บันทึกนี้เป็นบันทึกที่ ๕๐๐ ของบล็อก "หอมกลิ่นหนังสือ" ที่เพียรเขียนสะสมมา ๖ ปี
จริง ๆ ตั้งใจเืลือกบทความอยู่หลายบทเพื่อใช้สำหรับบันทึกประวัติศาสตร์นี้
แต่ก็มีเรื่องราวเข้ามาที่ทำให้เลือกบทความ "ใช้ชีวิตให้ช้าลง" มานำเสนอ
กาลใด มีแรงกระตุ้นใด เมื่อนั้น บันทึกที่เขียนก็จะเป็นเรื่องเล่าเรื่องนั้นเสมอ
..............................................................................................................................................
ใช้ชีวิตให้ช้าลง
ทุกวันนี้เรามีเทคโนโลยีทุ่นเวลามากมาย เช่น รถยนต์ หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องต้มน้ำ เตาไมโครเวฟ โทรศัพท์มือถือ ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแทบทุกชนิดก็ทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น ชนิดเปิดปุ๊บติดปั๊บ เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แต่น่าแปลกที่เรากลับมีเวลาว่างน้อยลง จนนอกจากจะนอนไม่เพียงพอ และต้องกินอาหารอย่างเร่งรีบแล้ว ยังแทบไม่มีเวลาให้กับคนในครอบครัวด้วยซ้ำ
ดูเหมือนว่ายิ่งมีเทคโนโลยีทุ่นเวลามากเท่าไร ชีวิตเรากลับเร่งรีบและวุ่นวายมากเท่านั้น หากเปรียบเทียบกับชีวิตของเราในอดีตหรือของคนชนบทในปัจจุบัน จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เพราะแม้จะมีเทคโนโลยีไม่มากนัก แต่ชีวิตกลับเนิบช้าและมีเวลาว่างอย่างเห็นได้ชัด ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะมีสิ่งเสพสิ่งบริโภคไม่มากนั่นเอง
การมีสิ่งเสพสิ่งบริโภคมากมาย แม้จะช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น แต่ก็ทำให้เรามีเวลาว่างน้อยลง เพราะเสียเวลาไม่ใช่น้อยไปกับสิ่งเหล่านี้ ทุกวันนี้เราเสียเวลาไปกับโทรทัศน์ เครื่องเล่นดีวีดี หรือ mp3 ไปวันละหลายชั่วโมง ไม่นับเวลาที่หมดไปกับอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ แต่นั่นยังเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเวลาที่เสียไปกับการหาเงินเพื่อครอบครองและรักษาทรัพย์สมบัติอีกมากมาย เช่น บ้านและรถยนต์ สมบัติเหล่านี้ทำให้มาตรฐานการครองชีพสูงขึ้นและสบายขึ้นก็จริง แต่ก็ต้องแลกด้วยเวลาและอะไรต่ออะไรอีกมากมายที่สำคัญของชีวิต เช่น สุขภาพและความสัมพันธ์กับผู้อื่น
ใช่หรือไม่ว่ายิ่งมีทรัพย์มาก เวลาว่างก็ยิ่งเหลือน้อยลง แต่หากลองมีทรัพย์ให้น้อยลง หรือใช้ชีวิตให้เรียบง่ายกว่าเดิม จะพบว่าเรามีเวลาว่างมากขึ้น และสามารถทำหลายต่อหลายอย่างที่มีความสำคัญต่อชีวิต เช่น ออกกำลังกาย ทำสมาธิภาวนา มีเวลาอยู่กับครอบครัว ดื่มด่ำกับธรรมชาติรอบตัว กล่าวโดยสรุปคือ ได้ชื่นชมกับชีวิตมากขึ้น
ทุกวันนี้ชีวิตที่เร่งรีบทำให้เราหมดเวลาไปกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่เร่งด่วน ทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญ (เช่น การไปเที่ยวห้างก่อนหมดเขตเทศกาลลดราคา) จนไม่เหลือเวลาให้กับสิ่งที่ไม่ด่วน แต่สำคัญ ดังกล่าวข้างต้นและเนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผัดผ่อนได้ จนแล้วจนรอดเราจึงไม่ได้ทำเสียที ต่อเมื่อปัญหาประทุขึ้นมาในที่สุด เช่น เจ็บป่วย จิตสลาย ความสัมพันธ์ร้าวฉาน ถึงตอนนั้นจึงค่อยตื่นตัว ต้องวุ่นและเร่งรีบกับการแก้ปัญหาเหล่านี้ สุดท้ายก็กลายเป็นว่าชีวิตทั้งชีวิตหมดไปกับการวิ่งไล่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าและเร่งให้ทันกำหนดเส้นตาย มารู้ตัวอีกทีก็พบว่ามีเวลาเหลือบนโลกนี้อีกไม่นาน สำหรับการทำสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตและจิตใจ
ยุคบริโภคนิยมกับชีวิตที่เร่งรีบและวุ่นวายนั้นเป็นสิ่งคู่กันก็ว่าได้ เราถูกกระตุ้นให้อยากไม่รู้จบ ดังนั้นจึงต้องเร่งรีบแสวงหาสิ่งต่าง ๆ เพื่อสนองความอยาก ยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี จนความเร็วกลายเป็นพระเจ้าในทุกเรื่อง ไม่ว่าการศึกษา การทำงาน การเดินทาง การบริโภค ความบันเทิง และความสัมพันธ์กับผู้คน เพราะยุคนี้ไม่ใช่ยุคของปลาใหญ่กินปลาเล็กอีกแล้ว แต่เป็นยุคปลาเร็วกินปลาช้า ไม่มีใครอยากจะช้าเพราะกลัวจะเสียเปรียบ เราควรหยุดคิดก่อนที่จะปล่อยชีวิตให้พลัดหลงไปในกระแสแห่งความเร่งรีบอย่างไร้สติ พึงตระหนักว่าเราสามารถกำหนดจังหวะชีวิตของเราเองได้ แม้รอบตัวจะเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายก็ตาม แต่จะทำเช่นนั้นได้ดีเราจำต้องร่วมมือกันเป็นเครือข่าย และใช้ชีวิตให้เรียบง่าย เมื่อมีความต้องการน้อยลง ชีวิตก็จะช้าลงไปเอง
...............................................................................................................................................
