วันนี้ผมอ่านข่าวเจอว่ามีพระชวนแม่ชีไปทำนาดังลิงก์นี้ครับ

ประเด็นของข่าวนี้มีสองเรื่อง เรื่องแรกอยู่ที่ความไม่สมควรของพระและชีที่อยู่ใกล้ชิดกันมากเกินไป และเรื่องที่สองเกี่ยวกับการที่พระและชีมาทำนาปลูกข้าว

ผมขอแยกประเด็นนะครับ ในประเด็นแรกคือเรื่องพระกับชีนั้นผมไม่ขอพูดถึง ผมอยากเขียนถึงประเด็นพระทำนา

พระทำนาได้หรือไม่?

คำตอบคือ "ได้" ถ้าเป็นพระมหายาน เป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำที่พระจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนาม จะทำนาและปลูกผักกินเอง ถึงขั้นมีเรื่องเล่าด้วยซ้ำว่า มีพระอาวุโสท่านหนึ่งแม้อายุมากแล้วก็ยังทำนาปลูกผักไม่ยอมหยุด พระอื่นๆ เป็นห่วงก็เลยเอาเครื่องมือทำสวนทำนาของท่านไปซ่อน พอท่านหาอุปกรณ์ของท่านไม่เจอท่านก็ไม่ยอมกินข้าวแล้วบอกว่า "ถ้าท่านไม่ได้ช่วยเหลือผลิตอาหาร ท่านก็จะไม่ขอกินอาหาร" พระที่เอาของไปซ่อนก็เลยต้องเอามาคืน

ผมจำเรื่องนี้ได้เพราะอ่านมาจากหนังสือ แต่ลองหาดูแล้วไม่เจอออนไลน์ครับ ครั้นจะหาให้จนเจอก็จะเสียเวลาเกินไป

ผมยังอ่านมาว่าศาสนาพุทธเมื่อไปถึงเมืองจีนนั้นระบบการบิณฑบาตรต้องเปลี่ยนไป เพราะวัฒนธรรมของจีนในยุคนั้นนั้นไม่ให้ความนับถือแก่ผู้ที่ขอของกินคนอื่น ดังนั้นพระจึงต้องเพาะปลูกอาหารกินเองเป็นหลัก เรื่องเล่าที่ผมเขียนด้านบนนี้ไมรู้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ก็เป็นเรื่องที่มีเจตนาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานของพระ เรียกว่าถ้าจะเป็นพระแล้วไม่ทำงานนั้นมาเป็นพระไม่ได้ อยู่ใน "สังฆะ" แล้วก็ต้องช่วยเหลือกัน

แต่ศาสนาพุทธในประเทศไทยนั้นต่างกัน พระไทยนั้นถึงกับมีศีลข้อห้าม "พรากของเขียวสดจากต้น" อยู่ด้วย ดังนั้นหมดโอกาสที่พระจะเพาะปลูกอาหารกินเองครับ ผมเดาว่าเราได้รับอิทธิพลจากศาสนาเชนที่อยู่ในยุคเดียวกันกับศาสนาพุทธมาพอสมควร มาถึงทุกวันนี้ผมยังมีทฤษฎีว่าศาสนาพุทธกับเชนนั้นที่จริงแล้วเผลอๆ อาจจะเป็นศาสนาเดียวกันด้วยซ้ำ เรื่องนี้ค่อยเขียนถึงในโอกาสต่อไป

ในเรื่อง "พระทำนา" นี้ ผมคิดว่า "ควรทำ" เพราะพระเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ดังนั้นพระก็ควรจะมีส่วนร่วมในการดำรงสังคมให้อยู่ได้ คือนอกจากเป็น "ผู้รับ" แล้วควรเป็น "ผู้ให้" ด้วย นั่นคือพระควร "ทำงาน" นั่นเอง

แต่ข่าวข้างต้นไม่แจ้งว่าทำไมอยู่ๆ พระและชีถึงลุกขึ้นมาทำนา? ถ้าเรารู้เหตุผลเราก็จะบอกได้ชัดเจนมาขึ้นว่าพระและชีกลุ่มนั้นควรทำหรือไม่

ปกติงานของพระคือการศึกษาศาสนาและปฎิบัติให้เป็นตัวอย่างเป็นต้นแบบแก่สังคมแล้วเอาผลจากการศึกษาปฎิบัตินั้นมาให้ความรู้แก่สังคม

อย่างไรก็ตามมีพระจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ศึกษาและไม่ได้ปฎิบัติมากมายนัก พระเหล่านั้นควรทำอะไรดี เพราะไม่ได้มีศีลที่บอกว่าพระควรศึกษาและปฎิบัติมากแค่ไหนถึงควรอยู่ในสถานะสงฆ์ที่ดี มีแต่ minimal requirements ว่างั้นเถอะ

คำถามที่น่าคิดคือพระที่ปฎิบัติตาม minimal requirements แล้วแต่ไม่ต้องการไปมากกว่านั้นควรจะทำอะไรดี?

คำตอบที่ผมมีใจในก็คือไม่ต้องทำอะไรหรอก เพราะ minimal requirements ของการเป็นพระที่จริงแล้วไม่ได้ minimal เลย ทำได้เท่านั้นก็ดีมากแล้ว

แต่ถ้าพระมีความรู้เก่าก่อนบวชเป็นพระที่นำมาใช้แล้วไม่ได้กระทบต่อความเป็นพระมากนักแต่กลับจะมีส่วนช่วยเหลือสังคมพระก็ควรนำความรู้นั้นมาใช้ใช่ไหม?

ถ้าแพทย์คนหนึ่งบวชพระแล้วตกเย็นทำวัดเป็นคลีนิคตรวจคนไข้ในชุมชนฟรี พระรูปนี้ควรทำหรือไม่?

ถ้าพระมีความรู้วิชาต่างๆ แล้วสอนเด็กในโรงเรียนข้างวัดในวิชาที่ขาดแคลนครู พระรูปนี้ควรทำหรือไม่?

ถ้าพระมีความรู้ในวิชาเกษตรเป็นอย่างดีแล้วส่งเสริมชาวบ้านข้างวัดให้ทำเกษตรอินทรีย์ ถึงขั้นทำเป็นตัวอย่าง พระรูปนี้ควรทำหรือไม่?

เรื่องพวกนี้ละเอียดอ่อนมากครับ คงไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุดและคำตอบที่ผิดที่สุด คำถามเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดอย่างยิ่งครับ