มาต่อตอนที่ 2 นะครับ
OPENCANADA.ORG: จะมีการสร้างชาติในยุคสมัยใหม่ที่ศาสนาได้รับการบูรณาการจนเข้ากับการสร้างชาติบ้างไหม
ดอกเตอร์ Keyes: มีงานของ RobertBellah และคนอื่นๆ ได้นำเสนอว่าในประเทศสหรัฐอเมริกาศาสนาแห่งพลเมือง (แปลเหมือนกับพื้นที่สาธารณะ ซึ่งหมายถึง ศาสนาสาธารณะหรือพื้นที่สาธาณะ เป็นพื้นที่เปิดกว้างต่อการนับถือระบบความเชื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม เปิดโอกาสให้แต่ละศาสนิกหรือในบางครั้งอาจเป็นต่างศาสนิกก็ได้ มีการถกเถียงกัน วิจารณ์กัน จนอาจกลายเป็นความคิดเห็นสาธารณะขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมเกิดขึ้นโดยไม่มีการบังคับข่มขู่ ชักจูงคุกคาม หรืออกคำสั่ง) ได้เปิดพื้นที่ในการให้ความแตกต่างทางศาสนาดำรงอยู่ได้ประเทศที่เหมือนกับสหรัฐก็มี ออสเตรเลีย คานาดา และลาติน อเมริกาประเทศเหล่านี้เป็นประเทศที่เต็มไปด้วยคนอพยพจำนวนมาก ในกรณีที่พื้นที่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยชาวพื้นเมืองแต่ชาวพื้นเมืองเหล่านั้นก็มีรากที่แตกต่างกัน การจะรวมประเทศโดยการสร้างชาตินั้นจะเป็นไปได้ยากและความยุ่งยากจะมีมากขึ้นถ้าศาสนาที่ผู้คนนับถือเป็นคนส่วนใหญ่ถือกันว่าศาสนานั้นเป็น “จริง” (true) กว่าศาสนาอื่น
ในกรณีของประเทศไทยนั้นเป็นข้อยกเว้น ในปลายศตวรรษที่ 19พระมหากษัตริย์แห่งสยามและเจ้านายชั้นสูงได้เริ่มต้นกระบวนการสร้างชาติขึ้นมานโยบายการสร้างชาตินี้เริ่มต้นด้วยการยืนยันถึงพื้นที่และเขตแดนที่เป็นของสยามเองและพื้นที่นี้ถูกควบคุมโดยราชสำนักที่จำเป็นสร้างชาติด้วยวิธีการเช่นนี้เป็นเพราะประเทศเพื่อนบ้านต่างถูกยึดครองโดยประเทศตะวันตกไปหมดแล้วการยืนยันถึงพื้นที่และเขตแดนนี้ย่อมรวมถึงผู้คนที่ต่างชาติพันธุ์และมีอัตลักษณ์ทางศาสนาต่างกันไปด้วย
บุคคลที่ต่างความเชื่อ แต่จำเป็นต้องมาอยู่รวมกันที่ภายใต้ “พุทธศาสนิกชน” จริงๆแล้วมาจากประเพณีที่แตกต่างกันในพุทธศาสนา ได้แก่ 1.พุทธศาสนาแบบสยาม ซึ่งปฏิบัติโดยทางภาคกลางและทางใต้ของประเทศไทย 2. พุทธศาสนาแบบญวนซึ่งได้รับการปฏิบัติโดยคนทางภาคเหนือน รวมทั้งผู้คนทางใต้ของรัฐฉานหรือเมืองเชียงตุง และที่อยู่ทางใต้ของยูนนาน 3. พุทธศาสนาแบบลาวซึ่งได้รับการปฏิบัติโดยผู้คนทางภาคอีสานของไทยรวมทั้งที่ภาคกลางและภาคเหนือของประเทศลาว 4. พุทธศาสนาแบบเขมร ได้รับการปฏิบัติโดยผู้คนที่พูดภาษาเขมรทางภาคอีสานของประเทศไทยรวมทั้งที่ประเทศเขมรเองด้วย นอกเหนือจากนี้ยังมีผู้คนที่เป็นจำนวนน้อยนับถือประเพณีแบบเวียดนามประเทศจีน และประเทศพม่า
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20ราชสำนักได้มีพระบรมราชโองการในการให้พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจำนวนหนึ่ง ไม่ว่าสงฆ์นั้นจะมาจากประเพณีไหนก็ตามมารวมกันให้อยู่ในรูปของสังฆะแบบเป็นชนชั้น แบ่งเป็นพระเปรียญพระครูประทานสมณศักดิ์ พระครูฐานานุกรม พระครูสัญญาบัตรเรื่อยไปจนถึงสมเด็จพระสังฆราช (อาจารย์มองว่านี่เป็นระบบชายเป็นใหญ่)ซึ่งสมณศักด์นี้ต้องถูกแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์เท่านั้นถึงแม้ว่าจะมีการต่อต้านในระบบสมณศักดิ์นี้อยู่บ้างแต่ในที่สุดแล้วพระสงฆ์ทุกรูปต่างยอมรับในการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพระสงฆ์ในรูปแบบ“ไทย” (Thai )นี้ทั้งสิ้น
นอกเหนือจากพุทธศาสนาแล้วพระมหากษัตริย์ได้สนับสนุนชาวอิสลามและชาวคริสต์อีกด้วยแต่สิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างชาติ ก็คือความเป็นชาติประกอบไปด้วยเสา 3หลัก อันได้แก่ พระมหากษัตริย์ รัฐไทย และศาสนาคำว่าศาสนานั้นเพิ่งเริ่มใช้ในทศวรรษ 1930 ซึ่งจริงแล้วก็หมายถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ต่อมาคำนี้ก็ได้ใช้ในการเรียนทุกศาสนาเป็นศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และทุกศาสนาต่างก็มีความเท่าเทียมกัน
ความเข้าใจในศาสนาเช่นนี้ย่อมแตกต่างกันไปจากศรีลังกาซึ่งศาสนานั้นมีความหมายแค่เพียงแต่พุทธศาสนาเท่านั้น ในประเทศไทยก็เป็นเช่นเดียวกับประเทศอังกฤษพระมหากษัตริย์เท่านั้นที่จะยอมรับศาสนาที่คนส่วนใหญ่นับถือ(กล่าวคือเป็นพุทธศาสนาเท่านั้น)แต่ว่าผู้จงรักภักดีของพระองค์อาจมีศาสนาที่แตกต่างจากพระมหากษัตริย์ได้
ในขณะที่รัฐชาติไทยเริ่มต้นที่การรวบรวมพลเมืองทั้งหมดให้เป็นศาสนาเดียวกันแต่ในการปฏิบัติแล้วศาสนายังคงเป็นองค์ประกอบที่มีอำนาจในการลดทอนตำแหน่งหรือผลักไสคนที่ไม่ได้นับถือพุทธศาสนากลายเป็นประชาชนชั้นสองตั้งแต่สมัยอดีตถึงปัจจุบัน สิ่งนี้เป็นความจริงสำหรับมุสลิมที่พูดภาษามาเลย์ในเขต 4จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง กล่าวในอีกนัยหนึ่งก็คือ มันมีจำเป็นต่อทุกศาสนาในรัฐชาติไทยแต่ถ้าเป็นมุสลิมที่พูดภาษามาเลย์แล้วก็จะกลายเป็น “ความเป็นอื่นของชาวมุสลิม” (Muslim others) ในประเทศไทย
เดี๋ยวมาต่อตอน 3 ครับ