เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 ของฟิลิปปินส์ได้กล่าวกับ นางอิเมลดา มาร์กอส ผู้เป็นภรรยาโดยเปรียบเปรยการใช้อำนาจกับกระสุนปืนหนึ่งพันนัดไว้อย่างน่าคิดว่า
“…การใช้อำนาจนั้นน่ะคือไม่มีวันที่จะใช้อำนาจ แต่ต้องให้มันเป็นที่รู้สึก มันก็เหมือนปืนที่มีกระสุนพันนัดน่ะแหละ พอเธอใช้ปืนเข้า เธอก็จะไม่มีกระสุนพันนัดอีกต่อไป เธอจะเหลือแค่ 999 นัด ศิลปะในการใช้อำนาจก็คือไม่มีวันใช้อำนาจ แต่ต้องให้มันเป็นที่รู้สึก” [1]
จากคำกล่าวข้างต้นสามารถ “สะท้อน” ให้เห็นถึงศิลปะในการใช้อำนาจ ไม่ใช่แค่เพียงในระดับ “รัฐชาติ” แต่สามารถอธิบายถึงการใช้อำนาจของรัฐมหาอำนาจในระดับ “การเมืองระหว่างประเทศ”ได้อีกประการหนึ่งด้วย โดยฉายภาพการใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม อันนำมาซึ่งความเสื่อมถอย (Decline) และปฏิกริยาต่อต้านการครองอำนาจ (Counter-Hegemony) ตามมุมมองแบบกรัมเชี่ยน (Gramscianism) ของอันโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci) ซึ่งกลายเป็นกรอบความคิดที่มีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ [2] โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดแบบนีโอกรัมเชี่ยน (Neo-Gramscianism) ซึ่งฉีกกรอบจากอรรถาธิบายตามแนวคิดกระแสหลัก (Mainstream) ที่ครอบงำการวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศมาช้านาน อาทิ แนวคิดของกลุ่มสัจนิยม (Realism) หรือแนวอุดมคตินิยม (Idealism)
กรณีเหตุการณ์วินาศกรรมเมื่อ วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001หรือ ที่รู้จักกันในเหตุการณ์ “ 9/11” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือน “ภาพมายาคติ” (Myth) ความยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่ถูกท้าทายจาก “ขบวนการก่อการร้าย” ซึ่งถือเป็นวาทกรรม (discourse) [3] ในสังคมการเมืองระหว่างประเทศที่ผ่านการผลิตและผลิตซ้ำ (reproduce) โดยสหรัฐอเมริกาเพื่อสร้างความชอบธรรมในการรุกรานชาติอื่นๆภายใต้นโยบายชิงโจมตีก่อน (Preemption) ของรัฐบาล จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ตลอดจนความพยายามที่จะสถาปนา “ระเบียบโลกใหม่” (New World Order) ให้หมุนตามความต้องการของวอร์ชิงตัน (Washington)
เหตุการณ์ก่อวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001หรือ 9/11 เกิดขึ้นเมื่อกลุ่ม “ผู้ก่อการร้าย” ตามมุมมองของสหรัฐอเมริกา จี้เครื่องบินโดยสาร 4 ลำ [4]
ลำแรกเป็นเครื่องบินพานิชย์ โบอิง 767-200 เที่ยวบินที่ 11 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์พุ่งเข้าชนตึก เวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ 1(อาคารเหนือ)
อีกลำหนึ่งคือเครื่องบินโบอิง 767-200 เที่ยวบินที่ 175 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ซึ่งพุ่งเข้าชนตึก เวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ 2 (อาคารใต้)
ซึ่งถือว่าตึกแฝดคู่นี้เป็นสัญลักษณ์ของนครนิวยอร์ก และทุนนิยม (Capitalism) อันรุ่งโรจน์ของสหรัฐอเมริกา
เครื่องบินที่ถูกจี้อีกสองลำคือ เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 77 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์และ เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 93 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ซึ่ง เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 77 พุ่งเข้าชนตึก เพ็นตากอน (Pentagon) ที่ทำการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ณ กรุงวอชิงตัน ในขณะที่เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 93 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ตกที่เมืองซอมเมอร์เซ็ต รัฐเพนซิลวาเนีย
จากเหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดเกือบ 3 พัน โดยเป็นผู้โดยสารลูกเรือรวมทั้งสลัดอากาศบนเครื่องบินทั้งหมด 246 คน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตึกถล่มอีก 2,602 คน รวมไปถึงนักผจญเพลิง 343 คนและตำรวจอีก 60 คน อีกทั้งยังมีผู้สูญหายอีก 24 คน [5]
ภายหลังจากโศกนาฏกรรมดังกล่าวเพียง 9 วัน จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ประธานาธิบดีก็ได้ประกาศในที่ประชุมครองสภาครองเกรสว่า
“ทุกชาติ ทุกภูมิภาค ขณะนี้ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกอยู่ข้างเราหรืออยู่ข้างผู้ก่อการร้าย” [6]
และถือได้ว่าคำกล่าวดังกล่าวเป็น “หลักหมุดแรก” ของการประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terrorism) ซึ่งตามมาด้วยคำถามว่าแท้จริงแล้วสหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับใคร และเพื่อวัตถุประสงค์ใดกันแน่
ประธานาธิบดีบุชได้ตัดสินใจนำสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามในอัฟกานิสถานใน ปี 2001 โดยอ้างว่ารัฐบาลตาลีบันและอัฟกานิสถานให้การสนับสนุน ประกอบกับเป็นฐานที่มั่นของการฝึกของผู้ก่อการร้ายกลุ่มอัลเคด้า (Al Qaeda) ภายใต้การสนับสนุนของโอซามา บินลาเด็น (Osama bin Laden) ซึ่งครั้งหนึ่งอัฟกานิสถานและบินลาเด็นเคยเป็นมิตรที่ดีต่อสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น เพราะรัฐบาลสหรัฐในขณะนั้นให้การสนับสนุนรัฐบาลตาลิบันเพื่อต่อต้านอำนาจของสหภาพโซเวียต
หลังจากสงครามในอัฟกานิสถาน สหรัฐฯ ก็หันไปสนใจกับประเทศที่เชื่อว่ากำลังพัฒนาหรือครอบครองอาวุธทำลายล้างสูง (Weapon of Mass Destruction: WMD) ตลอดจนให้การสนับสนุนการก่อการร้าย โดยเจาะจงที่ประเทศอิรัก อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ซึ่ง บุช ได้เรียกประเทศเหล่านี้ว่า เป็นแกนแห่งความชั่วร้าย (Axis of Evil) [7]
ในปี 2003 บุช ตัดสินใจทำสงครามกับอิรักเพื่อโค่น ล้มซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) โดยกล่าวหาว่าอิรักนั้นมีอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction) ไว้ในครอบครอง ประกอบกับรัฐบาลพรรคบาธ (Baath Party) ในสายตาของสหรัฐฯ มีการปกครองที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง (regime change) เสียใหม่ให้เป็นไปตามแนวทางของ “ประชาธิปไตย” ที่สหรัฐอเมริกาต้องการ
แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะขาดหลักฐานที่เพียงพอประกอบกับมิได้รับการสนับสนุนจาก คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) [8] แต่สหรัฐก็ยังยืนยันที่จะทำสงครามในอิรักโดยชูเรื่อง สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ซึ่งเท่ากับว่าสหรัฐอเมริกาตัดสินใจดำเนินนโยบายแบบเอกภาคีนิยม (Unilateralism) โดยมีพันธมิตรอย่างอังกฤษที่พร้อมให้การสนับสนุนการทำสงครามในอิรักอย่างเต็มที่ แม้จะมีเสียงทัดทานจากชาติต่างๆ ในโลกที่ไม่เห็นด้วยก็ตาม
ทั้งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ [9] โดยใช้กำลังรบภาคพื้นดินควบคู่กับการโจมตีทางอากาศบุกเข้าอิรักจากทางตอนใต้ ผ่านเมืองสำคัญคือเมืองท่าอุมคาซาร์ บาซราห์ นาซิริยา นาจาฟ จนเข้าสู่กรุงแบกแดด โค่นล้มรูปปั้นของซัดดัมในใจกลางเมืองหลวงอันเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดของ ระบอบการปกครองของซัดดัม (Saddam’s Regime) ในท้ายที่สุด [10]
