เมื่อวันก่อนผมได้เขียนบันทีกเกี่ยวกับ "การเตะถ่วงของเสียงข้างน้อย" ไปแล้ว วันนี้ผมจะมาเขียนเรื่องเกี่ยวกับทรราชของเสียงข้างมากก้น

กฎเสียงข้างมาก (majority rule)

     มีการให้นิยามของประชาธิปไตยไว้ในดิกชันนารีของ Webster ว่าเป็น รัฐบาลโดยประชาชน หรือรูปแบบของรัฐบาลรูปแบบหนึ่งที่ซึ่งอำนาจที่สูงสุดในการปกครองนั้นเป็นของประชาชน และได้รับโดยประชาชน ซึ่งอำนาจนั้นอาจได้มาโดยตรงหรือไม่ก็โดยตัวแทน
     แต่สิ่งที่หายไปจากในพจนานุกรมก็คือ อะไรที่สร้างประชาชนหรือพลเมือง ในการปฏิบัติ ประชาธิปไตยคือสิ่งที่ถูกควบคุมโดยหลักเสียงข้างมาก นั่นคือ ถ้าเราจะให้กฎหมายได้ออกมาบังคับใช้ในสังคมเราต้องคุมเสียงข้างมากเอาไว้ให้ได้ ถ้าเราคุมเสียงข้างมากไว้ได้ กฎหมายนั้นก็จะออกมาบังคับใช้ในสังคมได้ หากใครสักคนหนึ่งกล่าวว่า “นี่เป็นเสียงของประชาชน และเสียงของประชาชนย่อมได้รับการเคารพ คำว่าประชาชนในที่นี้ก็คือ ประชาชนที่เป็นของเสียงข้างมากนั่นเอง

ประชาธิปไตยย่อมต้องการสิทธิของเสียงข้างน้อย. (democracy requires minority rights)

     อย่างไรก็ตามกฎของเสียงข้างมากอาจไม่ใช่เป็นเพียงอำนาจสูงสุดในระบอบประชาธิปไตยก็ได้ ถ้าเป็นไปตามกฎของเสียงข้างมากจริง อย่างนั้นเสียงข้างมากก็อาจกลายเป็นทรราชหรือเผด็จการตัวจริงเสียงจริงก็เป็นได้ ตามที่ Alexis De Tocqueville ได้กล่าวไว้ว่า ในขณะที่ประชาธิปไตยย่อมให้ความสำคัญกับความนิยมของประชาชนหรือเห็นแก่เสียงของประชาชนโดยยึดเสียงข้างมากเป็นหลัก แต่พวกเสียงส่วนใหญ่ก็ต้องรับข้อเสนอหรือข้อติติงของเสียงข้างน้อยไว้ด้วย เพื่อเป็นการกันไม่ให้ใช้อำนาจนั้นไปละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเสียงข้างน้อย

     การนิยามลักษณะของประชาธิปไตยว่าจะต้องยึดถือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเปลี่ยนเป็นเสียงข้างมากโดยการเลือกตั้ง สิทธิอันนี้จึงเป็นอำนาจอันสูงสุด ดังนั้นเสียงข้างน้อยจึงมีสิทธิที่จะกลายมาเป็นเสียงข้างมากและครอบตรองสิทธิที่จำเป็นโดยการเอาชนะการเลือกตั้ง อาจได้มาโดยการแสดงสุนทรพจน์ การชุมนุม สมาคม หรือ การร้องเรียน เพราะมิฉะนั้นเสียงข้างมากจึงอาจกลายเป็นเสียงที่เสถียรและกลายมาเป็นทรราชหรือเผด็จการได้ง่าย สำหรับเสียงข้างมาก การให้ความมั่นใจกับเสียงข้างน้อยอาจกลายมาเป็นความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เพราะว่ามันจะใช้ประโยชน์สิทธิอันเดียวกันเมื่อเสียงข้างน้อยกำลังจะกลับกลายมาเป็นเสียงข้างมากในอนาคตอันใกล้ สิ่งนี้จะเป็นจริงก็ต่อเมื่อในประชาธิปไตยแบบพรรคการเมืองที่มีหลายพรรค ซึ่งไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก ดังนั้นรัฐบาลจึงประกอบด้วยหลายพรรคมารวมกันเพื่อให้ได้เสียงข้างมาก (เช่่นในประเทศไทย เป็นต้น)

