เรื่อง นิยาม ๕
(๑) อุตุนิยาม คือความเชื่อที่ว่า มีความเป็นระเบียบและกฎเกณฑ์ที่แน่นอนในโลกวัตถุเท่านั้น ดังนั้นกฎอุตุนิยามนี้จึงอาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า กฎทั่วไปเกี่ยวกับวัตถุ
สมมติว่าขณะนี้ในวงการวิทยาศาสตร์มีกฎทางฟิสิกส์อยู่ร้อยกฎ กฎเหล่านี้ว่าเรื่องเฉพาะเป็นเรื่องๆไป ในทัศนะของพุทธศาสนา กฎเหล่านี้มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับวัตถุ สิ่งเหล่านี้อาจต่างกันโดยชื่อและโดยลักษณะ แต่ทั้งหมดก็เป็นวัตถุ กฎทุกกฎในวิทยาศาสตร์อยู่ในรูปข้อความสากล การที่กฎเหล่านี้เขียนไว้ในรูปข้อความสากลย่อมสะท้อนให้เห็นชัดเจนแล้วว่า คนที่เสนอกฎเหล่านี้เชื่อในความเป็นระเบียบคงที่ของสิ่งที่กฎนั้นๆ ถ้าพูดถึงกฎร้อยกฎนี้พุทธศาสนาถือว่าเป็นกฎย่อยที่รวมอยู่ในกฎใหญ่ คือ อุตุนิยาม
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีความเป็นระเบียบและกฎเกณฑ์ที่แน่นอนในธรรมชาติ ด้วยความเชื่อนี้ พวกเขาจึงคิดว่ากฎต่างๆ ที่ค้นพบแล้วนี้เป็นส่วนหนึ่งของกฎทั้งหมดที่ยังไม่มีผู้ทราบว่ามีเท่าใด
หลักอุตุนิยามในพุทธศาสนาเป็นกฎเกี่ยวกับวัตถุก็จริง แต่กฎนี้มีนัยแฝง ต่างจากกฎทางฟิสิกส์ พุทธศาสนาสอนว่ามีความเป็นระเบียบมีกฎเกณฑ์ในธรรมชาติ ส่วนที่เป็นวัตถุเพื่อให้ชาวพุทธเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ดำเนินไปอย่างมีเหตุปัจจัย เมื่อมีสาเหตุย่อมมีผล
(๒) พีชนิยาม เนื้อหาของพีชนิยามก็เหมือนเนื้อหาของอุตุนิยาม คือ พูดถึงของประเภทหนึ่งเอาไว้อย่างกว้างๆ ไม่เจาะจง อุตุนิยามพูดถึงวัตถุที่ไม่มีชีวิต ส่วนพีชนิยามพูดถึงสิ่งที่มีชีวิต คำว่าสิ่งมีชีวิตในที่นี้หมายเอาพืชและสัตว์
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเราเอาเมล็ดแตงโมไปเพาะต้นไม้ที่งอกออกมาจากเมล็ดนั้นจะเป็นต้นแตงโมเสมอ เมล็ดแตงโมคือสิ่งมีชีวิตหน่วยหนึ่ง ส่วนต้นแตงโมก็เป็นสิ่งมีชีวิตอีกหน่วยหนึ่ง กฎเกณฑ์ที่แน่นอนระหว่างสองสิ่งนี้เป็นความสม่ำเสมอระหว่างสิ่งมีชีวิตสองอย่าง
เนื่องจากกฎพีชนิยามพูดถึงสิ่งมีชีวิตเอาไว้กว้างๆ เราจึงอาจเรียกกฎพีชนิยามนี้ได้ว่า กฎทั่วไปกับสิ่งมีชีวิต กฎทางชีววิทยาทุกอย่างที่พูดถึงสิ่งมีชีวิตเป็นอย่างๆ ไป พุทธศาสนาถือว่าเป็นกฎย่อยที่รวมอยู่ในกฎใหญ่คือพีชนิยามนี้ทั้งสิ้น
หลักพีชนิยามนี้ก็เหมือนกับหลักอุตุนิยามกล่าวคือ แม้จะเป็นกฎทางชีววิทยา แต่ก็มีนัยแฝงต่างๆ พุทธศาสนาสอนหลักพีชนิยามเพื่อให้เห็นความเป็นเหตุเป็นผลภายในโลกแห่งชีวิตของคนเรา
(๓) จิตนิยาม พุทธศาสนาเชื่อว่าคนเราประกอบด้วยกายกับจิต สองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ต่างหากจากกันกายเป็นวัตถุ เป็นสสาร ส่วนจิตเป็นนามธรรม เป็นอสสาร ในโลกแห่งวัตถุมีความเป็นระเบียบ มีกฎเกณฑ์ฉันใด ในโลกของจิตก็ฉันนั้น มีความเป็นระเบียบ มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน
ความเชื่อเรื่องจิตของพุทธศาสนาต่างจากความเชื่อเรื่องจิตของพวกสสารนิยม ชาวสสารนิยมเชื่อว่า ที่คนเราสามารถคิด จินตนาการ เศร้าโศก ดีใจ ๆ เป็นต้นนี้ สืบเนื่องมาจากการที่คนเรามีองค์ประกอบทางกายภาพที่ซับซ้อนมากกว่าวัตถุ สสารที่มารวมกันเป็นคนผ่านวิวัฒนาการมานานและผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน สสารเหล่านี้ จึงสามารถแสดงพฤติกรรมพิเศษที่สสารที่มีองค์ประกอบง่ายๆ
ลัทธิสสารนิยมเชื่อว่า การอธิบายว่าปรากฏการณ์ทางจิตเกี่ยวเนื่องกับสมองเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเอาสิ่งอื่นที่ไม่สามารถรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนพุทธศาสนาไม่เชื่อว่าการอธิบายปรากฏการณ์ทางจิตด้วยก้อนสมองนี้จะเพียงพอ มีเหตุผลหลายอย่างที่พุทธศาสนาใช้ยืนยันว่าการอธิบายปรากฏการณ์ทางจิตด้วยสมองไม่เพียงพอ พุทธศาสนาเห็นว่าปรากฏการณ์ทางจิตนี้ซับซ้อนละเอียดอ่อนเกินกว่าที่จะเป็นการแสดงตัวของก้อนสมองซึ่งเป็นแค่เพียงวัตถุ พุทธศาสนาจึงอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ด้วยสิ่งอื่นที่ไม่ใช่สมอง สิ่งนั้นก็คือจิตนั่นเอง
(๓) จิตนิยาม (ต่อ) ธรรมชาติของมนุษย์เป็นสิ่งที่เร้นลับ ยากแก่การทำความเข้าใจให้ทะลุปรุโปร่งทุกแง่มุม ปัญหาว่าสสารมนุษย์ประกอบด้วยสสารเท่านั้นหรือว่ายังมีองค์ประกอบอื่นที่ไม่ใช้สสารเป็นปัญหาเก่าที่ถกเถียงกันมานานร่วมสองพันปีเป็นอย่างน้อย ปัจจุบันแม้ว่าวิทยาการต่างๆ จะเจริญขึ้นมาก แต่ปัญหาดังกล่าวนี้ก็ยังมืดมนอยู่เช่นเดิม
มนุษย์เป็นสิ่งเร้นลับ ธรรมชาติที่เร้นลับในตัวมนุษย์
นี้จะต้องถูกเปิดเผย หากเราใช้เวลาทั้งหมดในชีวิตไปกับการ
พยายามเปิดเผยความเร้นลับนี้ จงอย่าได้คิดว่าเราได้สูญเสียเวลา
ไปโดยเปล่าประโยชน์
จากการวิเคราะห์ธรรมชาติของชีวิต พุทธสาสนาพบว่า แก่นของความเป็นคนคือจิต จิตคือผู้บงการทุกอย่าง ชีวิตของคนเราจะมีค่าหรืออไร่ค่าก็เพราะจิต ชีวิตจะทุรนทุรายหรือสงบสันโดษก็เพราะจิตอีกเช่นกัน
หลักจิตนิยามก็คือหลักที่บอกเราว่า จิตใจของมนุษย์มีกฎเกณฑ์ มีระเบียบหากเราต้องการให้จิตใจผ่องใส สงบ สันโดษ เราต้องทำอย่างไรบ้าง ตรงกันข้ามคนที่มีชีวิตเดือดร้อนกระวนกระวาย หากเราเอาจิตนิยามนี้มาจับ เราจะพบว่าภาวะที่เดือดร้อนกระวนกระวายนั้น เป็นผลมาจากเงื่อนไขที่แน่นอนอย่างหนึ่ง หลักจิตนิยามบอกว่าเมื่อใดก็ตามที่เราสร้างเงื่องไขเช่นนี้ เมื่อนั้นเราจะประสบผลอย่างเดียวกันนี้ อย่างไม่อาจเลี่ยงได นี่คือกฎเกณฑ์และความเป็นระเบียบในโลกของจิต
หลักจิตนิยามกล่าวว่า จิตของคนเรานั้นแฝงธรรมชาติสองอย่างเอาไว้ อย่างแรกคือธรรมชาติฝ่ายดี
อย่างที่สองคือธรรมชาติฝ่ายเลว ธรรมชาติฝ่ายดีจะชักนำให้เราไปในทางที่ดี ส่วนธรรมชาติฝ่ายชั่วจะชักนำเราไปในทางที่ชั่ว ธรรมชาติฝ่ายดีท่านเรียกว่า กุศลเจตสิก ธรรมชาติฝ่ายเลวเรียกว่า อกุศลเจตสิก