ปฏิเสธมิได้ว่าการก่อวินาศกรรมในครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจและระบบการเมืองระหว่างประเทศ นักวิชาการหลายคนให้ความเห็นว่า การก่อวินาศกรรมในครั้งนี้มีลักษณะของการก่อสงครามแบบหลังสมัยใหม่ (Postmodern War) [11] ชัยวัฒน์ สถาอนันต์ ชี้ว่า “ความเป็นหลังสมัยใหม่” ของการโจมตีในเหตุการณ์ “9/11” คือการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มิใช่อาวุธให้กลายเป็นอาวุธ [12] นั่นคือการใช้ “เครื่องบินพาณิชย์” ซึ่งมิใช่อาวุธสงคราม แต่กลับมีอานุภาพในการทำลายล้างมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าการใช้อาวุธที่มีพลังทำลายล้างสูงแต่อย่างใด นอกจากนี้ความเป็นหลังสมัยที่เห็นได้ชัดคือการปราศจากซึ่ง “เรื่องเล่าขนานใหญ่” (Metanarratives) [13] โดยมิได้มีผู้ใดหรือกลุ่มใด “อวดอ้าง”หรือออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนตามรูปแบบปกติ
แต่ความเป็นสมัยใหม่ (Modernity) หรือ “เรื่องเล่าขนานใหญ่” ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ แต่เป็นเรื่องเล่าที่ถูกเล่าขานจากผู้ถูกกระทำอย่างสหรัฐอเมริกาแต่เพียงฝ่ายเดียว รวมทั้งยังเป็นเรื่องที่ถูกผลิตซ้ำ (Reproduce) จากสื่อมวลชนของสหรัฐและสังคมการเมืองระหว่างประเทศ โดยอาศัยข้อได้เปรียบของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ซึ่ง เดวิด ฮาร์วีย์ (David Harvey) ให้อรรถาธิบายว่าเป็น “โลกของการกระชับแน่นระหว่างเวลาและสถานที่” (Time – space compression) [14] ซึ่งทำให้การถ่ายโอนข้อมูลข่าวสาร สามารถกระทำได้อย่างฉับไว ซึ่งทำให้ความแตกต่างระหว่างสถานที่เลือนหายไป และทำให้เราสามารถรับรู้เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นอีกซีกโลกหนึ่งภายในเวลาพร้อมๆ กัน (Simultaneity)
ดังนั้นเมื่อ “ภาพการก่อการร้าย” ถูกถ่ายทอดผ่านระบบเทคโนยีสารสนเทศอันทันสมัย “ฉายภาพ” ของเครื่องบินที่ถูกจี้โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายพุ่งเข้าชนตึกเหนือ/ใต้ของตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ (World Trade Center) นับสิบๆ ครั้ง ซึ่งก่อให้เกิดอารมณ์/ความรู้สึกร่วมของผู้ชม มิใช่เพียงแค่ภายในสหรัฐอเมริกา แต่รวมทั้งผู้คนจาก “ทั่วทั้งโลก” ที่เฝ้ามองภาพการพุ่งชนแฝดสัญลักษณ์ (Symbol) ของทุนนิยม และมหานครนิวยอร์กซ้ำแล้วซ้ำอีก เท่ากับเป็น “การสร้างภาพ” ความน่าสงสารในฐานะ “ผู้ถูกกระทำ” และสร้างความโกรธแค้นขึ้นในจิตใจของผู้ชมและผู้สูญเสีย ที่มาพร้อมกับภาพความโหดร้ายของ “ผู้กระทำ” ของชาติพันธุ์อาหรับ (Arab) และศาสนาอิสลามไปโดยปริยาย
แน่นอนว่าการก่อร้าย/ถูกก่อการร้าย โดยเฉพาะยิ่งในแผ่นดินของรัฐมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาย่อมสั่นสะเทือนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ (International Politics) และสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของรัฐประชาชาติ (National state) ที่ถูกท้ายทายจากตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (Non-State Actor) หรือจาก หรืออาจกล่าวได้ว่า “การก่อวินาศกรรม” ครั้งนี้มิใช่การต่อสู้ระหว่างรัฐอธิปไตยอีกต่อไป [15] แต่เป็นรูปแบบของกลุ่ม “ผู้ก่อการร้ายที่ปราศจากรัฐ” ที่สามารถทำการ “โจมตีเชิงสัญลักษณ์” ต่อทุนนิยมและกองบัญชากองกำลังทหารที่แข็งแกร่งที่สุดของโลก (The Pentagon)