     การคุกขามที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา (the constant threat)
   
 ผู้ก่อตั้งอเมริกา-พวกผู้ต่อต้านสหพันธรัฐและพวกสหพันธรัฐ-ได้พิจารณากฎในการควบคุมเสียงข้างมากในการพิจารณาปัญหาที่ยากจะแก้ไข ในทางทฤษฎีแล้ว กฎแห่งเสียงข้างมากเป็นสี่งจำเป็นสำหรับการแสดงออกซึ่งเจตจำนงของประชาชนและเป็นพื้นฐานของการก่อตั้งสารณรัฐ ทางเลือก-ข้อตกลงหรือกฎโดยความเห็นชอบการตกลงร่วมกันของทุกคน-ไม่สามารถที่จะใช้กับเสรีภาพของบุคคลได้ และกฎแห่งเสียงข้างน้อยคือบทแย้งที่มีต่อประชาธิปไตย แต่ผู้ก่อตั้งอเมริกามีความกังวลใจมากเพราะเกรงว่าเสียงข้างมากอาจใช้อำนาจของตนไปเบียดบังหรือกดขี่เสียงข้างน้อยไว้ ราวกับว่าตนเองเป็นกษัตริย์ก็ไม่ปาน Thomas Jefferson และ James Madison ได้เตือนในจดหมายของเขาเกี่ยวกับอันตรายของทรราชของการออกและบังคับใช้กฎหมาย

     Madison ได้เขียนเพิ่มเติมว่า “มันเป็นความสำคัญอันยิ่งใหญ่ในสาธารณรัฐ ไม่เพียงแต่ให้การรักษาสังคมต่อต้านให้ปราศจากการกดขี่ของผู้ปกครองเท่านั้น แต่ยังรักษาส่วนใดส่วนหนึ่งของสังคมโดยการต่อต้านความไม่ยุติธรรมจากส่วนอื่นๆด้วย”

     ประมาณครึ่งศตวรรษหลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้เกิดขึ้น มีนักปรัชญาคนหนึ่งที่ชื่อ Alexis de Tocqueville ได้เห็นทรราชของเสียงข้างมากที่มีเหนือสิทธิทางสังคมและการเมืองของเสียงข้างน้อย ราวกับว่าสิ่งนี้เป็นการคุกขามที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาที่มีต่อประชาธิปไตยของอเมริกา
     ในขณะที่การไปเยี่ยมชมรัฐ Pennsylvania เมื่อเขาได้ถามว่าทำไมจึงไม่ให้คนดำเข้ามาเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่เป็นท้องถิ่นที่เขากำลังสังเกตด้วย เขาก็ได้รับคำตอบว่า การที่คนขาวปล่อยคนดำให้เข้ามาเลือกตั้งได้นั้น ก็เพราะพวกเขากลัวผลที่จะก่อให้เกิดการปล่อยให้คนดำเข้ามาเลือกตั้งได้ ดังนั้นเขาจึงเขียนไว้ว่า เสียงข้างมากไม่เพียงแต่ทำหรือสร้างกฎหมายเท่านั้น แต่ยังทำลายกฎหมายไปพร้อมกันด้วย

     สิทธิของเสียงข้างน้อยบทที่ 1: สิทธิของปัจเจกบุคคลและทรราชของเสียงข้างมาก (minority rights I: individual rights vs. majority tyranny)
     ประชาธิปไตยจำเป็นต้องมีเสียงข้างน้อยโดยมีสิทธิเท่าเทียมกับเสียงข้างมาก จริงๆแล้ว เมื่อพูดถึงประชาธิปไตยที่เราได้รับรู้ทุกวันนี้ สิทธิของเสียงข้างน้อยจะต้องได้รับการปกป้องไม่ว่าจะเป็นเพียงแค่หนึ่งเสียงหรือแปลกแยกจากเสียงข้างน้อยอื่นๆก็ดีจะต้องได้รับสังคมของเสียงข้างมาก ถ้าไม่รับการปกป้องหรือป้องกัน เสียงข้างมากนั่นแหละก็จะไม่มีความหมายหรือความสัมพันธ์อันใดในระบบประชาธิปไตยเลย

