พิจารณาการครองอำนาจนำของสหรัฐอเมริกาผ่านแนวคิดนีโอกรัมเชี่ยน (Neo-Gramscianism) เรียบเรียงโดย ฑภิพร สุพร ...“ความเป็นหลังสมัยใหม่” ของการโจมตีในเหตุการณ์ “9/11” คือการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มิใช่อาวุธให้กลายเป็นอาวุธ นั่นคือการใช้ “เครื่องบินพาณิชย์” ซึ่งมิใช่อาวุธสงคราม แต่กลับมีอานุภาพในการทำลายล้างมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าการใช้อาวุธที่มีพลังทำลายล้างสูงแต่อย่างใด

เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 ของฟิลิปปินส์ได้กล่าวกับ นางอิเมลดา มาร์กอส ผู้เป็นภรรยาโดยเปรียบเปรยการใช้อำนาจกับกระสุนปืนหนึ่งพันนัดไว้อย่างน่าคิดว่า

 

การใช้อำนาจนั้นน่ะคือไม่มีวันที่จะใช้อำนาจ แต่ต้องให้มันเป็นที่รู้สึก มันก็เหมือนปืนที่มีกระสุนพันนัดน่ะแหละ พอเธอใช้ปืนเข้า เธอก็จะไม่มีกระสุนพันนัดอีกต่อไป เธอจะเหลือแค่ 999 นัด ศิลปะในการใช้อำนาจก็คือไม่มีวันใช้อำนาจ แต่ต้องให้มันเป็นที่รู้สึก” [1]

 

จากคำกล่าวข้างต้นสามารถ สะท้อนให้เห็นถึงศิลปะในการใช้อำนาจ ไม่ใช่แค่เพียงในระดับ รัฐชาติแต่สามารถอธิบายถึงการใช้อำนาจของรัฐมหาอำนาจในระดับ การเมืองระหว่างประเทศได้อีกประการหนึ่งด้วย โดยฉายภาพการใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม อันนำมาซึ่งความเสื่อมถอย (Decline) และปฏิกริยาต่อต้านการครองอำนาจ (Counter-Hegemony) ตามมุมมองแบบกรัมเชี่ยน (Gramscianism) ของอันโตนิโอ กรัมชี่ (Antonio Gramsci) ซึ่งกลายเป็นกรอบความคิดที่มีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ [2] โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดแบบนีโอกรัมเชี่ยน (Neo-Gramscianism) ซึ่งฉีกกรอบจากอรรถาธิบายตามแนวคิดกระแสหลัก (Mainstream) ที่ครอบงำการวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศมาช้านาน อาทิ แนวคิดของกลุ่มสัจนิยม (Realism) หรือแนวอุดมคตินิยม (Idealism)

 

กรณีเหตุการณ์วินาศกรรมเมื่อ วันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001หรือ ที่รู้จักกันในเหตุการณ์ “ 9/11” ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือน ภาพมายาคติ” (Myth) ความยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกาที่ถูกท้าทายจาก ขบวนการก่อการร้ายซึ่งถือเป็นวาทกรรม (discourse) [3] ในสังคมการเมืองระหว่างประเทศที่ผ่านการผลิตและผลิตซ้ำ (reproduce) โดยสหรัฐอเมริกาเพื่อสร้างความชอบธรรมในการรุกรานชาติอื่นๆภายใต้นโยบายชิงโจมตีก่อน (Preemption) ของรัฐบาล จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ตลอดจนความพยายามที่จะสถาปนา ระเบียบโลกใหม่” (New World Order) ให้หมุนตามความต้องการของวอร์ชิงตัน (Washington)

เหตุการณ์ก่อวินาศกรรมเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001หรือ 9/11 เกิดขึ้นเมื่อกลุ่ม ผู้ก่อการร้ายตามมุมมองของสหรัฐอเมริกา จี้เครื่องบินโดยสาร 4 ลำ [4]

