ในวันที่ผมเกษียณเมื่อสองปีที่แล้ว ผมได้แจกหนังสือคำสอนของท่านพุทธทาส
"อะเมซิ่ง ปรมัตถธรรม" ที่เรียบเรียงใหม่โดยระดับศิษย์ของท่าน (ท่านแม่ชีไพเราะ ที่ใช้นามปากกาว่า สิริวรุณ) ที่อ่านง่ายขึ้นมากๆ
แต่ก็ยังมีแต่คนพูดว่า "ตำราและแนวทางของท่านพุทธทาสนั้น ปฏิบัติยาก และเข้าใจยาก"
ผมก็ศึกษาธรรมะมาทางนี้ทางเดียวมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยสงสัยว่ามีทางอื่นให้เลือกหรือไม่
จึงลองไปศึกษา "พระไตรปิฎก พระอภิธรรม และปัฏฐาน" ดูบ้าง
ปรากฏว่ายากกว่าเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆ
ผมก็ศึกษาธรรมะมาทางนี้ทางเดียวมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยสงสัยว่ามีทางอื่นให้เลือกหรือไม่
จึงลองไปศึกษา "พระไตรปิฎก พระอภิธรรม และปัฏฐาน" ดูบ้าง
ปรากฏว่ายากกว่าเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆๆ
เพราะต้องไปทำความเข้าใจ ธรรมนิยาม ธรรมบัญญัติ อีกเป็น โกฏๆ ประเด็น (สมัยนี้คนไม่ใช้คำว่า"โกฏ" จะว่า ล้านๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ก็พออนุโลม)
จึงทำให้ผมยิ่งเข้าใจในระดับการศึกษาเบื้องต้น ของผม ว่า
เส้นทางของท่านพุทธทาสนี่น่าจะ "ลัด สั้น ตรง ชัด และง่ายที่สุดแล้ว"
สำหรับคนมีเวลาน้อย และอาจจะได้เกิดเป็นคนเพียงชาตินี้ชาติเดียว
เพราะ ไม่ต้องไปศึกษาผ่าน "พระไตรปิฎก พระวินัย พระสูตร อภิธรรม ฯลฯ"
แต่ใช้ทางลัด ตรงประเด็น พุ่งเป้าไปที่ ผลสัมฤทธิ์ ของการปล่อยวาง "ตัวกู ของกู" ไปก่อน
พอวางได้ระดับหนึ่งแล้ว ค่อยย้อนกลับมาศืกษาหลักธรรมลึกๆเหล่านี้ทีหลัง
โดยจะศึกษาด้วยความตระหนักในคุณค่าและความเข้าใจในเป้าหมายมากกว่า
ที่น่าจะดีกว่าเรียนไปทั้งชาติ หรืออีกสามชาติ ก็ยังไม่จบสักที ก็ยังไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริง ของความเข้าใจหลักปรมัตถธรรม
ยิ่งเรียน ยิ่งไกล และอาจจะท้อหรือหมดเวลาเสียก่อนก็เป็นได้
เลยอาจจะเสียโอกาส เสียชาติเกิด และอาจไม่มีทางไปถึงเป้าหมายหลัก เพื่อการปล่อยวาง และการหลุดพ้น ตามหลักเนื้อแท้ๆของธรรมปรมัตถ์
เพราะต้องใช้เวลาของชีวิตส่วนใหญ่ที่ การเรียนธรรมบัญญัติ และพระไตรปิฏก
ถ้าไม่ไปศึกษานอกบ้าน (นอกปฏิปทา ของท่านพุทธทาส) เสียบ้าง คงจะมองภาพนี้ไม่ออก
งงงงงงงงงงงงงงงงงงง และ สงสัย เรื่องนี้มาตั้งนาน
เพิ่งมาเข้าใจหลังมาลองศึกษา "พระไตรปิฎก" "พระอภิธรรม" และ "ปัฏฐาน" นี่เอง
จึงทำให้ผมยิ่งเข้าใจในระดับการศึกษาเบื้องต้น ของผม ว่า
เส้นทางของท่านพุทธทาสนี่น่าจะ "ลัด สั้น ตรง ชัด และง่ายที่สุดแล้ว"
สำหรับคนมีเวลาน้อย และอาจจะได้เกิดเป็นคนเพียงชาตินี้ชาติเดียว
เพราะ ไม่ต้องไปศึกษาผ่าน "พระไตรปิฎก พระวินัย พระสูตร อภิธรรม ฯลฯ"
แต่ใช้ทางลัด ตรงประเด็น พุ่งเป้าไปที่ ผลสัมฤทธิ์ ของการปล่อยวาง "ตัวกู ของกู" ไปก่อน
พอวางได้ระดับหนึ่งแล้ว ค่อยย้อนกลับมาศืกษาหลักธรรมลึกๆเหล่านี้ทีหลัง
โดยจะศึกษาด้วยความตระหนักในคุณค่าและความเข้าใจในเป้าหมายมากกว่า
ที่น่าจะดีกว่าเรียนไปทั้งชาติ หรืออีกสามชาติ ก็ยังไม่จบสักที ก็ยังไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริง ของความเข้าใจหลักปรมัตถธรรม
ยิ่งเรียน ยิ่งไกล และอาจจะท้อหรือหมดเวลาเสียก่อนก็เป็นได้
เลยอาจจะเสียโอกาส เสียชาติเกิด และอาจไม่มีทางไปถึงเป้าหมายหลัก เพื่อการปล่อยวาง และการหลุดพ้น ตามหลักเนื้อแท้ๆของธรรมปรมัตถ์
เพราะต้องใช้เวลาของชีวิตส่วนใหญ่ที่ การเรียนธรรมบัญญัติ และพระไตรปิฏก
ถ้าไม่ไปศึกษานอกบ้าน (นอกปฏิปทา ของท่านพุทธทาส) เสียบ้าง คงจะมองภาพนี้ไม่ออก
งงงงงงงงงงงงงงงงงงง และ สงสัย เรื่องนี้มาตั้งนาน
เพิ่งมาเข้าใจหลังมาลองศึกษา "พระไตรปิฎก" "พระอภิธรรม" และ "ปัฏฐาน" นี่เอง
อิอิอิอิอิอิอิ
เห็นด้วยค่ะอ่านเข้าใจง่าย ส่วนการปฏิบัติต้องพยายามขึ้นค่ะ
อ่านมา3เล่มแล้วครับเข้าใจดีครับแต่ทำยังไม่ใด้ครับยังมีความอยากอยู่มากครับแต่คิดว่าบั้นปลายชีวิตอยากบวชเพื่อปฏิบัติให้ใด้ส่วนตัวชอบอยากบวชตลอดชีวิตอยู่แล้วแต่ตอนนี้ขอใช้กรรมก่อนคนรับ
บวชที่บ้านก็ได้ครับ จะได้ไม่มีข้อจำกัดมากครับ
บวชได้ทันที
อิอิอิอิอิอิอิอิ