ชีวิตที่เนิบช้า ชีวิตที่เรียบง่าย อาจจะมีความสุขมากกว่า
การดิ้นรนแสวงหาให้เรามีสิ่งที่เราต้องการ ให้เราได้ในสิ่งที่เราต้องการ
นั่นคือ ความสุขแท้จริงหรือ
การจะมีสิ่งใดให้ได้ตามกระแสสังคมยุคนี้
เราอาจจะต้องแลกกับ "เวลาของชีวิต" ที่จะอยู่ในโลกนี้
แล้วเราจะเหลือเวลาที่จะไปทำประโยชน์ให้กับสังคมได้เมื่อไหร่
ในเมื่อตัวเราเองยังไม่รู้จักพอหรือรอเวลาให้ได้
เศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ไม่ได้หมายถึง ให้อยู่อย่างอด ๆ อยาก ๆ
แต่หมายถึง การใช้ชีวิตให้สมดุลระหว่างรายได้กับรายจ่ายที่เรามีจริง
เมื่อไม่เป็น "หนี้" ความสุขในครอบครัวก็ย่ิอมเกิดได้ไม่ยากนัก
และบางครั้งการรอเวลาและโอกาสที่เหมาะสมกับสถานการณ์
อาจจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า
หากในอนาคตมีสิ่งไม่คาดฝัน
เราก็สามารถจะนำเงินที่เราไม่ได้รีับใช้นั้นมาใช้ได้อย่างทันท่วงที
อย่างเช่น การเจ็บป่วยของคนที่เรารัก เป็นต้น
ชีวิตแสนสั้น ควรวางแผนให้ดีที่สุด ;)...
บุญรักษา ทุกท่านครับ ;)...
................................................................................................................................................
ขอบคุณหนังสือธรรมดี ๆ ...

พระไพศาล วิสาโล. จิตใส ใจสุข. กรุงเทพฯ : เึครือข่ายพุทธิกา, ๒๕๕๖.
ตรงข้ามกับ ชีวิตติดเทอร์โบ ครับ
อ่านบันทึกของอาจารย์ โดนมากครับ ครึ่งหนึ่งของชีวิตผมเป็นอย่างนั้น
ตอนนี้ก็อยู่ที่ทำงานครับ...เฮ้อ
ขอบคุณที่ให้คิดครับ...
ครั้งหนึ่ง ช่วงหนึ่ง ของชีวิต
ที่วุ่นวายสับสน วกวนไปหมด
ครั้งนี้ นั้นจึงหยุดไว้ได้บ้าง
กลับมาเนิบช้า...แต่ไม่เชื่องช้านะคะ
งานน้อยลง เงินน้อยลง กลับมี สุขมากขึ้น
ที่สำคัญ มีเวลาให้กับตัวเอง และคนรอบข้าง มากขึ้นด้วย :)
เช่นนั้นครับ ท่าน ผอ. ชยันต์ เพชรศรีจันทร์ ;)...
ขอบคุณมากครับ ;)...
วิถีนั้นเราเลือกได้นะครับ ท่าน พ.แจ่มจำรัส ;)...
ขอบคุณมากครับ ;)...
พี่ หนูรี เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับ "ชีวิตที่เนิบช้า" ครับ ;)...
เมื่อกระแสโลกแห่งการบริโภคนิยมยิ่งเร่ง รีบ และเร็ว เพียงไหน
หัวใจเราก็ทำงานหนักขึ้น ทุกข์มากขึ้น
เพียงแค่ทำให้ชีวิตช้าลง ความสุขก็จะเดินเข้ามา
คนรอบข้างของเราก็จะรับรู้ไปด้วย
ขอบคุณครับพี่ ;)...
แม้จะอยากใช้ชีวิตที่เนิบ ช้า แต่เมื่อเข้าสู่วังวนแห่งหน้าที่การงาน ความช้าอาจจะทำให้เรากลายเป็นคนเฉื่อยไปก็ได้แม้เราจะบอกใคร ๆ ว่าไม่ต้องการอะไรก็ตาม แต่ถึงอย่างไร คงจะมีบ้างที่จะได้หยุดและทบทวนตัวเองครับ
ขอบคุณความคิดดีดีที่แบ่งปันครับ
ยินดีและขอบคุณมากครับ คุณ
nobita ;)...
จริงที่สุดค่ะอาจารย์
การใช้ชีวิตให้เรียบง่ายมากกว่าเดิม ช่วยให้เรามีเวลาทำอะไรต่ออะไรมากขึ้น
ขอบคุณมากครับ
kunrapee ;)...