ลำแรกเป็นเครื่องบินพานิชย์ โบอิง 767-200 เที่ยวบินที่ 11 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์พุ่งเข้าชนตึก เวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ 1(อาคารเหนือ)

 อีกลำหนึ่งคือเครื่องบินโบอิง 767-200 เที่ยวบินที่ 175 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ซึ่งพุ่งเข้าชนตึก เวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ 2 (อาคารใต้)

ซึ่งถือว่าตึกแฝดคู่นี้เป็นสัญลักษณ์ของนครนิวยอร์ก และทุนนิยม (Capitalism) อันรุ่งโรจน์ของสหรัฐอเมริกา

 

เครื่องบินที่ถูกจี้อีกสองลำคือ เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 77 ของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์และ เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 93 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ซึ่ง เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 77 พุ่งเข้าชนตึก เพ็นตากอน (Pentagon) ที่ทำการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ณ กรุงวอชิงตัน ในขณะที่เครื่องบินโบอิง 757-200 เที่ยวบินที่ 93 ของสายการบินยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ตกที่เมืองซอมเมอร์เซ็ต รัฐเพนซิลวาเนีย

จากเหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดเกือบ 3 พัน โดยเป็นผู้โดยสารลูกเรือรวมทั้งสลัดอากาศบนเครื่องบินทั้งหมด 246 คน ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ตึกถล่มอีก 2,602 คน รวมไปถึงนักผจญเพลิง 343 คนและตำรวจอีก 60 คน อีกทั้งยังมีผู้สูญหายอีก 24 คน [5]

 

ภายหลังจากโศกนาฏกรรมดังกล่าวเพียง 9 วัน จอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ประธานาธิบดีก็ได้ประกาศในที่ประชุมครองสภาครองเกรสว่า

 

ทุกชาติ ทุกภูมิภาค ขณะนี้ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกอยู่ข้างเราหรืออยู่ข้างผู้ก่อการร้าย[6]

 

และถือได้ว่าคำกล่าวดังกล่าวเป็น หลักหมุดแรก ของการประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terrorism) ซึ่งตามมาด้วยคำถามว่าแท้จริงแล้วสหรัฐอเมริกาประกาศสงครามกับใคร และเพื่อวัตถุประสงค์ใดกันแน่

 

ประธานาธิบดีบุชได้ตัดสินใจนำสหรัฐอเมริกาเข้าสู่สงครามในอัฟกานิสถานใน ปี 2001 โดยอ้างว่ารัฐบาลตาลีบันและอัฟกานิสถานให้การสนับสนุน ประกอบกับเป็นฐานที่มั่นของการฝึกของผู้ก่อการร้ายกลุ่มอัลเคด้า (Al Qaeda) ภายใต้การสนับสนุนของโอซามา บินลาเด็น (Osama bin Laden) ซึ่งครั้งหนึ่งอัฟกานิสถานและบินลาเด็นเคยเป็นมิตรที่ดีต่อสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น เพราะรัฐบาลสหรัฐในขณะนั้นให้การสนับสนุนรัฐบาลตาลิบันเพื่อต่อต้านอำนาจของสหภาพโซเวียต

 

หลังจากสงครามในอัฟกานิสถาน สหรัฐฯ ก็หันไปสนใจกับประเทศที่เชื่อว่ากำลังพัฒนาหรือครอบครองอาวุธทำลายล้างสูง (Weapon of Mass Destruction: WMD) ตลอดจนให้การสนับสนุนการก่อการร้าย โดยเจาะจงที่ประเทศอิรัก อิหร่าน และเกาหลีเหนือ ซึ่ง บุช ได้เรียกประเทศเหล่านี้ว่า เป็นแกนแห่งความชั่วร้าย (Axis of Evil) [7]

 