      ในสหรัฐอเมริกา เสรีภาพของปัจเจกบุคคลขั้นพื้นฐานจะถูกปกป้องหรือป้องกันไว้โดยผ่านพระราชบัญญัติเรื่องสิทธิ ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นการลอกเลียนแบบของ James Madison และเอามาเป็นรูปแบบหนึ่งของการแก้ไขเพิ่มเติม 10 ข้อ ของรัฐธรรมนูญ สิ่งนี้จะบรรยายถึงสิทธิต่างๆ ซึ่งอาจจะไม่ถูกละเมิดโดยรัฐบาล เป็นตัวช่วงในการพิทักษ์สิทธิของเสียงข้างน้อยที่มีต่อทรราชของเสียงส่วนใหญ่ ในทุกวันนี้สิทธิเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นองค์ประกอบขั้นพื้นฐานที่มีอยู่ในประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม

      มีนักปรัชญาทางรัฐศาสตร์ชาวอังกฤษที่ชื่อ John Stuart Mill นำหลักการนี้มาพัฒนาต่อ ในบทความของเขาที่ชื่อว่า On Liberty เขาเขียนว่า “จุดประสงค์อันเดียวซึ่งอำนาจจะสามารถได้รับการใช้อย่างมีสิทธิต่อสมาชิกของสังคมที่มีอารยะคือการปกป้องซึ่งอันตรายที่มีต่อบุคคลอื่น” สำหรับ Mill แล้วหลักการไม่มีอันตรายต่อบุคคลอื่นมีจุดมุ่งหมายที่จะป้องกันรัฐบาลจากการกลายมาเป็นทรราชของเสียงข้างมาก คำว่าทรราชของเสียงข้างมากนั้นไม่เพียงแต่เป็นทางด้านการเมืองเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสังคมด้วย ที่อาจปิดปากเสียงข้างน้อย และยัดเยียดความคิดและค่านิยมให้แก่บุคคลอื่นด้วย จากทัศนะของ Mill ได้กลายมาเป็นพื้นฐานสำหรับปรัชญาทางการเมืองแบบเสรีนิยม ไม่ว่ามันจะเป็นตลาดเสรี หรือเสรีนิยมทางตลาด และเสรีนิยมทางสังคมก็ตาม

     คำถามที่ควรถามต่อไปก็คือ หลักการเสียงข้างมากและการปกป้องสิทธิของเสียงข้างน้อยสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร ในทางการเมืองกฎเกณฑ์การเลือกตั้งและหลักการแบ่งแยกซึ่งอำนาจและหลักการว่าด้วยการถ่วงดุลของอำนาจกลายเป็นวิถีทางในการทำให้การถกเถียงมีความปลอดภัยเมื่อต้องพูดถึงทัศนะและประโยชน์ของชาวเมือง

สิทธิของเสียงข้างน้อย อันดับ 2 : การปกป้องกลุ่มของเสียงข้างน้อยในสังคม (.minority rights II: protecting minority groups in society)
     หลักการของ Madison และ Mill คือสิ่งคุ้มกันปัจเจกบุคคลและเสียงข้างน้อยในทางการเมือง แต่อันตรายของทรราชของเสียงข้างมากไม่ได้ดำรงอยู่แต่ในการละเมิดสิทธิของปัจเจกบุคคล หรือการทำให้เสียงข้างน้อยกลายเป็นชายขอบเท่านั้น แต่ยังกดขี่กลุ่มเสียงข้างน้อยในสังคม โดยอาศัยเกณฑ์ เช่น สีผิว ชาติพันธุ์ เชื่อชาติ ศาสนา แม้กระทั่งรสนิยมในทางเพศ เช่น การตัดสินว่าชาวแอฟริกันมีความเป็นอยู่ต่ำกว่าในทางสังคม จึงไม่มีทางได้รับสิทธิในทางกฎหมายเหมือนกับพวกคนขาว

     โดยสรุปการให้สิทธิแก่เสียงข้างน้อยจึงเป็นความสำคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตย หากเสียงข้างมากใช้วิธีการที่พวกมากลากไป เราที่เป็นเสียงข้างน้อยอาจแสดงได้โดยการเตะถ่่วงของเสียงข้างน้อยในสภา (filibuster) หรือการประท้วงโดยสงบ (peaceful assembly)และการทำอารยะขัดขืนนั่นเอง (civil disobedience) 

หนังสืออ้างอิง

ไม่มีชื่อผู้แต่ง. Majority Rule/Minority Rights: Essential Principles.
http://www.democracyweb.org/majority/principles.php