การโจมตีในครั้งนี้ นอม ชอมสกี้ (Noam Chomsky) ชี้ว่าเป็นครั้งแรกที่สหรัฐถูกถล่มโดยตรง [16] ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของบุช (Bush’s Administration) พยายามรักษาสถานะของทำเนียบขาว ตลอดจนตอบคำถามจากการโจมตีในครั้งนี้ต่ออเมริกันชนและชาวโลกให้ได้ ซึ่งบุชพุ่งเป้าไปที่กลุ่มอัลเคด้าและนายโอซามา บินลาเด็น
ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นการสั่นคลอนอำนาจของรัฐประชาชาติและ “สถาปัตยกรรมทางการเมืองระหว่างประเทศ” ตลอดจนทำให้ประเด็นปัญหาด้านความมั่นคงกลับมาทวีความสำคัญอีกครั้ง จะเห็นได้จากนโยบายด้านความมั่นคง (Security policy) ของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการจัดตั้งกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security) [17] เพื่อบริหารจัดการและดูแลความมั่นคงของประเทศเป็นกรณีพิเศษโดยมิต้องอยู่ใต้การตรวจสอบของรัฐสภา
นอกจากนี้สหรัฐยังเริ่มลิดรอน/คุกคาม สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ประกอบกับการตรวจตราอย่างเข้มงวดบริเวณสนามบิน หรือแม้แต่กระทั่งการคุมตัวผู้ต้องขัง/การปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัยอย่างทารุณ ผ่านเทคนิคการสอบสวนเพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง เพื่อเป็น “การสลายตัวตน” ของชาวมุสลิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของชาวมุสลิมผู้เคร่งศาสนา (Islamic Fundamentalists)
ยิ่งไปกว่านั้นสหรัฐอเมริกาภายใต้ลัทธิบุช (Bush Doctrine) อันเกิดจากการผสมผสานแนวคิดของพวกอนุรักษ์นิยมใหม่ (Neo-conservative) ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้ความรุนแรงเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ [18] ได้กลายเป็นแก่นสำคัญของการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา โดยนำพาสหรัฐสู่การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบเอกภาคีนิยม (Unilateralism) หรือแบบ “ลุยเดี่ยว” (Go-it-alone) [19] โดยไม่สนใจเสียงทัดทานจากนานาประเทศ
คำพูดของประธานาธิบดีบุชเกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะยิ่งเป็นตัว “กระตุ้น”และส่งสัญญาณไปยังชาติพันธมิตรของสหรัฐและชาติที่ยัง “เป็นกลาง” ให้ตัดสินใจเลือกข้างหรือแสดงท่าทีตอบสนองต่อนโยบายของสหรัฐ โดยข้อความที่มัก “ถูกหยิบยก” มาพูดถึงคือ
“ทุกชาติ ทุกภูมิภาค ขณะนี้ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกอยู่ข้างเราหรืออยู่ข้างผู้ก่อการร้าย” [20]
ซึ่งเท่ากับนำพาโลกไปสู่สมัยยุคสงครามเย็นอีกครั้ง กล่าวคือประเทศต่างๆ ในโลกไม่มีทางเลือกมากนักโดยจำเป็นจะต้องเลือกว่าจะอยู่กับสหรัฐอเมริกาหรือสหภาพโซเวียต
คำพูดของบุชทำให้โลกในยุคหลังสงครามเย็น (Post Cold War) ที่มักถูกมองว่าเป็นโลกหลังสมัยใหม่ (Postmodern World) กลับสู่วงเวียนของความเป็นสมัยใหม่ (Modernity) อีกครั้งผ่านการมองสิ่งต่างๆ แบบ “ทวิลักษณ์ปฏิภาคสัมพันธ์” หรือ “แบบคู่ตรงข้าม” (Binary Opposition) [21] ซึ่งเป็นการแบ่งแยกระหว่างชาติที่อยู่ข้างสหรัฐและชาติที่อยู่ข้างกลุ่มก่อการร้าย หรือถ้าจะชี้ชัดลงไปตามมุมมองของสหรัฐคือ การแบ่งฝ่ายระหว่างธรรมะ/อธรรม หรือ พระเอก/ผู้ร้าย นั่นเอง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[1] เกษียร เตชะพีระ.พี่ยิ้ม. Retrieved on Sep.18,2010 from http://thaienews.blogspot.com/2010/05/blog-
post_1750.html
[2] วัชรพล พุทธรักษา.2552.นีโอกรัมเชี่ยน (Neo-Gramscianism):ข้อควรพิจารณาในฐานะทฤษฏีการเมืองระหว่างประเทศ.วารสารวิภาษา.ปีที่3 ฉบับที่7, 71-78.