ในปี 2003 บุช ตัดสินใจทำสงครามกับอิรักเพื่อโค่น ล้มซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) โดยกล่าวหาว่าอิรักนั้นมีอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction) ไว้ในครอบครอง ประกอบกับรัฐบาลพรรคบาธ (Baath Party) ในสายตาของสหรัฐฯ มีการปกครองที่ขัดต่อระบอบประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง (regime change) เสียใหม่ให้เป็นไปตามแนวทางของ ประชาธิปไตยที่สหรัฐอเมริกาต้องการ

 

แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะขาดหลักฐานที่เพียงพอประกอบกับมิได้รับการสนับสนุนจาก คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council: UNSC) [8] แต่สหรัฐก็ยังยืนยันที่จะทำสงครามในอิรักโดยชูเรื่อง สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ซึ่งเท่ากับว่าสหรัฐอเมริกาตัดสินใจดำเนินนโยบายแบบเอกภาคีนิยม (Unilateralism) โดยมีพันธมิตรอย่างอังกฤษที่พร้อมให้การสนับสนุนการทำสงครามในอิรักอย่างเต็มที่ แม้จะมีเสียงทัดทานจากชาติต่างๆ ในโลกที่ไม่เห็นด้วยก็ตาม

 

ทั้งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษปฏิบัติการทางทหารอย่างเต็มรูปแบบ [9] โดยใช้กำลังรบภาคพื้นดินควบคู่กับการโจมตีทางอากาศบุกเข้าอิรักจากทางตอนใต้ ผ่านเมืองสำคัญคือเมืองท่าอุมคาซาร์ บาซราห์ นาซิริยา นาจาฟ จนเข้าสู่กรุงแบกแดด โค่นล้มรูปปั้นของซัดดัมในใจกลางเมืองหลวงอันเป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดของ ระบอบการปกครองของซัดดัม (Saddam’s Regime) ในท้ายที่สุด [10]

 

ปฏิเสธมิได้ว่าการก่อวินาศกรรมในครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจและระบบการเมืองระหว่างประเทศ นักวิชาการหลายคนให้ความเห็นว่า การก่อวินาศกรรมในครั้งนี้มีลักษณะของการก่อสงครามแบบหลังสมัยใหม่ (Postmodern War) [11] ชัยวัฒน์ สถาอนันต์ ชี้ว่า ความเป็นหลังสมัยใหม่ของการโจมตีในเหตุการณ์ “9/11” คือการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มิใช่อาวุธให้กลายเป็นอาวุธ [12] นั่นคือการใช้ เครื่องบินพาณิชย์ซึ่งมิใช่อาวุธสงคราม แต่กลับมีอานุภาพในการทำลายล้างมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าการใช้อาวุธที่มีพลังทำลายล้างสูงแต่อย่างใด นอกจากนี้ความเป็นหลังสมัยที่เห็นได้ชัดคือการปราศจากซึ่งเรื่องเล่าขนานใหญ่” (Metanarratives) [13] โดยมิได้มีผู้ใดหรือกลุ่มใด อวดอ้างหรือออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนตามรูปแบบปกติ

 

แต่ความเป็นสมัยใหม่ (Modernity) หรือ เรื่องเล่าขนานใหญ่ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ แต่เป็นเรื่องเล่าที่ถูกเล่าขานจากผู้ถูกกระทำอย่างสหรัฐอเมริกาแต่เพียงฝ่ายเดียว รวมทั้งยังเป็นเรื่องที่ถูกผลิตซ้ำ (Reproduce) จากสื่อมวลชนของสหรัฐและสังคมการเมืองระหว่างประเทศ โดยอาศัยข้อได้เปรียบของโลกในยุคโลกาภิวัตน์ซึ่ง เดวิด ฮาร์วีย์ (David Harvey) ให้อรรถาธิบายว่าเป็น โลกของการกระชับแน่นระหว่างเวลาและสถานที่” (Time – space compression) [14] ซึ่งทำให้การถ่ายโอนข้อมูลข่าวสาร สามารถกระทำได้อย่างฉับไว ซึ่งทำให้ความแตกต่างระหว่างสถานที่เลือนหายไป และทำให้เราสามารถรับรู้เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นอีกซีกโลกหนึ่งภายในเวลาพร้อมๆ กัน (Simultaneity)