กุศลเจตสิก หลักมีอยู่สามอย่างคือ ความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง อกุศลเจตสิกที่สำคัญก็มีอยู่สามอย่างเช่นกันคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ธรรมชาติที่ดีและเลวในใจคนอาจมีรายละเอียดมากกว่านี้ แต่ทั้งหมดก็สามารถจัดลงในเจตสิกหลักเหล่านี้
(๔) กรรมนิยาม กรรมนิยามหรือกฎแห่งกรรมนี้มีเนื้อหาหลักๆ ว่า กรรมกล่าวคือการกระทำ ที่เกิดจากความจริงใจ ทุกอย่างมีผล ผลดังกล่าวนี้จะออกมาในลักษณะใดย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่กรรมที่เราทำลงไปเป็นกรรมชนิดใด
กล่าวโดยกว้างๆ พุทธศาสนาจำแนกกรรมออกเป็นสองประเภท อย่างแรกคือกรรมดีหรือกุศลกรรม อย่างที่สองคือกรรมชั่วหรืออกุศลกรรม กรรมดีคือกรรมที่ทำลงไปแล้วคือประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น ส่วนกรรมชั่วคือกรรมที่ทำลงไปแล้วก่อให้เกิดโทษแก่ตนเองและผู้อื่น
กรรมสามารถทำได้สามทาง คือทางกาย วาจา และใจ เช่น เมื่อนายเขียวฆ่าปลา เป็นกรรมทางกาย เมื่อนายขาวด่าแม่ เป็นกรรมทางวาจา เมื่อนายแดงผูกใจเจ็บนายพัน นึกแช่งให้นายพันฉิบหายอยู่ในใจ กรรมนี้จัดเป็นกรรมทางใจ กรรมนิยามนี้เกี่ยวเนื่องกับจิตนิยามและการเวียนว่ายตายเกิดใน
สังสารวัฏ พุทธศาสนาถือว่า เมื่อคนเราทำกรรมอย่างหนึ่งลงไป ผู้รับผิดชอบการกระทำนั้นคือจิต เช่น เมื่อนายเขียวกระทืบแมลงสาบตาย เท้านายเขียวไม่ใช่ผู้รับผิดชอบกรรมอันนั้น หากแต่คือจิตของเขา กรรมบางอย่างให้ผลในชาตินี้ กรรมบางอย่างให้ผลในชาติหน้า
(๕). ธรรมนิยาม คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งทั้งหลาย เป็นกฎสากลที่คลุมความเป็นไปทั้งฝ่ายจิตและฝ่ายวัตถุ เช่น กฎแห่งอนิจจัง อิทัปปัจยตา กฎข้อนี้มีขอบเขตครอบคลุมกว้างขวางที่สุด กฎ 4 ข้อข้างต้นสรุปรวมลงในข้อสุดท้ายนี้
พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้ว่า ได้แก่กฎธรรมชาติ อันเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่แล้วในจักรวาล เพียงแต่พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบด้วยสัพพัญญุตญาณและนำมาเผยแผ่เท่านั้น ทรงรับรู้ เข้าใจถึงนิยามหรือกฎธรรมชาติทั้งห้านี้อย่างลึกซึ้ง ทฤษฎีต่างๆที่นักวิทยาศาสตร์ก็คือความจริงแห่งนิยามเหล่านี้ เช่น ทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ล ดาร์วิน ก็มาจากพีชนิยาม กฎของนิวตันก็มาจากอุตุนิยาม แต่พระพุทธองค์เลือกที่จะตัดความรู้ทางด้านอุตุนิยามและพีชนิยามออกจากคำสั่งสอน เพราะไมใช่ทางแห่งการดับทุกข์ และไปเน้นที่กรรมนิยาม จิตนิยามและธรรมนิยาม
ในทางตรงกันข้าม ตลอดเวลาสองพันปีที่ผ่านมา วิทยาศาสตร์พยายามสึกษาในส่วนของพีชนิยามและอุตุนิยามมาโดยตลอด สิ่งนี้เป็นจุดเน้นที่ต่างกันระหว่างวิทยาศาสตร์และพุทธศาสนา
อย่างไรก็ตาม กฎทั้งห้าล้วนสัมพันธ์กันอย่าแยกไม่ได้ เช่น โรคเอดส์เป็นเชื้อไวรัสที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ ตามกฎพีชนิยาม แต่เมื่อมนุษย์เสื่อมจากศีลธรรมเพราะมีโมหะหรืออวิชชา โรคระบาดจึงเป็นผลตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้เกิดนำท่วม ฝนไม่ตก ซึ่งเป็นจากกรรมนิยามที่สะท้อนมาจากพีชนิยาม ปรากฏการณ์คลื่นสินามิก็เป็นอุตุนิยาม แต่เมื่อมีคนเสียชีวิต เกิดความเศร้าสลด เกิดเป็นจิตนิยามที่สะท้อนมาจากอุตุนิยาม
วิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญต่ออุตุนิยามและพีชนิยาม จนมองว่าเรื่องของจิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยามเป็นเรื่องไร้สาระ จนปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เริ่มหวนคิดกลับ เพราะโลภะ จากจิตมนุษย์ แม้ทรัพยากรของโลกมีอยู่จำกัด แต่โลภะของมนุษย์มีอยู่อย่างไม่จำกัด และทำอย่างไรก็ไม่พอ วิทยาศาสตร์ไล่ตามอย่างไรก็ไม่ทัน นอกจากนั้นยังสร้างผลกระทบไปบังอุตุนิยาม เช่น เกิดสภาวะเรือนกระจก เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม ลมฟ้าอากาศแปรปรวน หรือในทางพีชนิยามก็เกิดเชื้อโรคตัวใหม่ๆ ขึ้น เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อบางชนิด เช่น เชื้อหวัดนก เชื้อเอดส์ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เกิดการตัดต่อพันธุกรรม สร้างสิ่งมีชีวิตแปลกๆ ใหม่ ๆ ขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นการค้นพบทางอุตุนิยามนำไปสู่การพัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ การค้นพบทางพีชนิยามนำไปสู่อาวุธเชื้อโรค ในที่สุด ถ้านักวิทยาศาสตร์ไม่ใส่ใจกับจิตนิยาม โลกจะถึงแก่กาลพินาศเพราะน้ำมือมนุษย์เอง
พระพุทธองค์ทรงทราบดี จึงตัดพีชนิยาม อุตุนิยามออกจากคำสอน เพราะไม่มีประโยชน์อันใด มีแต่จะสร้างโลภะ โทสะ โมหะ ลำพังเฉพาะจิตนิยาม ธรรมนิยาม ก็สอนกันไม่หมดแล้ว
แม้จะตัดพีชนิยาม อุตุนิยามออกจากคำสอน แต่พระพุทธองค์ก็ยังทรงรวมนิยามทั้งสองไว้ในนิยาม ๕ เพราะวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนา และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตมนุษย์ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับนิยาม ๕ นี้ เช่น การที่เราปวดศีรษะอาจมีสาเหตุจากนิยามใดก็ได้ ถ้าเป็นการปวดศีรษะจากการติดเชื้อในสมอง ถือเป็นพีชนิยาม หรือปวดศีรษะจากการอยู่ในสถานที่อับร้อน อากาศไม่ถ่ายเทถือเป็นอุตุนิยาม แต่ถ้าปวดศีรษะจากความกลุ้มใจ กังวลใจ ถึงจะเรียกว่าเป็นกรรมนิยาม
จะเห็นได้ว่า แม้แต่การปวดศีรษะ ต้นเหตุก็ไม่ได้มาจากกรรมเก่าเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเราไปเหมารวมเหตุการณ์ทุกอย่างที่ประสบในชีวิตว่าเป็นผลจากกรรมเก่าก็ไม่ได้
สามารถที่จะติได้นะครับ

นมัสการครับ
ชอบ
เข้ามอบดอกไม้และกดติดตามแล้วครับผม
เจริญพรครับ
กราบนมัสการ
"มนุษย์เป็นสิ่งเร้นลับ ธรรมชาติที่เร้นลับในตัวมนุษย์นี้จะต้องถูกเปิดเผย หากเราใช้เวลาทั้งหมดในชีวิตไปกับการพยายามเปิดเผยความเร้นลับนี้ จงอย่าได้คิดว่าเราได้สูญเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์"
ทุกลมหายใจของมนุษย์ก่อเกิดสิ่งมหัศจรรย์ได้ กราบขอบพระคุณค่ะ
แวะเข้ามาให้กำลังใจเจ้าคะ