[3] คำว่า discourse เป็นคำเก่าในภาษาฝรั่งเศส ที่มีรากมาจากภาษาละตินว่า discursas ใช้กันตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 หมายถึงการสนทนาตอบโต้ โดยสมเกียรติ วันทะนะ ได้แปลคำว่า discourse เป็นภาษาไทยว่าวาทกรรม ซึ่งคือกรอบความคิดเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีลักษณะเป็นสถาบันสืบทอดกันมาแสดงออกผ่านการพูดและการเขียนอย่างต่อเนื่องเพื่อคงไว้ซึ่งลักษณะของวาทกรรมนั้นๆ สุภางค์ จันทวานิช.2552.ทฤษฎีสังคมวิทยา.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
[4] สารคดี.วันนี้ในอดีต: 11 กันยายน Retrieved on Sep.19,2010 from
http://www.sarakadee.com/web/modules.php ?name=News&file=article&sid=2373
[5] อ้างแล้ว
[6] Every nation in every region now has a decision to make. Either you are with us, or you are with the terrorists
[7] กองทัพเรือ.สงครามอิรัก-วิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์. Retrieved on Sep.20,2010 from http://www.navy.mi.th/ians/document/misc/nvipdoc1.html
สหรัฐได้เพิ่มประเทศในกลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย(Axis of Evil) จากแต่เดิมที่ประกอบด้วย อิรัก อิหร่าน เกาหลี อีกสามประเทศได้แก่ ลิเบีย คิวบา และซีเรีย ดูเพิ่มเติมใน จุฑาทิพ.2551.หลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หน้า145
[8] คณะมนตรีนี้ประกอบด้วยสมาชิกถาวร (Permanent members) 5 ประเทศ คือ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา และสมาชิกไม่ถาวร (Non-permanent members) อีก 10 ประเทศ
ขจิต จิตตเสวี.2552.องค์การระหว่างประเทศ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : วิญญูชน
[9] กองทัพเรือ.สงครามอิรัก-วิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์. Retrieved on Sep.20,2010 from http://www.navy.mi.th/ians/document/misc/nvipdoc1.html
[10] ต่อมาภายหลัง ซัดดัม ฮุสเซน ถูกจับภายในหลุมหลบภัยห่างจากเมือง ติกริบ้านเกิดของเป็นระยะทาง 15 กิโลเมตร ก่อนที่จะถูกตัดสินประหารชีวิตโดนการแขวนคอที่ประเทศอิรัก เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ.2003 ดูเพิ่มเติมที่ http://news.bbc.co.uk/2/hi/6218485.stm , Retrieved on Sep.29,2010
[11] แม้จะยังไม่มีคำนิยามที่แน่ชัดของการก่อการร้าย แต่ก็สามารถสรุปหลักการสำคัญของการก่อการร้ายว่าเป็นการกระทำอันมีเป้าหมายเพื่อสร้างความหวาดกลัว และความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยให้กับคนในรัฐ
ชัยวัฒน์ สถาอนันต์.2545.จักรวรรดินิยมกับการก่อการร้าย. ศิโรตน์ คล้ามไพบูลย์(บรรณาธิการ). กรุงเทพฯ : สถาบันวิถีทรรศน์ มูลนิธิวิถีทรรศน์
[12] ชัยวัฒน์ สถาอนันต์.2545.จักรวรรดินิยมกับการก่อการร้าย. ศิโรตน์ คล้ามไพบูลย์(บรรณาธิการ). กรุงเทพฯ : สถาบันวิถีทรรศน์ มูลนิธิวิถีทรรศน์ หน้า 12
[13] อ้างแล้ว หน้า 13
[14] ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.2549.รัฐ-ชาติกับ (ความไร้) ระเบียบโลกชุดใหม่.กรุงเทพฯ : วิภาษา หน้า 3
[15] อ้างแล้ว หน้า 99
[16] ยุค ศรีอาริยะ.2545.จักรวรรดินิยมกับการก่อการร้าย. ศิโรตน์ คล้ามไพบูลย์(บรรณาธิการ). กรุงเทพฯ : สถาบันวิถีทรรศน์ มูลนิธิวิถีทรรศน์
[17] ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.2549.รัฐ-ชาติกับ (ความไร้) ระเบียบโลกชุดใหม่.กรุงเทพฯ : วิภาษา หน้า 93
[18] จุฑาทิพ.2551.หลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หน้า145
[19] Charles W Kegley.2004. World Politics : trend and transformation.Australia : Thomson/Wadsworth.pp.128
[20] Every nation in every region now has a decision to make. Either you are with us, or you are with the terrorists
[21] &l