 

ดังนั้นเมื่อ ภาพการก่อการร้ายถูกถ่ายทอดผ่านระบบเทคโนยีสารสนเทศอันทันสมัย ฉายภาพของเครื่องบินที่ถูกจี้โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายพุ่งเข้าชนตึกเหนือ/ใต้ของตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ (World Trade Center) นับสิบๆ ครั้ง ซึ่งก่อให้เกิดอารมณ์/ความรู้สึกร่วมของผู้ชม มิใช่เพียงแค่ภายในสหรัฐอเมริกา แต่รวมทั้งผู้คนจาก ทั่วทั้งโลกที่เฝ้ามองภาพการพุ่งชนแฝดสัญลักษณ์ (Symbol) ของทุนนิยม และมหานครนิวยอร์กซ้ำแล้วซ้ำอีก เท่ากับเป็น การสร้างภาพความน่าสงสารในฐานะ ผู้ถูกกระทำและสร้างความโกรธแค้นขึ้นในจิตใจของผู้ชมและผู้สูญเสีย ที่มาพร้อมกับภาพความโหดร้ายของ ผู้กระทำของชาติพันธุ์อาหรับ (Arab) และศาสนาอิสลามไปโดยปริยาย

 

แน่นอนว่าการก่อร้าย/ถูกก่อการร้าย โดยเฉพาะยิ่งในแผ่นดินของรัฐมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาย่อมสั่นสะเทือนเวทีการเมืองระหว่างประเทศ (International Politics) และสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของรัฐประชาชาติ (National state) ที่ถูกท้ายทายจากตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ (Non-State Actor) หรือจาก หรืออาจกล่าวได้ว่า การก่อวินาศกรรมครั้งนี้มิใช่การต่อสู้ระหว่างรัฐอธิปไตยอีกต่อไป [15] แต่เป็นรูปแบบของกลุ่ม ผู้ก่อการร้ายที่ปราศจากรัฐที่สามารถทำการ โจมตีเชิงสัญลักษณ์ต่อทุนนิยมและกองบัญชากองกำลังทหารที่แข็งแกร่งที่สุดของโลก (The Pentagon)

 

การโจมตีในครั้งนี้ นอม ชอมสกี้ (Noam Chomsky) ชี้ว่าเป็นครั้งแรกที่สหรัฐถูกถล่มโดยตรง [16] ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารราชการแผ่นดินของบุช (Bush’s Administration) พยายามรักษาสถานะของทำเนียบขาว ตลอดจนตอบคำถามจากการโจมตีในครั้งนี้ต่ออเมริกันชนและชาวโลกให้ได้ ซึ่งบุชพุ่งเป้าไปที่กลุ่มอัลเคด้าและนายโอซามา บินลาเด็น

 

ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นการสั่นคลอนอำนาจของรัฐประชาชาติและ สถาปัตยกรรมทางการเมืองระหว่างประเทศตลอดจนทำให้ประเด็นปัญหาด้านความมั่นคงกลับมาทวีความสำคัญอีกครั้ง จะเห็นได้จากนโยบายด้านความมั่นคง (Security policy) ของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีการจัดตั้งกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security) [17] เพื่อบริหารจัดการและดูแลความมั่นคงของประเทศเป็นกรณีพิเศษโดยมิต้องอยู่ใต้การตรวจสอบของรัฐสภา

 

นอกจากนี้สหรัฐยังเริ่มลิดรอน/คุกคาม สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน ประกอบกับการตรวจตราอย่างเข้มงวดบริเวณสนามบิน หรือแม้แต่กระทั่งการคุมตัวผู้ต้องขัง/การปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัยอย่างทารุณ ผ่านเทคนิคการสอบสวนเพื่อให้ได้มาซึ่งความจริง เพื่อเป็น การสลายตัวตนของชาวมุสลิมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของชาวมุสลิมผู้เคร่งศาสนา (Islamic Fundamentalists)

