างนี้หากไม่เรียกว่าอุดมการณ์ที่ไร้สติแล้วจะเรียกว่าอุดมการณ์อะไร ?
สิ่งที่ดีที่สุดในการถอนลูกศรโมหะด้านอุดมการณ์ในเบื้องต้นนั้น ทุกท่านที่เข้าร่วมชุมนุมไม่ว่าจะกับฝ่ายใดหรือสีใดก็แล้วแต่ ต้องมีจิตที่พึงรับผิดชอบต่อสังคมโดยรวมด้วย โดยการเสพข้อมูลด้วยพื้นฐานของข้อเท็จจริงรอบด้านอย่างมีสติ ไม่ใช่ เสพข้อมูลด้านเดียวหรือหนักไปกว่านั้นไม่เสพข้อมูล (ขี้เกียจใช้ความคิด) แต่เลือกที่จะถือเอาความชอบและความถูกใจเป็นที่ตั้ง เช่น ชอบที่ตัวบุคคลหรือชอบสีที่ถูกจริตกับตน เป็นต้น ซึ่งถ้าหากคนส่วนใหญ่ในสังคมมีทัศนคติในการเข้าร่วมชุมนุมที่เป็นไปในลักษณะอย่างนี้ สังคมจะเป็นอย่างไร ?
ดังนั้น
ประชาชนที่จะเข้าร่วมชุมนุมไม่ว่าจะกับกลุ่มใดหรือสีใดนอกจากจะยึดติดถือมั่นในความคิดของตนเองแล้ว ท่านต้องมี ความรับผิดชอบต่อสังคมโดยส่วนใหญ่ด้วย โดยการใช้เหตุและผลบนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ใช่ไหลไปตามกระแสเป็นแฟชั่น ขอเพียงแต่ว่าอยากมีส่วนร่วมกับการชุมนุมที่ถูกใจและชอบใจของตนเท่านั้น หาไม่แล้วการเข้าไปมีส่วนร่วมของท่านนั้นหากไม่ใช้สติ จะเป็นการไปมีส่วนร่วมในการกระทำที่ผิดกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนให้กับคนส่วนใหญ่ในสังคม
“เสียเวลาโดยใช้สติในการหาข้อมูลเหตุผลตามจริง ดีกว่า ขี้เกียจใช้ความคิดแล้วกระโจนทะยานเข้าหาการชุมนุมด้วยทิฏฐิของความชอบ – ไม่ชอบส่วนตัว”
๒. เป้าหมาย + เงื่อนตายด้านเวลา :
เป็นที่น่าสังเกตว่าการชุมนุมโดยส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่ต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลากว่า ๙ ปีที่ผ่านมา เป้าหมายของการชุมนุมส่วนใหญ่จะอยู่ที่การ แพ้ – ชนะการยกระดับของการชุมนุมโดยการกดดันในทางที่ผิดกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนโดยส่วนใหญ่แล้วขึ้นไหว้ขอบคุณบนเวทีประกาศชัยชนะต่อหน้าผู้ชุมนุม ปลุกเร้าอารมณ์ร่วมของการเป็นผู้ชนะอย่างอหังการว่า
- วันนี้เราบุกไป ... ได้รับชัยชนะกลับมา
- วันนี้เรายึด ... ได้ชัยชนะแล้วพ่อแม่พี่น้อง
- พรุ่งนี้เราจะบุกไปยึด ... ให้ได้เพื่อชัยชนะ
ฯลฯ
ซึ่งชัยชนะของพวกท่านดังกล่าวที่ป่าวประกาศบนเวทีโดยแลกมากับความเดือดร้อนของประชาชนโดยรอบส่วนใหญ่ ตกลงแท้ที่จริงแล้วเป้าหมายของการชุมนุมคืออะไรกันแน่ แพ้-ชนะที่มีเดิมพันเป็นผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องของท่านโดยไม่เลือกวิธีการหรือว่าเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมที่ป่าวประกาศกล่าวอ้างจริง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมด้วยต้องตั้งคำถามและประเมินสถานการณ์ของการชุมนุมไปด้วยว่ามันเขวออกไปจากอุดมการณ์ที่แท้จริงของตัวเองหรือไม่ ? ไม่ใช่หลงเสพติดไปตามกระแส (ที่ทำผิดกฎหมาย) ของคนส่วนใหญ่ ที่สำคัญ
การชุมนุมส่วนใหญ่มักจะผูกเงื่อนตายทางด้านเวลามาด้วย ในทำนองที่ว่า
- วันนี้ ... ต้องได้รับชัยชนะ
- วันนี้ ... ชุมนุมแตกหักครั้งสุดท้าย
- วันนี้ ... จะเป็นสงครามใหญ่ครั้งสุดท้าย ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง
ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้ มันคืออุดมการณ์ของการเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ที่อ้างว่าของพ่อแม่พี่น้องโดยส่วนรวมจริงหรือ ? ทำไมท่านมหาตมะ คานธี หรือว่า อองซานซูจี พวกท่านก็เรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวม แต่ทำไมพวกท่านรอเวลาได้ ซึ่งถ้าหากว่าการรอเวลาโดยการชุมนุมอย่างสันติ อหิงสา (จริง ๆ) เหล่านี้จะสะท้อนให้เห็นถึงอุดมการณ์ที่แน่วแน่ ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมที่พึงยึดติดถือมั่นเอาผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้งจริง ๆ โดยการยึดมั่นอุดมการณ์ของตนเองและหาแนวร่วมด้วยการให้ข้อมูล ชุดความรู้ที่สมเหตุสมผลตามจริง จนทำให้ได้เกิดมีแนวร่วมที่มีอุดมการณ์ฝังรากลึกยึดโยงจนแน่น แม้จะใช้ระยะเวลาที่ยาวนานแต่เพื่อส่วนรวมจริง ๆ พวกท่านก็ทนได้ ไม่ใช่อุดมการณ์ที่ฉาบฉวยตามค่านิยมความชอบ – ไม่ชอบ เข้ากับจริตส่วนตัวของตน ถูกใจ – ไม่ถูกใจ หรืออุดมการณ์ที่อิงแอบแนบชิดกับปัจจัยนำทาง
ปัจจุบันรูปแบบของการชุมนุมเป็นเสมือนโปรโมชั่นทางการตลาด มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ลดแลกแจกแถม โปรโมชั่นต่าง ๆ ใช้การตลาดโน้มน้าวให้หลงเข้าไปเสพติด สิ่งนี้ถือได้ว่าอันตรายเป็นอย่างมากในสังคม เพื่อระดมมวลชนด้วยการซ่อนเร้นวาทะกรรมยอดฮิตทุกยุคทุกสมัยก็คือ “เรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย” หรือ “ความไม่เท่าเทียมกันในสังคม” จนเลยเถิดไปถึง “สงครามชนชั้นในสังคม” หรือที่ฮิตติดปากก็คือ “การถูกปฏิบัติโดยสองมาตรฐาน” เป็นต้น แล้วแต่จะประดิษฐ์ประดอยวาทกรรมขึ้นมาแบบไหนเพื่อหวังผลทางการตลาดในการระดมมวลชมเพื่อมาชุมนุม ดังนั้น ในฐานะของประชาชนที่จะเข้าร่วมชุมนุมนั้น ท่านต้องหาข้อมูลรวมทั้งหาเหตุและผลแห่งความเป็นจริงในวาทกรรมดังกล่าวว่า ในภาวะปัจจุบันนั้นเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า ไม่ใช่เอาอารมณ์ไปสัมผัสเป็นมาตรวัด ซึ่งหากว่าเอาอารมณ์ไปสัมผัสแล้วจะพบว่า วาทะกรรมเหล่านั้นโดยเฉพาะความไม่เท่าเทียมกันในสังคมล้วนมีผสมปนเปื้อนอยู่ในสังคม มาทุกยุคทุกสมัย อย่างยาวนาน อันนี้เราต้องยอมรับความจริงไม่ใช่เพิ่งมาเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง แม้แต่ประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเจริญแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาหรือว่าอังกฤษ ล้วนก็มีสิ่งเหล่านี้ปนเปื้อนอยู่ในสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะสามารถทำให้หมดไปได้ภายในระยะเวลา ๕ ปีหรือ ๑๐ ปี ดังนั้น หากว่าเอาอารมณ์ที่อยู่เหนือเหตุผลไปจับหรือแตะปัญหาพวกนี้ ก็จะต้องมีการชุมนุมเรียกร้องทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี ทุกรัฐบาลไม่มีข้อยกเว้น มันเป็นไปในลักษณะปัญหาปลายเปิดที่พร้อมพัฒนาไปในรูปแบบต่าง ๆ ตามกาลเทศะ ซึ่งปัญหาเหล่านี้สังคมโดยส่วนรวมทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน แต่สิ่งสำคัญก็คือ ในการเข้าร่วมชุมนุมด้วยวาทกรรมเหล่านี้ ผู้เข้าร่วมชุมนุมเองต้องดูอุดมการณ์ที่แท้จริงของแกนนำที่จะสะท้อนออกมาทางประพฤติกรรมที่แอบแฝงและซ่อนเร้นอยู่ให้ออกว่า แก่นแท้แล้วแกนนำพวกนี้ต้องการอะไรกันแน่ ?
