ชาวนาที่ยังครองความเป็นชาวนาอยู่ได้ คือ คนที่มหัศจรรย์ นัก ... ส่วนชาวนาที่ไม่เคยเป็นชาวนามาก่อนนั้นเล่า มหัศจรรย์เสียยิ่งกว่า ...

  กว่าจะเป็น...ชาวนา

เกศินี จุฑาวิจิตร

 

         “ชาวนา” เป็นอาชีพที่ได้รับการยกย่องจากสังคม (โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้เป็นชาวนา)  ว่าเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” 

         ทั้งเป็นอาชีพที่ได้รับการเทิดทูนว่า มีบุญคุณกับคนทั้งประเทศ แต่หลายคนไม่อยากเป็นชาวนา และชาวนาส่วนใหญ่ก็ไม่อยากให้ลูกหลานมามีชีวิตอยู่กับนา

         เมื่อครั้งที่ยังเป็นนิสิต... บทเพลง

 “ทุ่งรวงทอง” และนวนิยายอย่าง “ผู้ใหญ่ลีกับนางมา” มักทำให้ฉันฝันถึงชีวิตที่มีความสุขแบบเรียบง่ายของชาวชนบท   แต่ในเวลาเดียวกันการไปใช้ชีวิตแบบชาวค่ายก็ฉายภาพในอีกมุมหนึ่ง จึงซาบซึ้งนักกับคำว่า “หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน”  ไหนจะต้องอดทนกับความปรวนแปรของดินฟ้าอากาศ ไหนจะต้องอดกลั้นต่อการตกเป็นเบี้ยล่างของพวกที่ชอบทำนาบนหลังคน ซ้ำร้ายยังต้องอยู่อย่างอดออมกระเหม็ดกระแหม่ ... นี่ล่ะ ความจริงของชีวิตเกษตรกร

         ดังนั้นในความคิดของฉัน... ชาวนาที่ยังครองความเป็นชาวนาอยู่ได้ คือ คนที่มหัศจรรย์ นัก ... ส่วนชาวนาที่ไม่เคยเป็นชาวนามาก่อนนั้นเล่า มหัศจรรย์เสียยิ่งกว่า ...  

         เมื่อหลายเดือนก่อน ฉันเริ่มงานจัดตั้ง “สภาเด็กและเยาวชนประจำตำบล” เพื่อสร้างเครือข่ายนครปฐมผาสุกทุกชุมชนท้องถิ่น ...    จำได้ว่า เราไปออกค่ายกันที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี มีทั้งเด็ก เยาวชน  พี่เลี้ยงและเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนตำบล

         ผู้ชายคนนั้น ในวัยกว่าสามสิบ  ... คิ้วเข้ม คมขำ ผมยาว  เสื้อยืดกับกางเกงยีนส์เก่าๆ กลมกลืนอยู่ในกลุ่มเด็ก... ศิลปินจากที่ไหน ฉันนึก.. ได้ยินใครๆ เรียกเขาว่า “พี่ป๊อบ”  พี่ป๊อบมาในนามพี่เลี้ยงของตำบลแหลมบัว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม หากก็เข้าร่วมกิจกรรมกับเด็กๆ ทุกคนได้อย่างหลอมรวม  ... จนฉันและทีมงานต้องแอบปรบมือให้  สืบทราบภายหลังได้ว่าเขาเป็นรองประธานกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชนและเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล  ฉันถามเขา จริงๆ แล้ว  ทำงานอะไร  เขาตอบด้วยใจภาคภูมิ สั้นๆ ลึกๆ  ทำให้ฉันต้องอึ้งไปพักใหญ่ กระพริบตาอยู่ถี่ๆ กับคำตอบนั้น “เป็นชาวนา ก็ทำนา”

         หา!!  ผู้ชายคนนี้เป็นชาวนา !!!

