ข้อคิดพื้นฐานบางประการเกี่ยวกับการรายงานข่าวกระบวนการสันติภาพ
โดย ดร.นอร์เบิร์ต โรเปอร์ส
นักวิชาการอาวุโส สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัมนธรรมภาคใต้
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
16.06.2013/2556
แปลโดย นวลน้อย ธรรมเสถียร

ความท้าทายพื้นฐานบางประการเกี่ยวกับการรายงานข่าวกระบวนการสันติภาพ
1. กระบวนการสันติภาพเป็นความพยายามทางการเมืองที่มีการแข่งขันกันสูง สำหรับหลายคนที่เข้าร่วมในกระบวนการนี้ มันคือความพยายามในอันที่จะ “เอาชนะ” ในความขัดแย้งนั้นๆ แม้ว่าในขณะนี้ จุดสำคัญจะเปลี่ยนจากการใช้กำลังและความรุนแรงไปเป็นการใช้วิถีทางทางการทูตเพื่อที่จะให้ได้ชัยชนะในการต่อรองหรือบนโต๊ะเจรจาก็ตาม แต่ว่าความคิดเห็นในเรื่องนี้ก็คงเน้นในเรื่องของการเอาชนะหรือไม่ก็พ่ายแพ้ ผู้คนเหล่านี้จะตระหนักก็ในระยะหลังแล้วเท่านั้น ว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะผลักดันให้ได้ผลลัพท์ที่ยั่งยืน หากว่าพวกเขายังคงมองกระบวนการสันติภาพในกรอบของการเอาชนะ หรือไม่ก็พ่ายแพ้ต่อไป
2. และเพราะทัศนคติแบบนี้ นักข่าวจึงพยายามจะทำข่าวกระบวนการสันติภาพผ่านมุมมองแบบ “ใครแพ้ใครชนะ” (ใครได้ใครเสีย) ซึ่งสำหรับสื่อกระแสหลัก นี่ก็เป็นแบบแผนของการทำข่าวการเมืองโดยทั่วไป มุมมองแบบนี้จะขยายชัดมากขึ้นเมื่อในหมู่คนในแต่ละด้านของคู่ความขัดแย้งนั้น มีคนที่ตั้งแง่หรือไม่ก็ต่อต้านกระบวนการรวมอยู่ด้วย
3. จากคำพูดที่รู้จักกันมานานแล้วที่ว่า “ความจริงเป็นเหยื่อรายแรกของสงคราม” เราจะพบตัวอย่างจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า ในกระบวนการสันติภาพนั้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องมักจะพยายามเล่นแร่แปรธาตุกับข้อมูลเพื่อให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตน
ข้อสรุปสำหรับการสื่อสารกระบวนการสันติภาพแบบมืออาชีพและอย่างมีจริยธรรม
1. เป็นมืออาชีพและไม่ใช้อคติอย่างที่สื่อควรเป็น: เช่นเดียวกันกับการรายงานข่าวอื่นๆ การรายงานข่าวกระบวนการสันติภาพควรจะทำภายใต้มาตรฐานของการแสวงหาความจริงและการตรวจสอบแสวงหาข้อมูลแบบไม่ลำเอียง ข้อมูลที่ได้มีการตรวจสอบรอบด้าน รายงานถ้อยแถลงต่างๆอย่างถูกต้องตามบริบทของมันและอื่นๆ
2. รายงานมุมมองที่แตกต่างหลากหลายและอย่างจำเพาะเจาะจง: ความขัดแย้งและสันติภาพเป็นเรื่องราวของฝ่ายต่างๆ สองฝ่ายขึ้นไปที่มีความเห็นและมุมมองที่แตกต่างกันในเรื่องว่าเหตุใดจึงมีความขัดแย้งเกิดขึ้นและจะคลี่คลายความขัดแย้งนั้นอย่างสันติได้อย่างไร สื่อหลายๆ สื่อมักจะให้พื้นที่กับมุมมองด้านเดียว ซึ่งถือว่าขัดกับหลักการของการรายงานที่ต้องไม่ลำเอียงและอย่างเป็นธรรม
3. ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจต่อเงื่อนไขที่เป็นตัวขับเคลื่อนความขัดแย้ง: สังคมใหญ่มักจะไม่เข้าใจว่าความขัดแย้งและความรุนแรงนี้ดำรงอยู่ได้อย่างไร ซึ่งสาเหตุอาจจะไม่ใช่เพราะขาดระบบหลักในการให้การศึกษา รวมทั้งการที่มีข้อถกเถียงที่ครอบงำสังคมในเวลานั้น แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากลักษณะอันซับซ้อนของขบวนการที่ธรรมชาติเป็นขบวนการมลายูปาตานี เรื่องนี้เปิดโอกาสให้สื่อเข้ามาทำหน้าที่ส่งเสริมให้สังคมสามารถทำความเข้าใจได้ครอบคลุม
4. เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีสิทธิและเสียง เติมความเป็นมนุษย์ให้กับเหยื่อของความขัดแย้ง: ในขณะที่ข่าวการพบปะเจรจาในแทรค 1 (คู่ความขัดแย้งหลัก) เป็นเรื่องที่สำคัญและถือเป็นหน้าที่ของสื่อที่จะต้องรายงาน แต่สื่อน่าจะมองหาโอกาสในอันที่จะฉายให้เห็นชีวิตและชะตากรรมของประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบแล้วและยังคงได้รับผลกระทบอยู่จากความรุนแรงและความขัดแย้งที่ยังแก้ไขไม่ได้อันนี้
5. เปลี่ยนกรอบของการรายงานจาก “แพ้-ชนะ” ไปเป็น “ชนะทั้งคู่” หรือ win-win: ประชาชนในเรื่องความคิดและข้อเสนอทั้งหลายที่มีขึ้นเพื่อเชื่อมประสานตลอดจนเพื่อส่งเสริมให้มีการประนีประนอมหรือแก้ปัญหา ให้พื้นที่กับนักรณรงค์เพื่อสันติภาพรวมทั้งความคิดเห็นของพวกเขา เป็นต้น
ที่มา : http://www.gotoknow.org/posts/546400
... ส่งเสริมให้มี การประนีประนอมหรือแก้ปัญหา .... เป็นสิ่งที่ดีและงดงาม มากๆค่ะ ....
ขอบคุณ Dr.Ple มากครับ