Buddhism and Education

         การศึกษาแนวพุทธ ไม่ใช่การศึกษาตามประเพณี (Traditional  education)แต่ประเพณีบางย่างก็สามารถใช้เ็ป็นข้อมูลได้ เพียงแต่ยังไม่จัดเป็นความรู้ (knowledge)

         การเรียนรู้ยังต้องอาศัยข้อมูล แต่มีข้อมูลมากอาจรู้น้อย หรือไม่รู้อะไรเลย มีแต่ความจำเต็มสมอง สมองรกรุงรังด้วยขยะ คือข้อมูลที่รับไว้ทับถมจนเน่าเหม็น คิดไม่ออก คิดไม่เป็น อย่าว่าแต่จะใช้ความรู้แก้ปัญหาสังคมเลย แม้แต่ปัญหาตนเงก็แก้ไม่ตก ยิ่งปกว่านั้น การเรียน การศึกษายังก่อปัญหาให้กับสังคมและโลก พระพุทธองค์ทรงเรียกการศึกษาดังกล่าวว่า  ปริยัติงูพิษ ปริยัติ(การเรียน) ที่อันตรายตามที่ตรัสไว้ในลคัททูปมสูตร คือ

           ๑.ไม่ใช่ปัญญาพิจารณาความหมายประโยชน์ของสิ่งที่เรียนให้ถ่งแท้

           ๒.ความรู้ที่มีอยู่ไม่จริง ไม่อาจทนต่อการทดสอบหรือพิสูจน์

           ๓.เรียนเพื่อยกตน ข่มท่าน(ผู้อื่น)มีความรู้ไว้อวด

           ๔.มีการยึดติดในสิ่งที่รู้ไม่ใช่ความรู้แก้ปัญหาแต่เป็นความรู้สร้างปัญา ยิ่งรู้ยิ่งโง่ " ยิ่งโตยิ่งเซ่อ"

ผู้จบการศึกษาระดับสูงจากสถาบันการศึกษา ใช้ความรู้เพื่อกดขี่ คดโกง ทุจริต เอาเปรียบผู้อื่น ทำให้คนส่วนมากจนลงแต่ตัวเองร่ำรวยขึ้น ตามอัตราส่วนที่ผู้อื่นจนลง เป็นพวกงูิพิษ สถาบันนั้นทำการผลิตงูพิษออกมา่าผู้ื่อื่น

        ปกติชาวโลก มักมองผลการศึกษาเพียงด้านสร้างสรรค์ เช่นมองว่าการศึกษาช่วยพัฒนาผู้เรียน พัฒนาบ้านเมืงให้ก้าวหน้า พระพุทธศาสนายอมรับความคิดดังกล่าวได้เฉพาะการเรียนการสนที่ถูกวิธีเท่านั้น แต่ในทางตรงข้าม หาการศึกษาไม่ถูกวิธี การศึกษานำปสู่การทำลาย ดังตรัสว่า สิ่งที่เรียนมาไม่ดี ย่อมเป็นปเพื่อความทุกข์ตลอดกาล เหมือนผู้จับงูพิษไม่ถูกวิธีย่อมถูกงูพิษกัดตายหรือปางตาย

           พระพุทธเจ้าตรัสระดับความรู้ไว้ ๓ ขั้น ได้แก่

           ๑.สัจจานุรักขณ์    ขั้นรักษาความจริงตามทฤษฎีที่เล่าเรียนมาปริยัติ  ด้วยการฟัง สุตมยปัญญา

           ๒.สัจจานุโพธิ       ขั้นความรู้จริงโดยการคิด วิเคราะห์ ไตร่ตรอง ฏิบัติตาม ทฤษฎี จินตามยปัญญา

           ๓.สัจจานุปัตติ       ขั้นความสามารถพัฒนา คิดใหม่ทำใหม่ สร้างสิ่งแปลกใหม่ ภาวนามยปัญญา

(จาก บทเขียน ของ สนิท ศรีสำแดง)