 

ยิ่งไปกว่านั้นสหรัฐอเมริกาภายใต้ลัทธิบุช (Bush Doctrine) อันเกิดจากการผสมผสานแนวคิดของพวกอนุรักษ์นิยมใหม่ (Neo-conservative) ซึ่งให้ความสำคัญกับการใช้ความรุนแรงเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ [18] ได้กลายเป็นแก่นสำคัญของการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา โดยนำพาสหรัฐสู่การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบเอกภาคีนิยม (Unilateralism) หรือแบบ ลุยเดี่ยว” (Go-it-alone) [19] โดยไม่สนใจเสียงทัดทานจากนานาประเทศ

 

คำพูดของประธานาธิบดีบุชเกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะยิ่งเป็นตัว กระตุ้นและส่งสัญญาณไปยังชาติพันธมิตรของสหรัฐและชาติที่ยัง เป็นกลางให้ตัดสินใจเลือกข้างหรือแสดงท่าทีตอบสนองต่อนโยบายของสหรัฐ โดยข้อความที่มัก ถูกหยิบยกมาพูดถึงคือ

 

ทุกชาติ ทุกภูมิภาค ขณะนี้ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกอยู่ข้างเราหรืออยู่ข้างผู้ก่อการร้าย[20]

 

ซึ่งเท่ากับนำพาโลกไปสู่สมัยยุคสงครามเย็นอีกครั้ง กล่าวคือประเทศต่างๆ ในโลกไม่มีทางเลือกมากนักโดยจำเป็นจะต้องเลือกว่าจะอยู่กับสหรัฐอเมริกาหรือสหภาพโซเวียต

 

 

คำพูดของบุชทำให้โลกในยุคหลังสงครามเย็น (Post Cold War) ที่มักถูกมองว่าเป็นโลกหลังสมัยใหม่ (Postmodern World) กลับสู่วงเวียนของความเป็นสมัยใหม่ (Modernity) อีกครั้งผ่านการมองสิ่งต่างๆ แบบ ทวิลักษณ์ปฏิภาคสัมพันธ์หรือ แบบคู่ตรงข้าม” (Binary Opposition) [21] ซึ่งเป็นการแบ่งแยกระหว่างชาติที่อยู่ข้างสหรัฐและชาติที่อยู่ข้างกลุ่มก่อการร้าย หรือถ้าจะชี้ชัดลงไปตามมุมมองของสหรัฐคือ การแบ่งฝ่ายระหว่างธรรมะ/อธรรม หรือ พระเอก/ผู้ร้าย นั่นเอง

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

[1] เกษียร เตชะพีระ.พี่ยิ้ม. Retrieved on Sep.18,2010  from  http://thaienews.blogspot.com/2010/05/blog-
    post_1750.html

[2] วัชรพล พุทธรักษา.2552.นีโอกรัมเชี่ยน (Neo-Gramscianism):ข้อควรพิจารณาในฐานะทฤษฏีการเมืองระหว่างประเทศ.วารสารวิภาษา.ปีที่3 ฉบับที่7, 71-78.

 

[3]  คำว่า discourse เป็นคำเก่าในภาษาฝรั่งเศส ที่มีรากมาจากภาษาละตินว่า discursas ใช้กันตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 หมายถึงการสนทนาตอบโต้  โดยสมเกียรติ วันทะนะ ได้แปลคำว่า discourse เป็นภาษาไทยว่าวาทกรรม ซึ่งคือกรอบความคิดเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่มีลักษณะเป็นสถาบันสืบทอดกันมาแสดงออกผ่านการพูดและการเขียนอย่างต่อเนื่องเพื่อคงไว้ซึ่งลักษณะของวาทกรรมนั้นๆ สุภางค์ จันทวานิช.2552.ทฤษฎีสังคมวิทยา.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