แน่นอนที่สุดมนุษย์ทุกคนมีความรู้ ความสามารถที่แตกต่างกัน แต่ ถ้าหากว่าท่านคิดจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ การชุมนุม เรียกร้องอะไรซักอย่าง ยิ่งท่านที่อ้างว่ามีความรู้หรือมีปัญญาน้อยเท่าไหร่ ท่านก็ยิ่งต้องขวนขวายหาข้อมูล ข้อเท็จจริงรอบด้านให้มาก เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาบนพื้นฐานของความเป็นจริงที่มีสติ จะมาชูป้ายประจานตัวเองว่าโดนหรอกใช้อยู่ร่ำไปอย่างนั้นหรือ ยิ่งมีความรู้น้อย หากอยากเข้าไปมีส่วนร่วม (เหมือนคนอื่น) ในการชุมนุม ท่านก็ยิ่งต้องทำงานหนักหาข้อมูลให้รอบด้านมากกว่าคนอื่น
"ซึ่งการหาข้อมูลที่ถูกต้องตามจริงก่อนตัดสินใจในการเข้าร่วมชุมนุม... ยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่พึงมีต่อสังคม"
ใช่เลยครับ วิเคราะห์ได้ถึงแก่นจริงๆ อารมณ์ม็อบเป็นความสะใจ คุกคามสิทธิผู้อื่นอย่างขาดเหตุผล บางครั้งที่ผมกำลังคล้อยตามเหตุผลข้อมูลของผู้ขึ้นเวที ซึ่งกรองแล้วว่าเป็นข้อมูลใหม่ แต่พอผลุดเสียงด่าแบบหยาบคายขึ้นมา อาหารสมองที่กำลังจะบริโภคอยู่ดีๆ ก็กลับกลายเป็นอาจมไปเลย
ด้วยอกุศล ๓ ก็ควรนำนิวรณ์ ๕ เข้าไปใช้ด้วย นักการเมืองที่คิดทำสิ่งดีควรยกย่อง ส่วนที่คิดจะกอบโกยโกงอยากให้ล่มสลาย
เป็นบทความแนะหลักการที่ชัดเจน ผมอยากให้นักการศึกษาในที่นี่เสนอแนะเช่นนี้มากๆ หน่อย ช่วยให้แง่คิดแนวทางในการนำพาประเทศให้ก้าวต่อไป ช่วยกันชี้ทางออกจากสภาวะปัญหาการเมืองในปัจจุบัน ยึดหลักการ แทนที่จะช่วยกันสุมประเทศดังอาจารย์บางท่าน ขอบคุณท่านมาก ขอเป็นกำลังใจในการเขียนบทความมา ณ ที่นี้ครับ
ปัจจุบันเขาเลิกแบ่งสีรวมเป็นสีธงชาติแล้ว สิ่งที่ใช้พิจารณาคือปัญญาไม่ใช้ความรู้สึกครับ
-สวัสดีครับ..
-ตามมาอ่านข้อมูลครับ...
-ขอบคุณครับ