การศึกษา หรือ "ระบบการศึกษา" หรือแปลตามรากศัพท์ว่า "ระบบการพัฒนาตนเอง" นั้น
อยู่ที่ 3 ปัจจัยหลัก ที่ทำงานไม่ครบถ้วน สมกับที่สังคมตั้งความหวังไว้
อยู่ที่ 3 ปัจจัยหลัก ที่ทำงานไม่ครบถ้วน สมกับที่สังคมตั้งความหวังไว้
แต่ก็ไม่มีใครให้ความสำคัญ
โดยถือว่า อะไรง่ายๆ ก็รับไว้ก่อน จะดีไม่มีค่อยว่ากันวันหลัง เป็นหลัก
จึงเกิดปัญหาหมักหมม ทับซ้อนกันมานานหลายสิบปี ดังนี้
1. "นักศึกษา" (นักพัฒนาตนเอง) ไม่ยอมเรียน ไม่ยอมศึกษา
หวังแค่เพียง "ท่องคำต่างๆ" ไปสอบ ให้ได้แค่คะแนน และกระดาษรับรอง
โดยไม่สนใจว่าจะมีความรู้หรือไม่ หรือแม้จะมีความรู้บ้างก็ยังไม่นำมาพัฒนาตัวเองให้สมกับเป็น "นักศึกษา"
2. "ครู" "อาจารย์" ก็ยังไม่ทำตัวเป็นครู (ต้นแบบ แบบอย่างการปฏิบัติที่ดี)
สอนตามตำรา ท่องไปสอน ไม่รู้จริง ไม่เคยทำ
หรือแม้แต่ครูก็ยังทำไม่ได้ในสิ่งที่ครูสอน
และ
3. "ระบบการควบคุมดูแล" ก็สนใจแต่ "ตัวชี้วัด" โดยไม่สนใจว่ามันจะเป็นจริงหรือไม่
ทำอย่างไรก็ได้ให้มีเอกสารแสดงตัวชี้วัดที่ว่าไว้ ก็ถือว่า "ดีแล้ว"
แล้วเราจะไปหวังพึ่งระบบการศีกษาได้อย่างไร จุดไหน
คิดไม่ออก
อิอิอิอิอิอิอิอิอิอิ
ผมคิดว่าบางทีเรามองเรื่องนี้ในแง่ร้ายมากเกินไป บางทีเราต้องมาดูเป็นรายวิชา อย่างเช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์
และอีกหลายวิชา พื้นฐานการเรียนรู้ต้องมาจาการท่องสูตร คำตอบที่ได้พิสูจน์ได้ด้วยเหตุผล วิชาเหล่านี้การท่องจำ
เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้และพัฒนาครับ
พื้นฐานดีคงอีกนาน เพราะการศึกษาไทยลอกเลียนแบบผู้อื่น ทำไมไม่หยุดวันโกนวันพระ ภาษาอังกฤษทำไมไม่เน้นพูดได้ หน่วยมาตราเงินไทยควรมีตัวเลขมาก เช่น ลาว ๒๕๐ กีบ เท่ากับ ๑ บาท เราเปลี่ยนเป็นสตางค์ได้ไหม วิชาคณิตจะได้คิดเลขวันละหลายสตางค์ เช่น วันนี้แม่ให้เงินมา ๑๐,๐๐๐ สตางค์ ซื้อขนมไปแล้ว ๓,๐๐๐ สตางค์ ยังเหลือเงินอีกกี่สตางค์
อ่าน ข้อ (2) แล้ว มองย้อน ดู "ตน" ///
ขอบพระคุณอาจารย์ ที่สะกิด ย้ำเตือน ให้ ครู-อาจารย์ ต้องตระหนัก สำเนียก ... ให้มาก ค่ะ
เห็นด้วยทั้ง ๓ ประการครับ