[4] สารคดี.วันนี้ในอดีต: 11 กันยายน  Retrieved on Sep.19,2010  from 
    http://www.sarakadee.com/web/modules.php ?name=News&file=article&sid=2373

 

[5] อ้างแล้ว

[6] Every nation in every region now has a decision to make. Either you are with us, or you are with the terrorists

[7] กองทัพเรือ.สงครามอิรัก-วิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์. Retrieved on Sep.20,2010  from  http://www.navy.mi.th/ians/document/misc/nvipdoc1.html
    สหรัฐได้เพิ่มประเทศในกลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย(Axis of Evil) จากแต่เดิมที่ประกอบด้วย อิรัก อิหร่าน เกาหลี  อีกสามประเทศได้แก่ ลิเบีย คิวบา และซีเรีย ดูเพิ่มเติมใน จุฑาทิพ.2551.หลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หน้า145

[8] คณะมนตรีนี้ประกอบด้วยสมาชิกถาวร (Permanent members) 5 ประเทศ คือ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา และสมาชิกไม่ถาวร (Non-permanent members) อีก 10 ประเทศ
   ขจิต จิตตเสวี.2552.องค์การระหว่างประเทศ. พิมพ์ครั้งที่ 1.  กรุงเทพฯ : วิญญูชน

[9] กองทัพเรือ.สงครามอิรัก-วิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์. Retrieved on Sep.20,2010  from  http://www.navy.mi.th/ians/document/misc/nvipdoc1.html

[10]  ต่อมาภายหลัง ซัดดัม ฮุสเซน ถูกจับภายในหลุมหลบภัยห่างจากเมือง ติกริบ้านเกิดของเป็นระยะทาง 15 กิโลเมตร ก่อนที่จะถูกตัดสินประหารชีวิตโดนการแขวนคอที่ประเทศอิรัก เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ.2003 ดูเพิ่มเติมที่ http://news.bbc.co.uk/2/hi/6218485.stm , Retrieved on Sep.29,2010

[11] แม้จะยังไม่มีคำนิยามที่แน่ชัดของการก่อการร้าย แต่ก็สามารถสรุปหลักการสำคัญของการก่อการร้ายว่าเป็นการกระทำอันมีเป้าหมายเพื่อสร้างความหวาดกลัว และความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยให้กับคนในรัฐ
   ชัยวัฒน์ สถาอนันต์.2545.จักรวรรดินิยมกับการก่อการร้าย. ศิโรตน์ คล้ามไพบูลย์(บรรณาธิการ). กรุงเทพฯ : สถาบันวิถีทรรศน์ มูลนิธิวิถีทรรศน์

[12] ชัยวัฒน์ สถาอนันต์.2545.จักรวรรดินิยมกับการก่อการร้าย. ศิโรตน์ คล้ามไพบูลย์(บรรณาธิการ). กรุงเทพฯ : สถาบันวิถีทรรศน์ มูลนิธิวิถีทรรศน์ หน้า 12

[13] อ้างแล้ว หน้า 13

[14] ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.2549.รัฐ-ชาติกับ (ความไร้) ระเบียบโลกชุดใหม่.กรุงเทพฯ : วิภาษา หน้า 3

[15] อ้างแล้ว หน้า 99

[16] ยุค ศรีอาริยะ.2545.จักรวรรดินิยมกับการก่อการร้าย. ศิโรตน์ คล้ามไพบูลย์(บรรณาธิการ). กรุงเทพฯ : สถาบันวิถีทรรศน์ มูลนิธิวิถีทรรศน์

[17] ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร.2549.รัฐ-ชาติกับ (ความไร้) ระเบียบโลกชุดใหม่.กรุงเทพฯ : วิภาษา หน้า 93

[18] จุฑาทิพ.2551.หลักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หน้า145

[19] Charles W Kegley.2004. World Politics : trend and transformation.Australia : Thomson/Wadsworth.pp.128

[20] Every nation in every region now has a decision to make. Either you are with us, or you are with the terrorists

[21] &l