         พี่ป๊อบ หรือ นายณรงค์ กลิ่นถือศีล เรียนจบทางด้านศิลปะ เคยทำงานประเภทออกแบบดิสเพลย์สินค้าให้กับบริษัทผลิตถุงน่องชื่อดังอยู่สองปี จากนั้นก็ได้รับหมายเกณฑ์ให้ไปเป็นทหารรับใช้ชาติอีกสองปี  พอหมดหน้าที่แล้ว จึงตั้งใจที่จะกลับไปหางานทำใหม่ในกรุงเทพฯ แต่จังหวะนั้นเอง ครอบครัวของเขาประสบกับภาวะวิกฤติ มีภาระหนี้สินที่พ่อและแม่ต้องแบกรับอยู่ร่วม 1 ล้านบาท ... หนี้สินที่เกิดจากปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฮอร์โมนพืชและสารเคมีทุกชนิดเท่าที่จะสรรหาได้

         เขาตัดสินใจในนาทีหนึ่งของชีวิต คิดจะหา “เงินดิน” แทน “เงินเดือน” สานต่ออาชีพของบรรพบุรุษ  ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นมีความรู้เพียงแค่หางอึ่ง และทั้งๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน  หากก็มั่นใจ นาของเขาต้องไม่ทำลายธรรมชาติ และไม่ทำร้ายผู้คน

         “ไม่เคย..ไม่เคยทำ แต่ก็เชื่อว่าทำได้นะ  อีกอย่างมันได้ความอดทนมาด้วยตอนไปเป็นทหาร คือเราก็หาความรู้เพิ่มเติม ก็เลยไปเรียนที่โรงเรียนชาวนา มูลนิธิข้าวขวัญ  เริ่มเรียนตั้งแต่ชั้นประถม จนจบชั้นอุดมศึกษา เราเรียนรู้ แล้วก็เอามาลองทำ ปฏิบัติจริง”

         เขาใช้เวลาเพียง 4 ปี กับการปลดหนี้สินทั้งหมดให้กับครอบครัว

         ...แค่เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตก็เปลี่ยน...

         ทุกวันนี้ ที่นากว่า 60 ไร่ ได้กลายเป็นโรงเรียนชาวนาของเด็กน้อยในตำบล เป็นแปลงนาสาธิตในเรื่องเกษตรกรรมธรรมชาติ และเป็นแปลงที่ใช้คัดเลือกและอนุรักษ์ข้าวสายพันธุ์ “นครชัยศรี” (ดั้งเดิม) ที่เกือบสูญพันธุ์ไปแล้ว ทั้งๆ ที่ครั้งหนึ่งที่นี่ คือ ดินแดนของ “ข้าวสารขาว ลูกสาวสวย”

         ตอนบ่ายของเสาร์วันหนึ่ง  ฉันพานักศึกษานิเทศศาสตร์ประมาณ 20 คน ไปเรียนรู้เรื่องการทำ “นาโยน”กับพี่ป๊อบ และก็ได้พบกับคณะนักเรียนจากโรงเรียนแหลมบัววิทยาพร้อมคุณครูคนหนึ่งกำลังช่วยกันเพาะเมล็ดข้าวโดยอาศัยเครื่องทุ่นแรงแบบเทคโนโลยีชาวบ้าน   เด็กๆ ได้เรียนรู้วิถีชาวนาด้วยการลงมือทำ ...อย่างสนุกสนาน เนื้อตัวมอมแมมเปื้อนเลนโคลน แต่ดวงหน้าเปื้อนรอยยิ้ม

         ... มาถึงคำถามสุดท้ายที่หลายคนรอคอย... รายได้จากการทำนา  พี่ป๊อบคำนวณให้เด็กๆ และนักศึกษาฟังว่า 1 ไร่ ได้ข้าวกี่ตัน หนึ่งตัน ขายได้เท่าไร ถูกเบียดบังจากโรงสีเท่าไร ถ้ามีที่นา 60 ไร่ จะทำเงินได้เท่าไร  คนฟังคิดตาม ฮือฮา อื้ออึง มันคือกำไรเกือบจะล้วนๆ จากหยาดเหงื่อแรงงาน โดยที่ไม่ต้องไปจ่ายค่ายาและสารเคมี  ... ไม่เลวทีเดียวกับการทำนาแบบประณีต   ส่วนความฝัน... สถานีต่อไป พี่ป๊อบจะทำเกษตรแบบผสมผสาน เขาชี้ให้ดูร่องรอยความฝัน ตรงนั้นจะขุดบ่อเลี้ยงปลา ตรงนี้จะมีเล้าเป็ด ไก่  ตรงโน้นคือคอกวัว

         แต่ที่สำคัญที่สุด เขาตบท้ายว่า การทำและการอยู่อย่างพอเพียง นั่นแหละคือ ความพอดีของชีวิต ซึ่งหมายความว่า  “พอ” เท่านั้น จึงจะ “ดี” 

        

 

___________________________